วรรณกรรม (บาลีวันละคำ 4,959)

วรรณกรรม
เอาคำสองคำมามองต่างมุม
ผู้เขียนบาลีวันละคำอ่านโพสต์ของ “อ่านเถอะ เชื่อผม” เล่าถึงชายผิวดำคนหนึ่งสร้างวีรกรรมในสงคราม แต่เพราะเขาเป็นคนผิวดำซึ่งสมัยนั้นยังมีการเหยียดผิวรุนแรง วีรกรมของเขาจึงไม่ได้รับการยกย่อง
โพสต์ลงท้ายว่า –
…………..
เรื่องของโจ๊บ มาเซโก จึงไม่ใช่แค่เรื่องสงคราม แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรี ความกล้า และคำถามสำคัญว่า วีรบุรุษควรถูกตัดสินจากการกระทำ หรือจากสีผิว
…………..

คำว่า “การกระทำหรือสีผิว” เป็นเหตุให้เกิดบาลีวันละคำวันนี้-คำว่า “วรรณกรรม”
“วรรณกรรม” อ่านตามที่คุ้นปากว่า วัน-นะ-กำ ประกอบด้วยคำว่า วรรณ + กรรม
(๑) “วรรณ”
บาลีเป็น “วณฺณ” อ่านว่า วัน-นะ รากศัพท์มาจาก วณฺณ (ธาตุ = ประกาศ, แสดง) + อ (อะ) ปัจจัย
: วณฺณ + อ = วณฺณ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งเป็นเครื่องประกาศเนื้อความ”
“วณฺณ” ในภาษาบาลีมีความหมายหลายอย่าง ขอนำมาแสดงไว้ในที่นี้เป็นเครื่องประดับความรู้ ดังต่อไปนี้ :
(ภาษาอังกฤษจากพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ)
(1) สี (colour)
(2) รูปร่าง (appearance)
(3) ความรุ่งโรจน์โชติช่วง, ความแพรวพราว (lustre, splendor)
(4) ความงาม (beauty)
(5) สีหน้า, ท่าทาง (expression, look)
(6) สีของผิวเนื้อ, รูปร่าง, ผิวพรรณ (colour of skin, appearance of body, complexion)
(7) ชนิด, ประเภท (kind, sort เช่น นานาวณฺณ = ต่างๆ ชนิดกัน)
(8 ) “ลักษณะของเสียง” (timbre of voice) = อักษร (the alphabet)
(9) องค์ประกอบ, ความเหมือนกัน, สมบัติ; เหมือน (constitution, likeness, property; like เช่น อคฺคิวณฺณํ = เหมือนไฟ = like fire)
(10) ความประทับใจที่ดี, การสรรเสริญ (good impression, praise)
(11) เหตุผล (reason, ความหมายนี้ ฝรั่งแปลตามศัพท์ว่า “outward appearance” = ท่าทางภายนอก)
บาลี “วณฺณ” สันสกฤตเป็น “วรฺณ”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกความหมายไว้ดังนี้ –
(สะกดตามต้นฉบับ)
“วรฺณ : (คำนาม) ‘วรรณ,’ ชาติ, วรรค, จำพวก, พวก; สี; เครื่องตกแต่งช้าง; ลักษณะ, คุณสมบัติ; เกียรติ, ประสิทธิ; สดุดี; สุวรรณ; พรต; การจัดเพลงหรือกาพย์; ราคินีหรือคีตวิธา; โศภา, ความงาม; เครื่องแต่งตัวลคร; สุคนธ์; อักษร; รูป, ทรง; เภท, ประเภท; a trible, a class, caste, an order; colour, tint; an elephant’s housings, quality, property; fame, celebrity; praise; gold; religious observance; the arrangement of a song or poem; a musical mode; beauty, luster; theatrical dress or embellishment; perfume; a letter of the alphabet; form; figure; sort, kind.”
ภาษาไทยใช้อิงสันสกฤตเป็น “วรรณ”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“วรรณ-, วรรณะ : (คำนาม)
(๑) สี เช่น เบญจวรรณ แปลว่า ๕ สี, มักใช้เข้าคู่กับคำ สีสัน เป็น สีสันวรรณะ.
(๒) ผิว เช่น ขอให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ, มักใช้เข้าคู่กับคำ ผิวพรรณ เป็น ผิวพรรณวรรณะ.
(๓) ชั้นชน, ในสังคมฮินดูแบ่งคนออกเป็น ๔ วรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร.
(๔) หนังสือ เช่น วรรณกรรม วรรณคดี. (ส. วรฺณ; ป. วณฺณ).”
