บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

จะรอให้เจอของจริงก่อนก็ได้

จะรอให้เจอของจริงก่อนก็ได้

—————-

ถ้าเอ่ยชื่อ “นายจุนทสูกริก” 

นักเรียนบาลีต้องรู้จักทุกคน

แต่ท่านที่ไม่คุ้นกับบาลีจะเริ่มงงตั้งแต่เห็นชื่อ

ญาติคนหนึ่งของผมอ่านชื่อนี้ว่า จุน-ทะ-สู-กฺริก 

กฺริก ระดับเสียงแบบคำว่า กริช หรือ เงียบกริบ นั่นแหละครับ

คำนี้อ่านว่า จุน-ทะ-สู-กะ-ริก ครับ 

-กะ-ริก ไม่ใช่ กฺริก

สูกริก มาจาก สูกร + อิก

สูกร ก็คำเดียวกับ สุกร – หมาน้อยธรรมดา ในเพลงผู้ใหญ่ลีนั่นแหละ

เราใช้ว่า “สุกร” แต่บาลีเป็น “สูกร” 

ไทยเป็น สุ- บาลีเป็น สู-

ชื่อจริงของนายคนนี้คือ “จุนทะ” คำว่า “สูกริก” เป็นสมญานาม

เรียกอย่างไทยๆ ก็น่าจะเป็น – นายจุนท์คนฆ่าหมู – ประมาณนี้

เรื่องนายจุนทสูกริกท่านเล่าไว้ในคัมภีร์ธรรมบท ภาค ๑

“ธรรมบท” ที่ว่านี้เป็นคัมภีร์ภาษาบาลี ชื่อ “ธัมมปทัฏฐกถา” แบ่งเป็น ๘ ภาค คณะสงฆ์กำหนดให้เป็นแบบเรียนแปลมคธเป็นไทยชั้นประโยค ๓

สมัยผมเรียนบาลีไม่มีประโยค ๑-๒ เหมือนสมัยนี้ แต่ต้องเรียนไวยากรณ์ ๒ ปี แล้วจึงแปลธรรมบทสอบประโยค ๓

นายจุนทสูกริกเป็นชาวเมืองราชคฤห์ เป็นบุคคลร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ประกอบอาชีพทางฆ่าหมูขาย 

เลี้ยงเอง ฆ่าเอง กินเอง ขายเอง ครบวงจร

กรรมวิธีฆ่าหมูของนายจุนทสูกริกนั้นสยดสยองยิ่งนัก

ผมขออนุญาตลำดับความตามขั้นตอนที่ท่านบรรยายไว้ในคัมภีร์ให้ดูกันนะครับว่าทำอย่างไร

ขอประทานโทษท่านสุภาพสตรี กรุณาหลับตาครับ

(๑) มัดตัวที่จะเชือดเข้ากับหลักที่เตรียมไว้ (มัดชนิดที่ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด)

(๒) ทุบด้วยค้อนสี่เหลี่ยมเพื่อให้เนื้อพองหนาขึ้น 

(๓) พอเห็นว่าบวมได้ที่แล้ว ก็ง้างปาก สอดไม้เข้าไปค้ำปากให้อ้าค้างไว้

(๔) กรอกน้ำร้อนที่เดือดๆ เข้าไปในปาก

น้ำร้อนนั้นจะเข้าไปพล่านในท้อง ขับขี้แก่ขี้อ่อนออกมาทางทวารหนัก

(๕) กรอกน้ำร้อนใส่ปากไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำที่ไหลออกทางทวารจะใส

(๖) ต่อจากนั้นราดน้ำร้อนอาบตัวสุกรเพื่อลอกหนังให้สะอาด

(๗) เอาหญ้ามัดเป็นคบเพลิงจุดไฟลนขนให้เกลี้ยงทั้งตัว

(๘) ใช้มีดคมๆ ตัดศีรษะแบบฉับเดียวขาด

(๙) เอาชามรองเลือดไว้

ลองนึกไปด้วยนะครับว่า เริ่มต้นตั้งแต่หมูยังเป็นๆ อยู่

หมูจะทุกข์ทรมานแสนสาหัสปานไหน กว่าจะถึงขั้นตอนสุดท้าย

สมัยเรียนแปลเรื่องนี้ ใจมุ่งไปที่ความยากง่ายของภาษา ไม่ค่อยได้คิดถึงตื้นลึกของเรื่องราว

