บาลีวันละคำ

บรมตบะ (บาลีวันละคำ 5,013)

บรมตบะ

หยิบฉวยจากโอวาทปาติโมกข์มาฝาก

อ่านว่า บอ-รม-มะ-ตะ-บะ

ประกอบด้วยคำว่า บรม + ตบะ

(๑) “บรม” 

บาลีเป็น “ปรม” อ่านว่า ปะ-ระ-มะ รากศัพท์มาจากหลายทาง แสดงในที่นี้พอเป็นตัวอย่าง :

(1) ปร (ข้าศึก) + มรฺ (ธาตุ = ตาย) + กฺวิ ปัจจัย ลบที่สุดธาตุ และลบปัจจัย

: ปร + มรฺ = ปรมร + กฺวิ = ปรมรกฺวิ > ปรม แปลตามศัพท์ว่า “ยังธรรมอันเป็นข้าศึกให้ตาย

(2) (ทั่วไป) + รมฺ (ธาตุ = ยินดี) + ปัจจัย, ลบ

: + รมฺ = ปรม + = ปรมณ > ปรม แปลตามศัพท์ว่า “ยินดีในความยิ่งใหญ่

(3) ปรฺ (ธาตุ = รักษา) + ปัจจัย

: ปร + = ปรม แปลตามศัพท์ว่า “รักษาความสูงสุดของตนไว้

ปรม” หมายถึง สูงสุด, พิเศษสุด, เป็นเลิศ, ดีที่สุด (highest, most excellent, superior, best)

ปรม” ที่ใช้ภาษาไทยว่า “บรม” (บอ-รม) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

บรม, บรม– : (คำวิเศษณ์) อย่างยิ่ง, ที่สุด, (มักใช้นำหน้าคำที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดิน และพระอัครมเหสี เป็นต้น เพื่อแสดงพระเกียรติยศยิ่งใหญ่) เช่น บรมศาสดา บรมบพิตร บรมราชินี บรมมหาราชวัง. (ป., ส. ปรม); (ภาษาปาก) อย่างที่สุด เช่น โง่บรม บรมขี้เกียจ”

(๒) “ตบะ” 

เขียนแบบบาลีเป็น “ตป” อ่านว่า ตะ-ปะ รากศัพท์มาจาก ตปฺ (ธาตุ = เผา, ทำให้ร้อน) + (อะ) ปัจจัย

: ตปฺ + = ตป แปลตามศัพท์ว่า (1) “การทำให้กายเดือดร้อน” (2) “ธรรมที่เผาบาป” (3) “ธรรมที่ยังกิเลสให้ร้อน” (4) “ข้อปฏิบัติที่ยังตนและผู้อื่นให้เดือดร้อนในนรก” (ความหมายข้อนี้เป็นทัศนะของพระพุทธศาสนาที่มองการบำเพ็ญตบะแบบผิด ๆ ของเจ้าลัทธิต่าง ๆ)

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ตป” ว่า –

(1) torment, punishment, penance, esp. religious austerity, self-chastisement, ascetic practice (การทรมาน, การลงโทษ, การทรมานตน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทรมานตนทางศาสนา, การลงโทษตัวเอง, การปฏิบัติของนักพรต)

(2) mental devotion, self-control, abstinence, practice of morality (การภาวนาทางใจ, การควบคุมตัวเอง, การละเว้น, การปฏิบัติศีลธรรม) 

บาลี “ตป” รูปหนึ่งของสันสกฤตก็เป็น “ตป” 

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

(สะกดตามต้นฉบับ)

ตป : (คำนาม) ‘ตะบะ,’ ฤดูร้อน; ความร้อน; แดด, อาทิตย์; summer, the hot season; heat; the sun.”

แต่สันสกฤตยังมี “ตปสฺ” อีกรูปหนึ่ง

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

(สะกดตามต้นฉบับ)

ตปสฺ : (คำนาม) ‘ตบัส,’ ชื่อเดือนมาฆะ; ฤดูหนาว; ฤดูร้อน; การประติบัทเคร่งครัดตามลัทธิศาสนา; การหัดระงับใจหรือกาย; โลกอันเปนที่อาศรัยของบุณยชนหรือดาบสเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว (โลกที่กล่าวถึงนี้ตั้งอยู่เหนือชนโลก); สทาจาร, สาธุคุณ; ธรรม, กฤตย์; การประติบัทฉะเพาะ, ปรากฤตว่า-น่าที่ (ดุจ-ตบัสของพราหมณ์ ได้แก่ บุณยศึกษาหรือการเล่าเรียนพระเวทที่ศักดิ์สิทธิ์; ตบัสของกษัตริย์ ได้แก่ การคุ้มครองรักษาไพร่ฟ้าประชาชน; ตบัสของไวศย ได้แก่ การทำบุณย์ให้ทานแก่พราหมณ์; ตบัสของศูทร ได้แก่ การรับใช้คนร่วมชาติกัน; ตบัสของฤษิหรือมุนิ ได้แก่ การกินผักและภักษมูลเปนอาหาร); the name of the month Māgha; winter or the cold season; summer or the hot season; religious austerity; the practice of mental or personal self-denial; the world of the saints or devotees, said to be inhabited by them after death (this world is situated above the Janaloka); virtue, moral merit; duty, the special observance of certain things (such as-the tapas of a Brahman is sacred learning; that of a Kshatriya, the protection of subjects; that of a Viśya, alms-giving to Brahmans; that of a Śudra, the service of the same tribe; and that of a Rishi or saint, feeding upon herbs and roots).”

