บาลีวันละคำ

นตฺถิราคสโมอคฺคิ (บาลีวันละคำ 4,987)

นตฺถิราคสโมอคฺคิ

บาลีเขียนแยกเป็นคำ ๆ

นตฺถิราคสโมอคฺคิ” อ่านว่า นัด-ถิ-รา-คะ-สะ-โม-อัก-คิ

เป็นพุทธภาษิตที่น่าจะคุ้นหูคุ้นปากชาวพุทธอยู่บ้าง

ในที่นี้เขียนติดกันเป็นพืดเพื่อให้ลองฝึกแยกคำตามหลักที่ว่า ภาษาบาลีเขียนแยกเป็นคำ ๆ แบบเดียวกับภาษาอังกฤษ

นตฺถิราคสโมอคฺคิ” มีคำอยู่ 4 คำ คือ : 

(๑) “นตฺถิ” 

อ่านว่า นัด-ถิ เป็นคำกริยา (กิริยาอาขยาต) รูปคำเดิมมาจาก + อตฺถิ 

(ก) “อตฺถิ” (อัด-ถิ) สูตรการ “ทำตัว” ว่า อสฺ (ธาตุ = มี, เป็น) + ปัจจัย ประจำหมวด ภู ธาตุ (กัตตุวาจก) + ติ วัตตมานาวิภัตติ, ลบ สฺ ที่สุดธาตุ (อสฺ > ), ลบ ปัจจัย, แปลง ติ เป็น ตฺถิ 

: อสฺ + = อส + ติ = อสฺติ > อติ > อตฺถิ แปลว่า “ย่อมมี” “ย่อมเป็น” 

(ข) “” (นะ) (คำนิบาต = ไม่, ไม่ใช่) + อตฺถิ = นตฺถิ แปลว่า “ย่อมไม่มี” “ย่อมไม่เป็น” 

ข้อสังเกต : 

เราทราบแล้วว่า “” คำนี้เมื่อไปรวมในแบบสมาสกับคำอื่น ต้องแปลงรูปตามกฎ คือ –

ถ้าคำที่ “” ไปสมาสด้วยขึ้นต้นด้วยสระ ให้แปลง “” เป็น “อน” 

ถ้าคำที่ “” ไปสมาสด้วยขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ให้แปลง “” เป็น “” 

ในที่นี้ คำที่ “” ไปรวมด้วยขึ้นต้นด้วยสระ (คือ อตฺถิ ขึ้นต้นด้วย -) ถ้าใช้สูตรดังกล่าว ต้องแปลง “” เป็น “อน” : > อน + อตฺถิ = อนตฺถิ 

แต่ในที่นี้ “” คงรูปเป็น “” ไม่แปลงเป็น “อน” 

: + อตฺถิ = นตฺถิ 

เหตุผลคือ 

(1) “อตฺถิ” เป็นคำกริยา และคำกริยาในภาษาบาลีมีรูปสำเร็จในตัวเอง (ไม่ไปสมาสเพื่อเป็นคำเดียวกันกับคำอื่น)

(2) ว่ากันตามหลักจริง ๆ “นตฺถิ” ก็คือ “” สนธิกับ “อตฺถิ” เพราะฉะนั้น “นตฺถิ” ก็คือ “” คำหนึ่ง กับ “อตฺถิ” อีกคำหนึ่งนั่นเอง

(๒) “ราค” 

สะกดอย่างนี้ ภาษาไทยอ่านว่า ราก บาลีอ่านว่า รา-คะ รากศัพท์มาจาก รญฺชฺ (ธาตุ = ย้อม, กำหนัด) + ปัจจัย, ลบ , ลบ ญฺ ที่ รญฺชฺ (รญฺช > รช), ทีฆะ อะ ที่ -(ชฺ) เป็น อา (รชฺ > ราช), แปลง ป็น  

: รญฺชฺ + = รญฺชณ > รญฺช > รช > ราช > ราค (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “การย้อมสี” “ภาวะเป็นเหตุให้กำหนัด” 

ราค” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ – 

(1) สี, สีย้อม, การทำให้เป็นสี (colour, hue; colouring, dye) 

(2) ความกำหนัด, ตัณหา (excitement, passion) 

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า –

…………..

ราคะ : ความกำหนัด, ความติดใจหรือความย้อมใจติดอยู่, ความติดใคร่ในอารมณ์;

…………..

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

ราค-, ราคะ : (คำนาม) ความกำหนัดยินดีในกามารมณ์, ความใคร่ในกามคุณ. (ป., ส.).”

(๓) “สโม” 

อ่านว่า สะ-โม รูปคำเดิมเป็น “สม” อ่านว่า สะ-มะ รากศัพท์มาจาก สมฺ (ธาตุ = ห้อย, ย้อย) + (อะ) ปัจจัย

: สมฺ + = สม แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะที่ห้อยอยู่” (คืออยู่เคียงคู่กัน) 

สม” ในบาลีเป็นคุณศัพท์ (ถ้าเป็นนาม เป็นปุงลิงค์) ใช้ในความหมายดังนี้ –

(1) เรียบ, ได้ระดับ (even, level)

(2) เหมือนกัน, เสมอกัน, อย่างเดียวกัน (like, equal, the same)

(3) เที่ยงธรรม, ซื่อตรง, มีจิตไม่วอกแวก, ยุติธรรม (impartial, upright, of even mind, just)

(๔) “อคฺคิ” 

อ่านว่า อัก-คิ รากศัพท์มาจาก อคฺคฺ (ธาตุ = ไปคด) + อิ ปัจจัย

: อคฺคฺ + อิ = อคฺคิ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไปคด” (คือวูบวาบ ๆ คดไปคดมา) 

อคฺคิ” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ – 

(1) ไฟ, เปลวไฟ, ประกาย; เพลิง (fire, flames, sparks; conflagration)

(2) ไฟบูชายัญ (the sacrificial fire) 

(3) ไฟที่เผา, ไฟที่ทำลาย, ความรู้สึกเร่าร้อน (the fire of burning, consuming, feverish sensations) 

บาลี “อคฺคิ” สันสกฤตเป็น “อคฺนิ” 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

อคฺนิ : (คำนาม) ไฟ; fire.”

