นิรนาม (บาลีวันละคำ 5,007)

นิรนาม
แปลว่า “ไม่มีชื่อ”
จะชื่อเล่นหรือชื่อจริงก็ไม่มีทั้งนั้น
อ่านว่า นิ-ระ-นาม
ประกอบด้วยคำว่า นิร + นาม
(๑) “นิร”
เป็นศัพท์จำพวก “อุปสรรค” ในบาลีเข้าใจกันว่ารูปคำเดิมคือ “นิ”
นักเรียนบาลีในเมืองไทยท่องกันว่า “นิ = เข้า, ลง, นิ = ไม่มี, ออก”
อภิปรายแทรก :
อาจารย์ผู้สอนบาลีแสดงความเห็นว่า อุปสรรคตัวนี้เป็น “นิ” (สระ อิ) ตัวหนึ่ง เป็น “นี” (สระ อี) ตัวหนึ่ง คือ “นิ = เข้า, ลง” และ “นี = ไม่มี, ออก” แต่เนื่องจากตำราพิมพ์ผิด “นี” ตัวหลังพิมพ์เป็น “นิ” กลายเป็น “นิ” ทั้ง 2 ตัว แล้วไม่ได้แก้
ลองตรองดูก็ประหลาดอยู่ ถ้าเป็น “นิ” เหมือนกันทั้ง 2 ตัว ไฉนจึงแยกเป็น “นิ = เข้า, ลง, นิ = ไม่มี, ออก” ทำไมจึงไม่ว่า “นิ = เข้า, ลง, ไม่มี, ออก” รวดเดียวไปเลย
อาจารย์ผู้สอนบาลีรุ่นใหม่จึงยุติว่า “นิ” ตัวหลังต้องเป็น “นี” คือต้องเป็น “นิ = เข้า, ลง” และ “นี = ไม่มี, ออก”
ถ้ายุติดังว่านี้ อุปสรรคตัวนี้ก็คือ “นี” = ไม่มี, ออก ลง ร อาคม รัสสะ อี เป็น อิ
: นี + ร = นีร > นิร
อักษรจำพวกที่เรียกว่า “อาคม” นี้ยังมีอีกหลายตัว เหตุผลสำคัญที่ต้องลงอาคมก็เพื่อให้เกิดความสละสลวยหรือคล่องปากเมื่อออกเสียง
ในสันสกฤต อุปสรรคตัวนี้เป็น “นิร”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –
(สะกดตามต้นฉบับ)
“นิรฺ : (นิบาต) นิบาตและอุปสรรคบอกอสังศยะหรือความเชื่อแน่; ความประติเษธ; ความปราศจาก; a particle and prefix implying certainty or assurance; negation or privation; – (กริยาวิเศษณ์ หรือ บุรพบท) ภายนอก, นอก, ออก, ปราศจากหรือไม่มี, พลัน; outside, out, without, forth.”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 บอกไว้ว่า –
“นิร– : (คำวิเศษณ์) คำประกอบหน้าคำอื่น แปลว่า ไม่, ไม่มี, ออก.”
(๒) “นาม”
บาลีอ่านว่า นา-มะ รากศัพท์มาจาก นมฺ (ธาตุ = น้อม) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ อะ ที่ น-(มฺ) เป็น อา (นมฺ > นาม)
: นมฺ + ณ = นมณ > นม > นาม (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “คำเป็นที่น้อมวัตถุเข้ามา” “คำที่น้อมไปหาวัตถุ” “คำที่ชาวโลกใช้เป็นเครื่องน้อมไปสู่ความหมายนั้น ๆ” หมายถึง นาม, ชื่อ (name)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 บอกไว้ว่า –
“นาม, นาม– : (คำนาม) ชื่อ, ราชาศัพท์ใช้ว่า พระนาม; คําชนิดหนึ่งในไวยากรณ์ สำหรับเรียกคน สัตว์ และสิ่งของต่าง ๆ; สิ่งที่ไม่ใช่รูป คือ จิตใจ, คู่กับ รูป. (ป.).”
