ธิดามาร (บาลีวันละคำ 4,995)

ธิดามาร
สื่อรักที่หมักด้วยกิเลส
อ่านว่า ทิ-ดา-มาน
ประกอบด้วยคำว่า ธิดา + มาร
(๑) “ธิดา”
บาลีเป็น “ธีตา” ศัพท์เดิมเป็น “ธีตุ” อ่านว่า ที-ตุ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + ริตุ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ที่ ริตุ ปัจจัย (ริตุ > อิตุ), ทีฆะ อิ ที่ (ธ + อิ = ) ธิ เป็น อี (ธิ > ธี)
: ธรฺ + ริตุ = ธรริตุ > ธริตุ > ธิตุ > ธีตุ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันมารดาบิดาคอยทรงไว้” (คือดูแลรักษาไว้)
“ธีตุ” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) แปลง อุ ที่ (ธี)-ตุ เป็น อา = ธีตา ใช้ในภาษาไทยเป็น “ธิดา” คือ ลูกสาว (a daughter)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ธิดา : (คำนาม) ลูกหญิง. (ป., ส. ธีตา).”
พจนานุกรมฯ บอกว่า “ธิดา” สันสกฤตเป็น “ธีตา”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน ไม่ได้เก็บคำว่า “ธีตา” ไว้ แต่มีคำว่า “ธีลฏี” บอกไว้ดังนี้ –
“ธีลฏี : (คำนาม) สุดา, บุตรี; a daughter.”
(๒) “มาร”
บาลีอ่านว่า มา-ระ รากศัพท์มาจาก มรฺ (ธาตุ = ตาย) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ ม-(รฺ) เป็น อา (มรฺ > มาร) ตามสูตร “ด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ”
: มรฺ + ณ = มรณ > มร > มาร แปลตามศัพท์ว่า –
(1) “ผู้ยังกุศลธรรมให้ตาย” คือมารเข้าที่ไหน ความดีที่มีอยู่ในที่นั้นก็ถูกทำลายหมดไป ความดีใหม่ๆ ก็ทำไม่ได้
(2) “ผู้เป็นเครื่องหมายแห่งความเศร้าหมองยังความดีให้ตาย” คือไม่ใช่ฆ่าความดีให้ตายอย่างเดียว หากแต่ยังก่อให้เกิดความสกปรกเลอะเทอะอีกด้วย
สรุปว่า “มาร” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำให้ตาย” มีความหมายว่า สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “มาร” ว่า Death, the Evil one, the Tempter (ความตาย, คนชั่วร้าย, นักล่อลวง)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“มาร, มาร– : (คำนาม) เทวดาจําพวกหนึ่ง มีใจบาปหยาบช้าคอยกีดกันไม่ให้ทําบุญ; ยักษ์; ผู้ฆ่า, ผู้ทำลาย, ในพระพุทธศาสนาหมายถึงผู้กีดกันบุญกุศล มี ๕ อย่าง เรียกว่า เบญจพิธมาร คือ ขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร เทวบุตรมาร, โดยปริยายหมายถึงผู้ที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง. (ป., ส.).”
ธิดา + มาร = ธิดามาร เป็นคำประสมแบบไทย แปลจากหน้าไปหลังว่า “ลูกสาวของมาร”
ขยายความ :
“ธิดามาร” คำบาลีเป็น “มารธีตา” (มา-ระ-ที-ตา) หมายถึงกิเลส 3 ชนิด คือ ตัณหา อรดี ราคา ท่านเรียกโดยบุคคลาธิษฐานว่า “มารธีตโร” (มา-ระ-ที-ตะ-โร) แปลทับศัพท์ว่า “มารธิดา” (มา-ระ-ทิ-ดา) (“มารธีตา” เป็นเอกวจนะ, “มารธีตโร” เป็นพหุวจนะ) ในที่นี้แปลเป็นไทยว่า “ธิดามาร”
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกถึง “ธิดามาร” ทั้ง 3 ไว้ดังนี้ –
…………..
ตัณหา : ธิดามารนางหนึ่งใน ๓ นาง ที่อาสาพระยามารผู้เป็นบิดา เข้าไปประโลมพระพุทธเจ้าด้วยอาการต่าง ๆ ในสมัยที่พระองค์ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธภายหลังตรัสรู้ใหม่ ๆ (อีก ๒ นาง คือ อรดี กับ ราคา)
อรดี : ธิดามารคนหนึ่งใน ๓ คน อาสาพระยามารผู้เป็นบิดา เข้าไปประโลมพระพุทธเจ้าด้วยอาการต่างๆ ในสมัยที่พระองค์เสด็จอยู่ที่ไม้อชปาลนิโครธภายหลังตรัสรู้ใหม่ ๆ (อีก ๒ คน คือ ตัณหา กับ ราคา)
ราคา : ชื่อลูกสาวพระยามาร อาสาพระยามารเข้าไปประโลมพระพุทธเจ้าด้วยอาการต่าง ๆ พร้อมด้วยนางตัณหาและนางอรดี ในขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ หลังจากตรัสรู้
…………..
หนังสือ ปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส บรรยายบทบาทของ “ธิดามาร” ไว้ดังนี้ –
…………..