พูดง่ายๆ มุ่งจะแปลภาษา ไม่ได้มุ่งธรรมะ

พอจับอ่านโดยมุ่งธรรมะ จึงได้รู้สึกว่า กรรมวิธีฆ่าหมูของนายจุนทสูกริกนั้นอภิมหาโหดจริงๆ

คัมภีร์บรรยายว่า ส่วนที่จะกินเอง นายจุนทสูกริกก็ชำแหละเอาเนื้อเคล้ากับเลือดแล้วปิ้ง ย่าง หรือทอดรับประทานพร้อมหน้าพร้อมตากับบุตรภรรยา

บั้นปลายชีวิต นายจุนทสูกริกป่วยร้องเหมือนหมูถูกเชือดอยู่ ๗ วันจึงตาย

———-

สมัยเป็นเด็กวัด แถวบ้านผมก็มีคนประกอบอาชีพคล้ายๆ นายจุนทสูกริก

ไม่ใช่ฆ่าหมู แต่ฆ่าวัว

ที่ขึ้นชื่อมี ๓ คน ทำงานเป็นทีม 

ชื่อตาขีด เป็นหัวหน้า อีก ๒ คนชื่อตาเลี่ยม กับตามี

คนเจ้าบทเจ้ากลอนพื้นบ้านได้ผูกคำคล้องจองบรรยายลักษณะการทำงานของสามสหายเอาไว้ดังนี้ –

ตาขีดคนตี

ตามีคนปาด

เลือดไหลราด

ตาเลี่ยมคนรอ* (ถือชามรอคอยรองเลือดวัว)

งัวร้องมอ

ตาขีดว่าอ้อยังไม่ตาย

ลองไปถามคนเก่าๆ รุ่นก่อนผมขึ้นไปดูเถิด 

หลายคนยังจำได้ติดปากมาจนทุกวันนี้

คนทั้ง ๓ นี้ผมทันได้เห็นตัวจริง และทันได้รู้ชะตากรรมในบั้นปลายชีวิต

แต่ละคน ก่อนตายร้องเหมือนวัวถูกเชือด !!!

———–

ผมโชคดีที่ได้ศึกษาคัมภีร์ที่ท่านบันทึกเรื่องผลบุญผลบาปไว้

โชคดีที่ได้ทันรู้ทันเห็นชีวิตคนร่วมสมัยที่ได้รับผลตรงกับที่คัมภีร์บอก

สำหรับผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อคัมภีร์ก็ได้

แต่สำหรับคนอื่นๆ 

ผมไม่ทราบ

๒๗ เมษายน ๒๕๕๗

————–

ชีวิตจริงพิสูจน์ความจริงในคัมภีร์

ความจริงในคัมภีร์พิสูจน์ได้ด้วยชีวิตจริง

                        ๑๐. จุนฺทสูกริกวตฺถุ. [ ๑๐ ]

        อิธ   โสจติ  เปจฺจ  โสจตีติ  อิม  ธมฺมเทสน  สตฺถา  เวฬุวเน  

วิหรนฺโต จุนฺทสูกริก นาม อารพฺภ กเถสิ.

        โส   กิร   ปฺจปณฺณาส   วสฺสานิ   สูกเร   วธิตฺวา   ขาทนฺโต 

จ   วิกฺกีณนฺโต   จ   ชีวิต   กปฺเปสิ.   ฉาตกกาเล   สกเฏน   วีหี  

อาทาย    ชนปท   คนฺตฺวา   เอกนาฬิทฺวินาฬิมตฺเตน   คามสูกรโปตเก 

 ๑. ม.  ตุยฺห เวตฺตน ทุติยสฺส ปโหตุ วา มา วา สี. ตุยฺห ปน อตฺตทุติยสฺส. 