นิร + นาม = นิรนาม แปลตามศัพท์ว่า “ไม่มีชื่อ” “มีชื่อออกไปแล้ว” (เคยมีชื่อ แต่บัดนี้ชื่อที่เคยมีนั้นได้ออกไปจากคนนั้นสิ่งนั้นเสียแล้ว คนนั้นสิ่งนั้นจึงไม่มีชื่อ)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“นิรนาม : (คำวิเศษณ์) ไม่รู้ว่าชื่ออะไร.”
ขยายความ :
ผู้เขียนบาลีวันละคำอ่านพบข้อความแห่งหนึ่งเขียนว่า “นักรบนิรนามมีนามว่า ‘ท้อป’ ได้จากพวกเราไปแล้ว”
สงสัยว่า ผู้เขียนข้อความนี้เข้าใจคำว่า “นิรนาม” ว่าอย่างไร
“นิรนาม” หมายถึง ไม่มีชื่อ
แล้ว “ท้อป” คืออะไร?
ถ้า “ท้อป” เป็นชื่อ นักรบคนนั้นก็มีชื่อว่า “ท้อป”
ก็แปลว่า นักรบคนนั้นมีชื่อ ไม่ใช่ไม่มีชื่อ
เมื่อมีชื่อ จะเรียกว่า “นักรบนิรนาม” ซึ่งหมายถึง “นักรบไม่มีชื่อ” ได้อย่างไร?
เป็นไปได้ไหมว่า ผู้เขียนข้อความนั้นเข้าใจว่า คำว่า “นิรนาม” หมายถึง ไม่ปรากฏชื่อจริง คือไม่บอกให้ใครรู้ชื่อจริงนามสกุลจริง จึงเรียกกันแต่ชื่อเล่นหรือนามแฝง
ก็คือเข้าใจเอาเองว่า “นิรนาม” หมายถึง นามแฝงหรือชื่อเล่น
โปรดทราบว่า “นิรนาม” คือไม่มีชื่อ จะเป็นนามแฝงหรือชื่อเล่นก็ไม่มีทั้งนั้น ถ้ายังมีนามแฝงหรือชื่อเล่น (เช่น “ท้อป”) จะเรียกว่า “นิรนาม” หาได้ไม่
เวลานี้เราเป็นอย่างนี้กันมาก-คือไม่ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจถึงความหมายเดิม เรื่องราวเดิม เหตุผลต้นเรื่องเดิม อันเป็นความหมายจริง เรื่องราวจริง เหตุผลจริง แต่ชอบใช้วิธีคิดเอาเอง เข้าใจเอาเอง
เท่านี้ก็เป็นอันตรายมากอยู่แล้ว แต่ที่เพิ่มอันตรายให้มากขึ้นก็คือ เอาเรื่องผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการคิดเอาเองเข้าใจเอาเองนั้นไปเผยแพร่ทางช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ทำให้เรื่องที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแพร่หลายกระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง บรรดาเรื่องผิด ๆ ที่คนทั้งหลายเข้าใจว่าถูก ก็เกิดมาจากเหตุแบบนี้
พอจะมองเห็นหรือยังว่า คำบาลีที่เราเอามาใช้ในภาษาไทยนั้น มีจำนวนมากมายที่ความหมายในภาษาไทยผิดเพี้ยนไปจากความหมายเดิมในภาษาบาลี ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น?
คำตอบก็คือ เกิดจากการไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจถึงความหมายเดิม แต่ใช้วิธีคิดเอาเองเข้าใจเอาเอง แล้วก็พากันใช้ตาม ๆ กันไป
คำผิดกลายเป็นคำถูกก็มาจากเหตุนี้ แล้วก็อ้างว่า ภาษาเป็นเรื่องสมมุติ ไม่มีผิดไม่มีถูก
…………..
ดูก่อนภราดา!
: เพราะภาษาเป็นเรื่องสมมุติ
: จึงสมควรที่สุดที่จะต้องสมมุติให้ดีงาม
#บาลีวันละคำ (5,007)
26-2-69
…………………………….
…………………………….
