บาลีวันละคำ

ศีลจารี (บาลีวันละคำ 5,039)

ศีลจารี

น่าจะคู่กับ ธรรมจารี

อ่านว่า สี-ละ-จา-รี

ประกอบด้วยคำว่า ศีล + จารี 

(๑) “ศีล

บาลีเป็น “สีล” อ่านว่า สี-ละ รากศัพท์มาจาก –

(1) สีลฺ (ธาตุ = สงบ, ทรงไว้) + (อะ) ปัจจัย

: สีลฺ + = สีล แปลตามศัพท์ว่า “เหตุสงบแห่งจิต” “เหตุให้ธำรงกุศลธรรมไว้ได้” “ธรรมที่ธำรงผู้ปฏิบัติไว้มิให้เกิดในอบาย” 

(2) สิ (ธาตุ = ผูก) + ปัจจัย, ทีฆะ อิ ที่ สิ เป็น อี (สิ > สี)

: สิ + = สิล > สีล แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องผูกจิตไว้

นัยหนึ่งนิยมแปลกันว่า “เย็น” หรือ “ปกติ” โดยความหมายว่า เมื่อไม่ละเมิดข้อห้ามก็จะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นปกติเรียบร้อย

สีล” (นปุงสกลิงค์) หมายถึง :

(1) ข้อปฏิบัติทางศีลธรรม, นิสัยที่ดี, จริยธรรมในพุทธศาสนา, หลักศีลธรรม (moral practice, good character, Buddhist ethics, code of morality)

(2) ธรรมชาติ, นิสัย, ความเคยชิน, ความประพฤติ (nature, character, habit, behavior)

สีล” ในบาลี เป็น “ศีล” ในสันสกฤต

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า –

(สะกดตามต้นฉบับ)

(1) ศีล : (คำคุณศัพท์) มี; มีความชำนาญ; มีมรรยาทหรือจรรยาดี, มีอารมณ์ดี; endowed with, or possessed of; versed in; well-behaved, well-disposed.

(2) ศีล : (คำนาม) ชาติหรือปรกฤติ, คุณหรือลักษณะ; ภาวะหรืออารมณ์; สุศีล, จรรยา– มรรยาท– หรืออารมณ์ดี; การรักษาหรือประติบัทธรรมและจรรยาไว้มั่นและเปนระเบียบ; โศภา, ความงาม; งูใหญ่; nature, quality; disposition or inclination; good conduct or disposition; steady or uniform observance of law and morals; beauty; a large snake.

บาลี “สีล” ภาษาไทยใช้ตามสันสกฤตเป็น “ศีล” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

ศีล : (คำนาม) ข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนาที่กําหนดการปฏิบัติกายและวาจา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘, การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, เป็นธรรมข้อ ๑ ในทศพิธราชธรรม; (ดู ทศพิธราชธรรม); พิธีกรรมบางอย่างทางศาสนา เช่น ศีลจุ่ม ศีลมหาสนิท. (ส. ศีล ว่า ความประพฤติที่ดี; ป. สีล).”

(๒) “จารี” 

อ่านว่า จา-รี รากศัพท์มาจาก จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ, ดำเนินไป) + ณี ปัจจัย, ลบ (ณี > อี), ทีฆะ อะ ที่ -(รฺ) เป็น อาด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ” (จร > จาร

: จรฺ + ณี > อี = จรี > จารี แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีปกติประพฤติ-” “ผู้มีปกติดำเนินไป” หมายถึง ดำเนินไป, มีความเป็นอยู่, มีประสบการณ์; ประพฤติ, กระทำ, ปฏิบัติ (walking, living, experiencing; behaving, acting, practising)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

จารี : (คำนาม) ผู้ประพฤติ, มักใช้เป็นส่วนท้ายของสมาส เช่น ธรรมจารี สัมมาจารี. (ป.).”

สีล + จารี = สีลจารี แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีปกติประพฤติซึ่งศีล” แปลตามความว่า “ผู้ประพฤติศีล” หมายถึง ผู้ถือศีล ผู้รักษาศีล

สีลจารี” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ศีลจารี” 

คำว่า “ศีลจารี” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

อภิปรายขยายความ : 

วันนี้ ผู้เขียนบาลีวันละคำอ่านโพสต์ที่เวียนมาขึ้นที่หน้าบ้าน เห็นคำว่า “ศีลจาริณี” จึงนึกถึงคำว่า “ศีลจารี

คำว่า “ศีลจาริณี” แปลว่า “สตรีผู้ประพฤติศีลเป็นปกติ” หมายถึงสตรีที่บวชโดยการถือศีลแปด