กีณิตฺวา    สกฏ   ปูเรตฺวา   อาคนฺตฺวา   ปจฺฉานิเวสเน   วช   วิย 

เอกฏฺาน   ปริกฺขิปิตฺวา   ตตฺเถว   เตส   นิวาป  โรเปตฺวา  เตสุ

นานาคจฺเฉ    จ    สรีรวลฺชฺจ    ขาทิตฺวา   วฑฺฒิเตสุ   ย   ย  มาเรตุ-

กาโม   โหติ  ต  ต  อาฬาหเน  นิจฺจล  พนฺธิตฺวา  สรีรมสสฺส

อุทฺธุมายิตฺวา   พหลภาวตฺถ   จตุรสฺสมุคฺคเรน   โปเถตฺวา   พหลมโส

ชาโตติ  ตฺวา  มุข  วิวริตฺวา  ทนฺตนฺตเร  ทณฺฑก  ทตฺวา  

โลหนาฬิยา  ปกฺกุฏฺิต  อุณฺโหทก  มุเข  อาสิฺจติ.  ต  กุจฺฉิย  

ปวิสิตฺวา  ปกฺกุฏฺิต  กรีส    อาทาย    อโธภาเคน    นิกฺขมิตฺวา   

ยาว   โถก   กรีส  อตฺถิ   ตาว   อาวิล   หุตฺวา   นิกฺขมติ   สุทฺเธ   

อุทเร   อจฺฉ   อนาวิล   นิกฺขมติ.   อถสฺส   อวเสส   อุทก   ปิฏฺิย  

อาสิฺจติ.  ต   กาฬจมฺม    อุปฺปาเตตฺวา    คจฺฉติ.    ตโต    ติณุกฺกาย    

โลมานิ   ฌาเปตฺวา    ติณฺเหน    อสินา    สีส   ฉินฺทติ.   ปคฺฆรนฺต   

โลหิต  ภาชเนน    ปฏิคฺคเหตฺวา    มส    โลหิเตน    มทฺทิตฺวา    ปจิตฺวา  

ปุตฺตทารมชฺเฌ   นิสินฺโน   ขาทิตฺวา   เสส   วิกฺกีณาติ.  ตสฺส  อิมินา  

นิยาเมเนว   ชีวิต   กปฺเปนฺตสฺส   ปฺจปณฺณาส  วสฺสานิ  อติกฺกนฺตานิ.

ตถาคเต  ธุรวิหาเร  วสนฺเต  เอกทิวสปิ  ปุปฺผมุฏฺิมตฺเตน  ปูชา  วา

กฏจฺฉุมตฺตภิกฺขาทาน   วา   อฺ   วา   กิฺจิ  ปุฺ  นาม  นาโหสิ.

อถสฺส   สรีเร   โรโค   อุปฺปชฺชิ.  ชีวนฺตสฺเสว  อวีจิมหานิรยสนฺตาโป

อุปฏฺหิ.   อวีจิสนฺตาโป   นาม   โยชนสเต   ตฺวา   โอโลเกนฺตสฺส 

อกฺขีนิ ภินฺทนสมตฺโถ ปริฬาโห โหติ. วุตฺตมฺปิ เจต 

              ” สมนฺตา โยชนสต  ผริตฺวา ติฏฺติ สพฺพทาติ.

        นาคเสนตฺเถเรน    ปนสฺส    ปากติกอคฺคิสนฺตาปโต   อธิมตฺตตาย

อยมุปมา    วุตฺตา    ยถา   มหาราช   กุฏาคารมตฺโต   ปาสาโณปิ  

นิรยอคฺคิมฺหิ    ปกฺขิตฺโต    ขเณน    วิลย    คจฺฉติ   นิพฺพตฺตสตฺตา  

ปเนตฺถ   กมฺมพเลน   มาตุกุจฺฉิคตา   วิย   น  วิลียนฺตีติ.  ตสฺส

ตสฺมึ    สนฺตาเป    อุปฏฺิเต   กมฺมสริกฺขโก   อากาโร   อุปฺปชฺชิ.