โปรดสังเกตว่า “ตปสฺ” ของสันสกฤตมีความหมายที่ชี้ชัดว่า “ตบัสของกษัตริย์ ได้แก่ การคุ้มครองรักษาไพร่ฟ้าประชาชน (that of a Kshatriya, the protection of subjects).”

ตป” ในภาษาไทยใช้ว่า “ตบะ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

ตบะ : (คำนาม) พิธีข่มกิเลสโดยทรมานตัว เช่น ฤๅษีบำเพ็ญตบะ; การบำเพ็ญเพื่อให้กิเลสเบาบางหรือการข่มกิเลส, ธรรมข้อที่ ๖ ในทศพิธราชธรรม. (ดู ทศพิธราชธรรม). (ป., ส. ตป ว่า ความเพียรเครื่องเผาผลาญกิเลส).”

ปรมํ + ตโป = ปรมตโป > บรมตบะ แปลว่า “ความอดทนอดกลั้นเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยอดเยี่ยม

ขยายความ :

ในหลักธรรมที่เรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งมีทั้งหมด 13 ข้อ ข้อที่ 1 ว่า “ขนฺตี  ปรมํ  ตโป  ตีติกฺขา” แปลว่า ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง

หมายความว่า “ขันติ” ที่เรานิยมแปลกันว่า ความอดทน ท่านไขความออกมาเป็น “ตีติกฺขา” แปลว่า ความอดกลั้น เน้นหนักไปที่ความสะกดใจได้ ยับยั้งชั่งใจได้ ไม่ว่าสิ่งที่ต้องอดกลั้นนั้นจะเกิดทางกายหรือทางใจก็ตาม และที่ชี้ชัดลงไปอีกชั้นหนึ่งก็คือ ขันติหรือตีติกขานั้นจะต้องมีคุณสมบัติเป็น “ตบะ” ด้วย

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [326] ขยายความคำว่า “ตปะ” ไว้ว่า –

……………

ตปะ (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงำย่ำยีจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้บริบูรณ์ — Tapa: austerity; self-control; non-indulgence).”

…………..

ในพระไตรปิฎก มีพุทธพจน์แสดงถึงการบำเพียรอย่างยิ่งยวดที่อาจนับได้ว่าถึงระดับที่เป็น “ตบะ” มีข้อความดังนี้ –

…………..

ตสฺมา  ติห  ภิกฺขเว  เอวํ  สิกฺขิตพฺพํ  อปฺปฏิวาณี  ปทหิสฺสาม  กามํ  ตโจ  นหารุ  จ  อฏฺฐิ  จ  อวสิสฺสตุ  สรีเร  อุปสุสฺสตุ  มํสโลหิตํ  ยนฺตํ  ปุริสตฺถาเมน  ปุริสวิริเยน  ปุริสปรกฺกเมน  ปตฺตพฺพํ  น  ตํ  อปาปุณิตฺวา  วิริยสฺส  สณฺฐานํ  ภวิสฺสตีติ  เอวํ  หิ  โว  ภิกฺขเว  สิกฺขิตพฺพนฺติ. 

เพราะเหตุแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้มีความเพียรไม่ถอยกลับ เริ่มตั้งความเพียรด้วยมนสิการว่า เนื้อและเลือดในกายของเราทั้งหมดนั้นจงเหือดแห้งไปเถิด จะเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที ยังไม่บรรลุผลที่พึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.

ที่มา: ขุทกนิกาย ทุกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม 20 ข้อ 251

…………..

ปรมํ  ตโป” ในโอวาทปาติโมกข์ แปลงเป็น “บรมตบะ” ในบาลีวันละคำวันนี้

บรมตบะ” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 แต่เอามาใช้ในภาษาไทยก็ไม่ผิดกติกา 

ขอฝากคำนี้ไว้ในวงวรรณอีกคำหนึ่ง

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ไม่มีใครตำหนิคนที่ยังกำจัดกิเลสได้ไม่หมด

: แต่คนที่ไม่คิดจะจำกัดกิเลสของตน น่าตำหนิ

#บาลีวันละคำ (5,013) 

4-3-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้