… แล้วนางธิดาทั้ง ๓ ก็ทูลลาบิดามาสู่สำนักพระศาสดาจารย์ อันเสด็จนิสัชนาการอยู่ ณ ภายใต้อัชปาลนิโครธรุกขมูล แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ข้าพเจ้าจะบำเรอพระบาทยุคลแห่งพระองค์ สมเด็จพระสัพพัญญูก็มิได้เอาพระทัยใส่ในถ้อยคำแห่งนางมารธิดาทั้ง ๓ แลมิได้ลืมพระเนตรขึ้นทัศนาการ ทรงดุษณีภาพนึ่งอยู่เป็นปกติ แลนางทั้ง ๓ จึงด้าริว่า ธรรมดาบุรุษย่อมมีอัธอาศัยเสน่หาในสตรีอันมีรูปสัณฐานต่าง ๆ บ้างก็รักสตรีที่เป็นกุมารี บ้างก็รักสตรีอันตั้งอยู่ในปฐมวัย แลมัชฌิมวัย ปัจฉิมวัยก็มีบ้าง เราทั้งหลายจักประโลมด้วยรูปต่าง ๆ โดยอเนกประการ แลนางกุมารีทั้ง ๓ ก็นิรมิตอัตภาพแห่งตน ๆ คนละร้อย ๆ เป็นรูปตรุณกุมารียังไม่มีบุตรบ้าง ที่มีบุตรแล้วคนหนึ่งบ้าง สองคนบ้าง ที่เป็นรูปสตรีมัชฌิมวัยบ้าง ปัจฉิมวัยบ้างถึง ๖ อย่าง ๖ ครั้ง ตามแต่จะต้องพระทัยปรารถนา เข้าไปแวดล้อมพระศาสดา แล้วทูลเล้าโลมดุจกาลก่อน สมเด็จพระบรมครูก็นิ่งมัธยัสถ์มิได้ตรัสประการใด แลนางมารธิดาทั้งหลายก็กระทำอิตถีมารยาโดยอาการลีลาศชำเลืองเนตร ฟ้อนรำขับร้องมีประการต่าง ๆ ก็บมิอาจสามารถจะยังพระหฤทัยพระพิชิตมารให้กัมปนาการกำเริบได้ ในลำดับนั้นพระภควันตบพิตรจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสขับนางมารธิดาทั้งหลายว่า “ท่านจงหลีกออกไปเสียให้พ้นจากที่อันนี้ จะมากระทำเพืยรพยายามในที่เฉพาะหน้าตถาคตมิสมควร สมควรที่จะไปกระทำประโลมในที่เฉพาะหน้าแห่งบุรุษทั้งหลายอื่น ซึ่งมีราคะยังมิได้ขาดจากสันดาน อันสรรพกิเลสมีราคะเป็นต้น ตถาคตมละเสียสิ้นแล้ว ดังฤๅท่านจะนำไปซึ่งตถาคตให้อยู่ในอำนาจแห่งตนได้” แล้วมีพุทธฎีกาตรัสโดยสารพระคาถาว่า “ยสส ชิตํ นาวชิยติ” เป็นอาทิ อรรถาธิบายความว่า กิเลสอันใดอันหนึ่งในโลกอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดได้ผจญชนะแล้ว แลซึ่งจะกลับชนะแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น และจะไปตามอำนาจกิเลสนั้นอีกหามิได้แล้ว แลสัพพัญญูมีอารมณ์เป็นอันมากหาที่สุดจะนับมิได้ ด้วยอำนาจแห่งพระสัพพัญญุตญาณปราศจากสัญจรมรรคาแห่งราคาทิกิเลสทั้งหลายแล้ว แลท่านนำไปซึ่งพระสัพพัญญู สู่อำนาจโดยกิเลสมรรคาอันใด ประการหนึ่งอันว่าข่ายกล่าวคือตัณหาอันร้อยกรองครอบงำไว้ซึ่งสัตว์ ให้สัตว์ทั้งหลายหลงบริโภคอาหารอันกอปรด้วยพิษคือเบญจกามคุณทั้ง ๕ อันจะนำไปสู่ไตรภพใด ๆ นั้น พระสัพพัญญูเจ้าพระองค์ได้ตัดเสียได้ เป็นสมุจเฉทปหานมิได้มีในพุทธสันดานสิ้นสูญแล้ว แลท่านจะนำไปซึ่งพระสัพพัญญูเจ้าพระองค์นั้นให้บรรลุอำนาจโดยกิเลสมรรคาอันใดได้เล่า เมื่อมีพระพุทธฎีกาตรัสดั่งนี้ นางมารธิดาทั้ง ๓ ได้สดับจึงกล่าวว่า คำซึ่งพระบิดาดำรัสนั้นเป็นความจริง อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วบุคคลผู้ใดในโลกจะพึงนำไปสู่อำนาจแห่งตนมิได้โดยแท้ แล้วก็พากันกลับไปสู่สำนักพระราชบิดา …
ที่มา: ปฐมสมโพธิกถา โพธิสัพพัญญูปริวรรต ปริจเฉทที่ 11
…………..
แถม :
ชื่อ “ธิดามาร” มีความหมายทางธรรมดังนี้ –
ตัณหา : ความทะยานอยาก, ความร่านรน, ความปรารถนา, ความอยากเสพ อยากได้ อยากเอาเพื่อตัว, ความแส่หา
อรดี : ความขึ้งเคียด, ความไม่ยินดีด้วย, ความริษยา
ราคา : ความกำหนัด, ความติดใจหรือความย้อมใจติดอยู่, ความติดใคร่ในอารมณ์
…………..
ดูก่อนภราดา!
: รักที่ปราศจากกิเลส
: วิเศษกว่ารักใด ๆ ในไตรโลก
#บาลีวันละคำ (4,995)
14-2-69
…………………………….
…………………………….