เคหมชฺเฌเยว   สูกรรว   รวิตฺวา  ชนฺนุเกหิ  วิจรนฺโต  ปุรตฺถิม-

วตฺถุมฺปิ  ปจฺฉิมวตฺถุมฺปิ   คจฺฉติ.   อถสฺส   เคหมานุสกา   ต   ทฬฺห  

คเหตฺวา  มุข   ปิทหนฺติ.  กมฺมวิปาโก  นาม  น  สกฺกา  เกนจิ  

ปฏิพาหิตุ.  โส  วิรวนฺโต   อิโต   จิโต  จ  วิจรติ.  สมนฺตา  สตฺตสุ  

ฆเรสุ  มนุสฺสา  นิทฺท   น   ลภนฺติ.   มรณภเยน   ตชฺชิตสฺส   ปนสฺส   

พหิ   นิกฺขมน  นิวาเรตุ   อสกฺโกนฺโต   สพฺโพ   เคหชโน  ยถา  อนฺโต  

ิโต  พหิ  วิจริตุ    น    สกฺโกติ   ตถา   เคหทฺวารานิ   ปิทหิตฺวา   

พหิเคห   ปริวาเรตฺวา     รกฺขนฺโต     อจฺฉติ.    อิตโรปิ    อนฺโตเคเหเยว 

นิรยสนฺตาเปน   วิรวนฺโต   อิโต   จิโต   จ   วิจรติ.   เอว  สตฺต

ทิวสานิ   วิจริตฺวา   อฏฺเม   ทิวเส   กาล   กตฺวา  อวีจิมหานิรเย 

นิพฺพตฺติ.    อวีจิมหานิรโย    เทวทูตสุตฺตนฺเตน   วณฺเณตพฺโพ.   ภิกฺขู  

ตสฺส    ฆรทฺวาเรน    คจฺฉนฺตา   ต   สทฺท   สุตฺวา   สูกรสทฺโทติ 

สฺิโน   หุตฺวา   วิหาร  คนฺตฺวา  สตฺถุ  สนฺติเก  นิสินฺนา  เอวมาหสุ 

 ๑. ม. อุป. ๑๔/๓๔๑. ตสฺส อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตฺตา สมนฺตา…สพฺพทาติ  

 เทวทูตสุตฺเต อาคตา. ๒. มิลินฺท. ๙๒. 