(๒) “กรรม”
บาลีเป็น “กมฺม” อ่านว่า กำ-มะ รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + รมฺม (รำ-มะ) ปัจจัย, ลบ รฺ ที่ธาตุ : กรฺ > ก- และ ร ที่ปัจจัย : รมฺม > -มฺม
: กร > ก + รมฺม > มฺม : ก + มฺม = กมฺม (นปุงสกลิงค์)
“กมฺม” สันสกฤตเป็น “กรฺม” ไทยเขียนอิงสันสกฤตเป็น “กรรม”
ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ การกระทำ, สิ่งที่ทำ, การงาน (action, the doing, deed, work) นิยมพูดทับศัพท์ว่า “กรรม”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“กรรม ๑, กรรม– ๑ : (คำนาม)
(๑) การ, การกระทำ, การงาน, กิจ, เช่น พลีกรรม ต่างกรรมต่างวาระ, เป็นการดีก็ได้ ชั่วก็ได้ เช่น กุศลกรรม อกุศลกรรม.
(๒) การกระทำที่ส่งผลร้ายมายังปัจจุบัน หรือซึ่งจะส่งผลร้ายต่อไปในอนาคต เช่น บัดนี้กรรมตามทันแล้ว ระวังกรรมจะตามทันนะ.
(๓) บาป, เคราะห์, เช่น คนมีกรรม กรรมของฉันแท้ ๆ.
(๔) ความตาย ในคำว่า ถึงแก่กรรม.”
วรรณ + กรรม = วรรณกรรม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “วรรณกรรม” ไว้ว่า –
“วรรณกรรม : (คำนาม) งานหนังสือ, งานประพันธ์, บทประพันธ์ทุกชนิดทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง, เช่น วรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ วรรณกรรมของเสฐียรโกเศศ วรรณกรรมฝรั่งเศส วรรณกรรมประเภทสื่อสารมวลชน.”
ขยายความ :
ที่แสดงมาคือความหมายของคำว่า “วรรณกรรม” ตามที่เราคุ้นกัน
แต่ผู้เขียนบาลีวันละคำขอเอาคำว่า “วรรณกรรม” มามองต่างมุม นั่นคือ –
“วรรณ” ขอให้หมายถึง สีผิว
“กรรม” ขอให้หมายถึง การกระทำ
“วรรณกรรม” ในที่นี้จึงหมายถึง “สีผิวและการกระทำ” สอดคล้องกับเหตุผลที่อ้างข้างต้นว่า ชายผิวดำคนหนึ่งสร้างวีรกรรมในสงคราม แต่เพราะเขาเป็นคนผิวดำซึ่งสมัยนั้นยังมีการเหยียดผิวรุนแรง วีรกรมของเขาจึงไม่ได้รับการยกย่อง เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องสงคราม แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรี ความกล้า และคำถามสำคัญว่า วีรบุรุษควรถูกตัดสินจากการกระทำหรือจากสีผิว?
ขอนำเรื่องที่อ้างมาเสนอในที่นี้ เพื่ออ่านจบแล้วควรจะเห็นพ้องด้วยว่า “วรรณกรรม” สามารถแปลว่า “สีผิวและการกระทำ” ตามเรื่องนี้ได้จริง ๆ
…………..
โจ๊บ มาเซโก : วีรบุรุษเชลยศึกผู้จมเรือนาซีด้วยกระป๋องนมข้นหวาน
.
โจ๊บ มาเซโก คือชื่อของชายผิวดำชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งที่แทบไม่ปรากฏในตำราประวัติศาสตร์กระแสหลักของสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งที่สิ่งที่เขาทำไว้เข้าขั้น “ปฏิบัติการก่อวินาศกรรมระดับตำนาน” มาเซโกไม่ใช่นายทหาร ไม่ใช่หน่วยรบพิเศษ และไม่ได้รับอาวุธปืนแม้แต่กระบอกเดียว สิ่งที่เขามีคือสมอง ความกล้า และกระป๋องบรรจุนมข้นหวานใบหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นอาวุธที่ทำให้เรือเยอรมันจมลงกลางท่าเรือโทบรุก
.
ก่อนสงคราม มาเซโกใช้ชีวิตธรรมดา ทำงานเป็นพนักงานส่งของ และเคยทำงานเกี่ยวข้องกับเหมืองและวัตถุระเบิดมาก่อน ประสบการณ์นี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับดินปืน คอร์ไดต์ และกลไกการจุดชนวน แม้จะไม่ใช่วิศวกรหรือทหารช่าง แต่ก็รู้ดีว่าสิ่งใดอันตราย สิ่งใดทำให้เกิดการระเบิดได้
.