ในสังคมไทย สตรีที่บวชโดยการโกนผม นุ่งห่มขาว ถือศีลแปด ก็คือ แม่ชี 

ต่อมาเกิดมีการบวชอีกแบบหนึ่ง คือนุ่งห่มขาว ถือศีลแปด แต่บวชชั่วคราว เช่น 7 วัน 15 วัน จึงไม่โกนผม การบวชแบบนี้เดิมมีผู้เรียกว่า “บวชชีพราหมณ์” 

ต่อมาอาจมีผู้เห็นว่าคำว่า “ชีพราหมณ์” ยังไม่เหมาะสมเพราะไปพ้องกับศาสนาพราหมณ์ จึงเลี่ยงไปใช้คำว่า “ศีลจาริณี” หรือ “บวชศีลจาริณี

คำว่า “ศีลจาริณี” ตามรูปศัพท์ใช้สำหรับสตรีเท่านั้น ผู้คิดคำนี้อาจนึกเพียงแค่ “ชี” หมายถึงสตรี จึงคิดคำที่เป็น “อิตถีลิงค์” ความจริงแล้ว “ชี” คำเดิมหมายถึงนักบวชชาย ต่อมาจึงขยายความกลายไปเป็นนักบวชหญิงในภาษาไทยปัจจุบัน

ผู้บวชศีลจาริณีมีทั้งชายและหญิง คำว่า “ศีลจาริณี” ถ้าใช้กับชายก็ผิดหลักไวยากรณ์ ถ้าไม่แก้ไข ต่อไปจะเป็นคำที่ผิดจนถูกไปอีกคำหนึ่ง

อันที่จริง คำว่า “ศีลจารี” อันเป็นรากศัพท์ชั้นต้นก่อนที่จะกลายรูปเป็น “ศีลจาริณี” นั้น หมายถึงทั้งชายและหญิงได้อยู่แล้ว ไม่จำต้องแผลงรูปเป็น “-จาริณี” แต่ประการใด

ศีล” กับ “ธรรม” เป็นคำที่นิยมพูดควบคู่กันอยู่ในภาษาไทย คำว่า “ศีลจารี” ชวนให้นึกถึงว่า “ธรรมจารี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “ธรรมจารี” ไว้ด้วย บอกไว้ว่า –

ธรรมจารี : (คำนาม) ผู้ประพฤติธรรม. (ป. ธมฺมจารี; ส. ธรฺมจารินฺ).”

คำว่า “ธรรมจารี” ในภาษาบาลี ที่คุ้นหูกันมากที่สุด คือ “ธมฺมจารี  สุขํ  เสติ” หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม 1 แปลไว้ว่า “ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข

ข้อความเต็ม ๆ ของสุภาษิตบทนี้ในคัมภีร์ธรรมบทเป็นดังนี้ – 

…………..

อุตฺติฏฺเฐ  นปฺปมชฺเชยฺย 

ธมฺมํ  สุจริตํ  จเร 

ธมฺมจารี  สุขํ  เสติ 

อสฺมึ  โลเก  ปรมฺหิ  จ  ฯ 

ลุกขึ้นเถิด อย่ามัวประมาทอยู่เลย 

จงประพฤติสุจริตธรรม 

เพราะผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข 

ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า 

Arise! Be not negligent! 

Lead a righteous life. 

For one who lives a righteous life 

Dwells in peace here and hereafter. 

ธมฺมญฺจเร  สุจริตํ 

น  ตํ  ทุจฺจริตํ  จเร

ธมฺมจารี  สุขํ  เสติ 

อสฺมึ  โลเก  ปรมฺหิ  จ  ฯ 

จงประพฤติสุจริตธรรม 

อย่าประพฤติทุจริต 

ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข 

ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า 

By Dharma should one lead one’s life 

And not embrace corrupted means. 

For one who lives a Dharma life 

Dwells in peace here and hereafter.

ที่มา: โลกวรรค ธัมมปทคาถา พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 23

คำแปลภาษาไทยและอังกฤษ: พุทธวจนะในธรรมบท โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ถ้าไม่ดูหมิ่นศีลธรรมว่าคร่ำครึ

มีรึที่สังคมจะไม่ร่มเย็นเป็นสุขสโมสร

: นี่เพราะดูถูกศีลธรรมว่าคร่ำคร่าไม่อาทร

เดือดร้อนแล้วก็ยังไม่รู้ว่า เออนี่กูลืมอะไรไป

#บาลีวันละคำ (5,039) 

30-3-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้