ภนฺเต   จุนฺทสูกริกสฺส   เคหทฺวาร  ปิทหิตฺวา  สูกราน  มาริยมานาน

อชฺช   สตฺตโม   ทิวโส  เคเห  กาจิ  มงฺคลกิริยา  ภวิสฺสติ  มฺเ  

เอตฺตเก   นาม  ภนฺเต  สูกเร  มาเรนฺตสฺส  เอกมฺปิ  เมตฺตจิตฺต  วา  

การุฺ   วา   นตฺถิ   น   จ  วต  โน  เอวรูโป  กกฺขโฬ  ผรุโส

สตฺโต   ทิฏฺปุพฺโพติ.   สตฺถา  น  ภิกฺขเว  โส  อิเม  สตฺต  ทิวเส 

สูกเร    มาเรติ    กมฺมสริกฺขก    ปนสฺส   อุทปาทิ   ชีวนฺตสฺเสว 

อวีจิมหานิรยสนฺตาโป  อุปฏฺาสิ  โส  เตน  สนฺตาเปน  สตฺต  ทิวสานิ  

สูกรรว   รวนฺโต   อนฺโตนิเวสเน   วิจริตฺวา   อชฺช   กาล   กตฺวา  

อวีจิมฺหิ   นิพฺพตฺโตติ   วตฺวา   ภนฺเต  อิธ  โลเก  เอว  โสจิตฺวา 

ปุน   คนฺตฺวา  โสจนฏฺาเนเยว  นิพฺพตฺโตติ  วุตฺเต  อาม  ภิกฺขเว 

ปมตฺโต    นาม   คหฏฺโ   วา   โหตุ   ปพฺพชิโต   วา   อุภยตฺถ 

โสจติเยวาติ   วตฺวา   อิม  คาถมาห

                                    ” อิธ  โสจติ  เปจฺจ  โสจติ

                                    ปาปการี  อุภยตฺถ  โสจติ 

                                    โส  โสจติ  โส  วิหฺติ 

                                    ทิสฺวา  กมฺมกิลิฏฺมตฺตโนติ. “

        ตตฺถ    ปาปการีติ    นานปฺปการสฺส    ปาปกมฺมสฺส   การโก 

ปุคฺคโล   อกต   วต  เม  กลฺยาณ  กต  เม  ปาปนฺติ  เอกเสเนว 

มรณสมเย  อิธ  โสจติ  อิทมสฺส  กมฺมโสจน  วิปาก  อนุภวนฺโต  ปน

เปจฺจ   โสจติ  อิทมสฺส  ปรโลเก  วิปากโสจน  เอว  โส  อุภยตฺถ 

โสจติเยว.   เตเนว   การเณน   ชีวมาโนเยว   โส   จุนฺทสูกริโกปิ 

โสจติ.     ทิสฺวา     กมฺมกิลิฏฺมตฺตโนติ     อตฺตโน    กิลิฏฺกมฺม

ปสฺสิตฺวา  โสจติ  นานปฺปการ  วิลปนฺโต  วิหฺติ  กิลมตีติ.  

        คาถาปริโยสาเน    พหู   โสตาปนฺนาทโย   อเหสุ   มหาชนสฺส

สาตฺถิกา เทสนา ชาตาติ.

                                      จุนฺทสูกริกวตฺถุ. 

๑๐. เรื่องนายจุนทสูกริก [๑๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรุษชื่อ

จุนทสูกริก   ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า   “อิธ  โสจติ  เปจฺจ  โสจติ”

เป็นต้น.

นายจุนทะเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสุกรขาย

ได้ยินว่า   นายจุนทสูกริกนั้น    ฆ่าสุกรทั้งหลาย กินบ้าง   ขายบ้าง

เลี้ยงชีวิตอยู่สิ้น  ๕๕ ปี .  ในเวลาข้าวแพง   เขาเอาเกวียนบรรทุกข้าวเปลือก

ไปสู่ชนบท    แลกลูกสุกรบ้าน    ด้วยข้าวเปลือกประมาณ  ๑  ทะนานหรือ

๒ ทะนาน      บรรทุกเต็มเกวียนแล้วกลับมา      ล้อมที่แห่งหนึ่งดุจคอก

ข้างหลังที่อยู่แล้วปลูกผักในที่นั้นนั่นแล    เพื่อลูกสุกรเหล่านั้น,    เมื่อลูก

สุกรเหล่านั้น   กินกอผักต่าง ๆ บ้าง  สรีรวลัญชะ  (คูถ)  บ้าง  ก็เติบโต

ขึ้น,   (เขา)    มีความประสงค์จะฆ่าตัวใด ๆ  ก็มัดตัวนั้น ๆ  ให้แน่น  ณ

ที่ฆ่าแล้ว     ทุบด้วยค้อน  ๔  เหลี่ยม    เพื่อให้เนื้อสุกรพองหนาขึ้น    รู้ว่า

เนื้อหนาขึ้นแล้ว     ก็ง้างปากสอดไม้เข้าไปในระหว่างฟัน    กรอกน้ำร้อน

ที่เดือดพล่าน  เข้าไปในปากด้วยทะนานโลหะ.  น้ำร้อนนั้น   เข้าไปพล่าน

ในท้อง  ขับกรีสออกมาโดยส่วนเบื้องต่ำ  (ทวารหนัก)   กรีสน้อยหนึ่ง

ยังมีอยู่เพียงใด   ย่อมออกเป็นน้ำขุ่นเพียงนั้น    เมื่อท้องสะอาดแล้ว,   จึง

ออกเป็นน้ำใส    ไม่ขุ่น,    ทีนั้น  เขาจึงราดน้ำที่ยังเหลือบนหลังสุกรนั้น.

น้ำนั้นลอกเอาหนังดำออกไป.  แต่นั้นจึงลนขนด้วยคบหญ้าแล้ว  ตัดศีรษะ 

ด้วยดาบอันคม.    รองโลหิตที่ไหลออกด้วยภาชนะ    เคล้าเนื้อด้วยโลหิต

แล้วปิ้ง นั่งรับประทานในท่ามกลางบุตรและภรรยา   ขายส่วนที่เหลือ.