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น เขาอาสาเข้าร่วมกองกำลังทหารพื้นเมืองของแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้แรงงานและกำลังสนับสนุนจากประชากรผิวดำ ภายใต้ระบบกฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติในขณะนั้น ทหารผิวดำถูกห้ามถืออาวุธปืนอย่างเด็ดขาด หน้าที่หลักของพวกเขาคือการเป็นลูกหาบ คนแบกเปล คนงาน และแรงงานแนวหลัง แม้จะอยู่ในสนามรบเดียวกัน แต่สิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ศรีกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
มาเซโกถูกส่งไปแอฟริกาเหนือ และปฏิบัติหน้าที่เป็นพลแบกเปล คอยช่วยเหลือทหารบาดเจ็บท่ามกลางสมรภูมิทะเลทราย จนกระทั่งเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 กองกำลังฝ่ายพันธมิตรในเมืองท่าโทบรุกยอมจำนนต่อเยอรมัน เขาและทหารอีกจำนวนมากจึงตกเป็นเชลยศึกทันที
.
ชีวิตเชลยศึกไม่ได้หมายถึงการถูกขังเฉย ๆ มาเซโกถูกบังคับให้ทำงานในท่าเรือโทบรุก ขนของ ซ่อมแซม และทำงานใช้แรงงานภายใต้การควบคุมของทหารนาซี ที่นั่นเองที่เขาเริ่มมองเห็น “ช่องโหว่” ในระบบรักษาความปลอดภัย และเริ่มคิดว่าถึงแม้จะไม่มีปืน แต่เขาก็ยังสามารถทำร้ายศัตรูได้
.
วันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 มาเซโกลงมือ เขารวบรวมดินปืนและคอร์ไดต์จากแหล่งที่หาได้ ทำสายชนวนแบบง่าย ๆ แล้วบรรจุทุกอย่างลงไปในกระป๋องดีบุกที่เคยใส่นมข้นหวาน กระป๋องธรรมดาที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นอาวุธ เขานำมันไปวางไว้ในห้องเก็บสินค้าของเรือเยอรมันลำหนึ่ง ใกล้ถังน้ำมัน จากนั้นจุดชนวนและรีบหาที่กำบัง
.
ไม่นานหลังจากเรือออกจากท่า ระเบิดทำงาน ไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง และเรือลำนั้นจมลงทันทีกลางท่าเรือโทบรุก ปฏิบัติการของเชลยศึกผิวดำคนหนึ่งสร้างความเสียหายให้กองทัพนาซีโดยไม่ต้องใช้กระสุนแม้แต่นัดเดียว
.
หลังเหตุการณ์นั้น มาเซโกสามารถหลบหนีออกจากค่ายเชลยศึก เดินฝ่าทะเลทรายเป็นเวลาหลายสัปดาห์จนกลับไปยังฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จ เขากลับเข้าร่วมกองทัพอีกครั้ง และได้รับการเลื่อนยศเป็นพลทหารชั้นตรี ยังคงทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเช่นเดิม ราวกับว่าสิ่งที่เขาทำลงไปไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
.
ความกล้าหาญของมาเซโกถูกบันทึกไว้ และเขาได้รับเหรียญกล้าหาญทางทหารในที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องเล่าที่ติดตามมาว่า เขาเคยถูกเสนอชื่อให้รับเหรียญวิกตอเรียครอส ซึ่งเป็นรางวัลทางทหารสูงสุดของจักรวรรดิอังกฤษ ทว่าไม่เคยได้รับจริง เหตุผลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเรื่องเชื้อชาติ ในยุคที่ทหารผิวดำยังไม่ถูกมองว่า “คู่ควร” กับเกียรติยศระดับนั้น
.
หลังสงคราม ชีวิตของมาเซโกไม่ได้สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น วีรบุรุษจากสมรภูมิกลับใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในประเทศที่ยังคงกดทับคนผิวดำด้วยกฎหมายและโครงสร้างสังคม เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1952 จากอุบัติเหตุถูกรถไฟชน และแทบไม่มีใครรู้ว่าชายคนนี้เคยจมเรือนาซีมาแล้วทั้งลำ
.
หลายสิบปีต่อมา ชื่อของโจ๊บ มาเซโกจึงค่อย ๆ ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้ง โรงเรียน ถนน และแม้แต่เรือรบของกองทัพเรือแอฟริกาใต้ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนายทหารใหญ่ แต่เพราะเขาเป็นตัวอย่างของมนุษย์ธรรมดาที่กล้าทำในสิ่งที่ไม่ธรรมดา ท่ามกลางระบบที่ไม่เคยยุติธรรมกับเขาเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
.
เรื่องของโจ๊บ มาเซโก จึงไม่ใช่แค่เรื่องสงคราม แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรี ความกล้า และคำถามสำคัญว่า วีรบุรุษควรถูกตัดสินจากการกระทำ หรือจากสีผิว
.
…………..
การกระทำ = “กรรม”
สีผิว = “วรรณ”
“วรรณกรรม” = สีผิวและการกระทำ
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ถ้าไม่ยกย่อง
: ก็อย่าเหยียบย่ำ
#บาลีวันละคำ (4,959)
9-1-69
…………………………….
…………………………….