ในภาษาไทย ใช้เป็น “อัคคิ” “อัคคี” “อัคนิ” และ “อัคนี”พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

อัคคิ, อัคคี : (คำนาม) ไฟ. (ป. อคฺคิ; ส. อคฺนิ).

อัคนิ, อัคนี : (คำนาม) ไฟ; ชื่อเทพแห่งไฟ. (ส. อคฺนิ; ป. อคฺคิ).

แยกคำอย่างไรถูก

ภาษาบาลีแยกศัพท์เป็นคำ ๆ แบบเดียวกับภาษาอังกฤษ คัมภีร์ภาษาบาลีของไทย ต้นฉบับเดิมจารลงบนใบลานเป็นอักษรขอมไม่ได้แยกเป็นคำ ๆ แต่นิยมเขียนติดกันเป็นพืดเพื่อประหยัดพื้นที่ เมื่อปริวรรตอักษรขอมเป็นอักษรไทยแล้วจึงต้องให้ผู้รู้ภาษาบาลีแยกศัพท์หรือ “ตัดบท” อีกทีหนึ่ง จึงได้ภาษาบาลีที่แยกเป็นคำ ๆ

ภาษาบาลีอักษรไทยที่เราอ่านกันทุกวันนี้แยกศัพท์เป็นคำ ๆ เรียบร้อยแล้ว 

ภาษาบาลีบางคำที่เป็นสุภาษิตสั้น ๆ มักเป็น “คาถา” คือบทร้อยกรอง ที่จำกันได้หรือที่คัดลอกเอาไปเขียนในที่ต่าง ๆ ถ้าผู้เขียนไม่มีความรู้ภาษาบาลีก็มักจะแยกศัพท์ผิด แล้วก็คัดลอกคำที่แยกศัพท์ผิดนั้นเอาไปเผยแพร่ต่อไปอีก ทำให้คำบาลีผิด ๆ แพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น

คำบาลีที่ยกไว้ข้างต้นนั้นเขียนติดกันเป็น “นตฺถิราคสโมอคฺคิ” เพื่อเป็นกรณีศึกษาว่า ถ้าแยกศัพท์จะแยกอย่างไร

นตฺถิราคสโมอคฺคิ” แยกศัพท์ที่ถูกต้องเป็น นตฺถิ  ราคสโม  อคฺคิ

จะเห็นได้ว่า คำบาลี 4 คำ แต่แยกแล้วได้ 3 คำ เพราะ “ราค” กับ “สโม” รวมกันเป็นคำเดียวกัน

แปลเป็นคำ ๆ:

อคฺคิ = อันว่าไฟ

ราคสโม = อันเสมอด้วยราคะ

นตฺถิ = ย่อมไม่มี

แปลรวมความว่า ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี > ไม่มีไฟที่เสมอด้วยราคะ

ไฟคือความร้อนหรือสิ่งที่แผดเผาให้เร่าร้อนลุกไหม้มีสารพัดชนิด

แต่ไม่มีไฟชนิดไหนที่จะแผดเผาให้เร่าร้อนเท่ากับราคะ

ขยายความ :

ราค” หรือ “ราคะ” เป็น 1 ในไฟ 3 กอง 

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [130] แสดง “อัคคิ 3” คือไฟ 3 กอง ไว้ดังนี้ –

…………..

[130] อัคคิ 3 (ไฟ, กิเลสที่เปรียบเหมือนไฟ เพราะเผาลนจิตใจให้เร่าร้อนและแส่พร่านไป — Aggi: fires to be avoided or abandoned)

1. ราคัคคิ (ไฟคือราคะ ได้แก่ความติดใจ กระสัน อยากได้ — Rāgaggi: fire of lust)

2. โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ ได้แก่ความขัดเคือง ไม่พอใจ คิดประทุษร้าย — Dosaggi: fire of hatred)

3. โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ ได้แก่ความหลง ไม่รู้ไม่เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง — Mohaggi: fire of delusion)

ไฟ 3 อย่างนี้ ท่านสอนให้ละเสีย

…………..

แถม :

สุภาษิตบทนี้เป็นพุทธพจน์คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า ข้อความเต็ม ๆ เป็นดังนี้

…………..

นตฺถิ  ราคสโม  อคฺคิ 

นตฺถิ  โทสสโม  กลิ 

นตฺถิ  ขนฺธสมา  ทุกฺขา 

นตฺถิ  สนฺติปรํ  สุขํ  ฯ 

ไฟเสมอด้วยราคะ ไม่มี

โทษร้ายเสมอด้วยโทสะ ไม่มี

ทุกข์เสมอด้วยขันธ์ ไม่มี

สุขยิ่งกว่าสันติ ไม่มี

ที่มา: สุขวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 25

…………..

ดูก่อนภราดา!

: หยุดเป็น

: เย็นทันที

#บาลีวันละคำ (4,987)

6-2-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้