เมื่อเขาเลี้ยงชีวิตโดยทำนองนี้นั่นแล,        เวลาได้ล่วงไป  ๕๕ ปี.

เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในธุรวิหาร,     การบูชาด้วยดอกไม้เพียงกำหนึ่ง

ก็ดี    การถวายภิกษาเพียงทัพพีหนึ่งก็ดี  ชื่อว่าบุญอื่นน้อยหนึ่งก็ดี  มิได้มี

แล้วสักวันหนึ่ง.                                 

ครั้งนั้น    โรคเกิดขึ้นในสรีระของเขา,     ความเร่าร้อนในอเวจีมหา-

นรก  ปรากฏแก่เขาทั้งเป็นทีเดียว.

อเวจีนรกร้อนยิ่งกว่าไฟธรรมดา

ขึ้นชื่อว่าความเร่าร้อนในอเวจี   ย่อมเป็นความร้อนที่สามารถทำลาย

นัยน์ตาของผู้ยืนดูอยู่ในที่ประมาณ   ๑๐๐  โยชน์ได้.  สมจริงดังคำที่พระผู้มี

พระภาคเจ้า  ตรัสไว้ดังนี้ว่า

“ความเร่าร้อนในอเวจี  

แผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ. 

และเพราะเหตุที่ความเร่าร้อนในอเวจีนั้น    มีประมาณยิ่งกว่าความเร่าร้อน

ของไฟโดยปกติ    พระนาคเสนเถระจึงกล่าวอุปมานี้ไว้ว่า      “มหาบพิตร

แม้หินประมาณเท่าเรือนยอด   อันบุคคลทุ่มไปในไฟนรกย่อมถึงความย่อย

ยับได้โดยขณะเดียวฉันใด     ส่วนสัตว์ที่เกิดในนรกนั้นเป็นประหนึ่งอยู่ใน

ครรภ์มารดา  เพราะกำลังแห่งกรรม   จะย่อยยับไปเหมือนฉันนั้น  หามิได้.

นายจุนทะเสวยผลกรรมทันตาเห็น

เมื่อความเร่าร้อนนั้น   ปรากฏแก่นายจุนทสูกริกนั้นแล้ว,      อาการ

อันเหมาะสมด้วยกรรมก็เกิดขึ้น.     เขาร้องเสียงเหมือนหมู    คลานไปใน

ท่ามกลางเรือนนั่นเอง, ไปสู่ที่ในทิศตะวันออกบ้าง  สู่ที่ในทิศตะวันตกบ้าง. 

ลำดับนั้น     พวกคนในเรือนของเขา    จับเขาไว้ให้มั่นแล้วปิดปาก.

ธรรมดาผลแห่งกรรม  อันใคร  ๆ  ไม่สามารถจะห้ามได้.   เขาเที่ยวร้องไป

ข้างโน้นบ้าง   ข้างนี้บ้าง.    คนใน  ๗  หลังคาเรือนโดยรอบ    ย่อมไม่ได้

หลับนอน.   อนึ่ง   คนในเรือนทั้งหมด    เมื่อไม่สามารถจะห้ามการออก

ไปภายนอกของเขาผู้ถูกมรณภัยคุกคามแล้วได้        จึงปิดประตูเรือนล้อม

รักษาอยู่ภายนอกเรือน   โดยประการที่เขาอยู่ภายใน    ไม่สามารถจะเที่ยว

ไปข้างนอกได้.

เสวยผลกรรมในสัมปรายภพ

แม้นายจุนทสูกริก  เที่ยวร้องไปข้างโน้นบ้าง  ข้างนี้บ้าง  ภายใน

เรือนนั่นเอง      ด้วยความเร่าร้อนในนรก.      เขาเที่ยวไปอย่างนั้นตลอด

๗  วัน,  ในวันที่  ๘ ทำกาละแล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก.  อเวจีมหานรก

ปราชญ์พึงพรรณนาตามเทวทูตสูตร.

