มุทิตาสักการะ (บาลีวันละคำ 5,018)

มุทิตาสักการะ
คำแสดงความยินดีของชาววัด
อ่านว่า มุ-ทิ-ตา-สัก-กา-ระ
ประกอบด้วยคำว่า มุทิตา + สักการะ
(๑) “มุทิตา”
เป็นรูปคำบาลี อ่านว่า มุ-ทิ-ตา มีรากศัพท์มา 2 นัย คือ –
(1) มุทฺ (มุ-ทะ, ธาตุ = ยินดี, เบิกบาน) + อิ อาคม + ต ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์
: มุทฺ + อิ + ต = มุทิต + อา = มุทิตา แปลตามศัพท์ว่า “กิริยาที่ยินดี” หมายถึง ชื่นชม, ยินดี, พอใจ (pleased, glad, satisfied)
ความหมายตามนัยนี้ ถ้าเป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า มีใจชื่นชม, มีใจปราโมทย์, ดีใจ (with gladdened heart, pleased in mind)
(2) มุทุ (อ่อนโยน) + ตา ปัจจัย, แปลง อุ ที่ (มุ)-ทุ เป็น อิ (มุทุ > มุทิ)
: มุทุ + ตา = มุทุตา > มุทิตา แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นผู้อ่อนโยน” หมายถึง ความมีใจอ่อน, ความกรุณา, ความเห็นอกเห็นใจ (soft-heartedness, kindliness, sympathy)
ความหมายตามนัยนี้ ในทางปฏิบัติก็คือ ใครจะสุขหรือจะทุกข์ ก็รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ถ้าสุขก็พลอยยินดี ถ้าทุกข์ก็พลอยเดือดร้อนใจไปด้วย
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกความหมายของ “มุทิตา” ไว้ว่า –
…………..
มุทิตา : ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี, เห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ก็แช่มชื่นเบิกบานใจด้วย เห็นเขาประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจ พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุน ไม่กีดกันริษยา; ธรรมตรงข้ามคือ อิสสา (ข้อ ๓ ในพรหมวิหาร ๔).
…………..
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“มุทิตา : (คำนาม) ความมีจิตพลอยยินดีในลาภยศสรรเสริญสุขของผู้อื่น เป็น ๑ ในพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา. (ป.).”
(๒) “สักการะ”
เขียนแบบบาลีเป็น “สกฺการ” อ่านว่า สัก-กา-ระ รากศัพท์มาจาก ส (แทนคำว่า สกฺกจฺจํ = โดยเคารพ, โดยระมัดระวัง, โดยถูกต้องหรือสมควร) + กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ซ้อน กฺ ระหว่าง ส + กรฺ) ยืดเสียง อะ ที่ ก-(รฺ) เป็น อา (กรฺ > การ)
: ส + กฺ + กรฺ = สกฺกร + ณ = สกฺกรณ > สกฺกร > สกฺการ แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่ทำด้วยความเคารพ” หมายถึง การต้อนรับ, การให้เกียรติ, การเคารพสักการะ (hospitality, honour, worship)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“สักการ-, สักการะ : (คำกริยา) บูชาด้วยสิ่งหรือเครื่องอันพึงบูชา เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน, บางทีก็ใช้เข้าคู่กับคำ บูชา เป็น สักการบูชา. (ป.; ส. สตฺการ).”
มุทิตา + สกฺการ = มุทิตาสกฺการ > มุทิตาสักการะ แปลว่า (1) “แสดงความยินดีและเคารพบูชา” (2) “เคารพบูชาด้วยความยินดี”
ขยายความ :
“มุทิตา” เป็นธรรมข้อที่ 3 ในพรหมวิหาร 4
พึงทราบความหมายของพรหมวิหารทั้ง 4 ข้อ ตามที่แสดงไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [161] ดังนี้ –
…………..
1. เมตตา ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
2. กรุณา ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
3. มุทิตา ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
4. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน
…………..
“สักการะ” คือการเคารพบูชา หรือเรียกควบกันไปว่า บูชาสักการะ
การบูชาสักการะในพระพุทธศาสนา ท่านแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ –
อามิสบูชา = บูชาด้วยวัตถุสิ่งของ
ปฏิบัติบูชา = บูชาด้วยการปฏิบัติตามคำสอน
อามิสบูชา เปรียบเหมือนอาหารที่มีรสอร่อย แต่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย
ปฏิบัติบูชา เปรียบเหมือนอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่รสชาติไม่อร่อย
อภิปราย :
การแสดงความยินดีแก่พระภิกษุสามเณร (อาจรวมไปถึงผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยที่อยู่ในฐานะควรเคารพบูชา) ในโอกาสที่ประสบความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้ว่า “มุทิตา” คำเดียว เช่น “ขอมุทิตาแด่…” เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอ
แต่คงจะมีผู้ที่ยังไม่จุใจ จึงเพิ่มคำว่า “สักการะ” เข้าไปอีกคำหนึ่ง เป็น “มุทิตาสักการะ” และมีผู้นิยมใช้กันทั่วไป
ก็นับว่าดีงาม เสียหายอันใด แต่ควรรู้ความหมายของแต่ละคำไว้ด้วย ไม่ควรใช้ตามกันไปโดยไม่ใส่ใจในความหมาย
แถม :
คำว่า “มุทิตา” (-ทิ– ท ทหาร) นี้ ยังมีคนชอบเขียนผิดเป็น “มุฑิตา” (-ฑิ– ฑ มณโฑ) กันอยู่ทั่วไป แบบ-ไม่ยอมรับรู้อะไร ไม่อ่าน ไม่ฟังคำอธิบายชี้แจงใด ๆ ยึดความเข้าใจของตัวเองเป็นเกณฑ์
แบบเดียวกับคำว่า “ทูต” ท ทหาร ก็มีคนชอบเขียนเป็น “ฑูต” ฑ มณโฑ กันทั่วไป
ไม่ทราบว่าไปเอาความเข้าใจผิด ๆ มาจากไหนว่า “มุทิตา” ใช้ ฑ มณโฑ “ทูต” ใช้ ฑ มณโฑ
อาจจะอ้างว่า ก็-เห็นใคร ๆ เขาเขียนกันอย่างนี้ คือเห็นใคร ๆ เขาสะกดเป็น “มุฑิตา” (-ฑิ– ฑ มณโฑ) “ฑูต” (ฑู– มณโฑ)
ส่วนที่ใคร ๆ เขาเขียนถูก สะกดถูกเป็น “มุทิตา” (-ทิ– ท ทหาร) “ทูต” (ท ทหาร) มีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง กลับมองไม่เห็น ไม่เอาไปเป็นตัวอย่าง
สะกดถูก เห็นอยู่ทั่วไป ไม่เอาไปอ้างเป็นตัวอย่าง
สะกดผิด กลับเอาไปอ้างเป็นตัวอย่าง
ประหลาดไหม?
ผู้เขียนบาลีวันละคำขอเสนอแนะว่า ทุกครั้งที่จะเขียนคำว่า “มุทิตา” ให้ท่องออกมาว่า “มุทิตา – นางมณโฑไม่ต้องมานะจ๊ะ”
หรือจะท่องไว้เสมอ ๆ ให้ติดปากได้ก็ยิ่งดี เขียนทุกทีจะได้ไม่ผิด
…………..
ดูก่อนภราดา!
: เขียนผิดก็มีมุทิตาได้
: แต่มีมุทิตาด้วย เขียนถูกด้วย ดีกว่านะจ๊ะ
#บาลีวันละคำ (5,018)
9-3-69
…………………………….
…………………………….