พวกภิกษุเข้าใจว่าเขาฆ่าสุกรทำการมงคล

พวกภิกษุเดินไปทางประตูเรือนของเขา ได้ยินเสียงนั้นแล้ว  เป็น

ผู้มีความสำคัญว่า  “เสียงสุกร”   ไปสู่วิหาร      นั่งในสำนักพระศาสดาแล้ว

กราบทูลอย่างนี้ว่า     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    เมื่อสุกรทั้งหลาย    อันนาย 

จุนทสูกริก  ปิดประตูเรือนฆ่าอยู่,  วันนี้เป็นวันที่  ๗,   มงคลกิริยาไร  ๆ

ชะรอยจักมีในเรือน  (ของเขา),  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    เมตตาจิต  หรือ

ความกรุณาแม้อย่างหนึ่งของเขา  ผู้ฆ่าสุกรทั้งหลายชื่อถึงเท่านี้  ย่อมไม่มี,

ก็สัตว์ผู้ร้ายกาจหยาบช้าเช่นนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่เคยเห็นเลย.”

พระศาสดาตรัสว่า    “ภิกษุทั้งหลาย   เขาฆ่าสุกรตลอด  ๗ วันนี้ 

หามิได้.     อันผลที่เหมาะสมด้วยกรรมเกิดขึ้นแล้วแก่เขา,    ความเร่าร้อน

ในอเวจีมหานรกปรากฏแก่เขาทั้งเป็นทีเดียว,      ด้วยความเร่าร้อนนั้นเขา

ร้องเหมือนหมูเที่ยวไปภายในนิเวศน์อยู่      ตลอด ๗ วัน   วันนี้ทำกาละ

แล้ว   (ไป)   เกิดในอเวจี,”  เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า    “ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ    เขาเศร้าโศกอย่างนี้ในโลกนี้แล้ว    ยังจะไปเกิดในฐานะเป็นที่

เศร้าโศกเช่นกันอีกหรือ ?”  ตรัสว่า    “อย่างนั้น   ภิกษุทั้งหลาย    ชื่อว่า

ผู้ประมาทแล้ว   เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม   บรรพชิตก็ตาม   ย่อมเศร้าโศกในโลก

ทั้งสองเป็นแท้”   ดังนี้แล้ว   ตรัสพระคาถานี้ว่า

๑๑. อิธ  โสจติ  เปจฺจ  โสจติ ปาปการี  อุภยตฺถ  โสจติ

โส  โสจติ  โส  วิหญฺติ ทิสฺวา  กมฺมกิลิฏฺมตฺตโน.

“ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้

ละไปแล้วย่อมเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง

เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้ว

ย่อมเศร้าโศก, เขาย่อมเดือดร้อน.”

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  ปาปการี  เป็นต้น  ความว่า  บุคคล 

ผู้ทำบาปกรรมมีประการต่าง ๆ   ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้     ในสมัยใกล้ตาย

โดยส่วนเดียวแท้  ด้วยคิดว่า   “กรรมดีเรามิได้ทำไว้หนอ,    กรรมชั่วเรา

ทำไว้แล้ว,”     นี้เป็นความเศร้าโศกเพราะกรรมของเขา;     ก็เมื่อเขาเสวย

ผลอยู่    ชื่อว่าละไปแล้วย่อมเศร้าโศก,    นี้เป็นความเศร้าโศกเพราะวิบาก

ในโลกหน้าของเขา;      เขาย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสองอย่างนี้แล,    ด้วย

เหตุนั้นแล   แม้นายจุนทสูกริกนั้น   ชื่อว่าย่อมเศร้าโศกทั้งเป็นทีเดียว. 

บาทพระคาถาว่า  ทิสฺวา  กมฺมกิลิฏฺมตฺตโน  ความว่า  เขาเห็น

กรรมเศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเศร้าโศกบ่นเพ้อมีประการต่าง ๆ  อยู่

ชื่อว่า  ย่อมเดือดร้อน  คือย่อมลำบาก.

ในกาลจบคาถา   ภิกษุเป็นอันมากได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้นแล้ว. 

เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว   ดังนี้แล.

เรื่องนายจุนทสูกริก  จบ.

ธมฺมปทฏฐกถา (ปฐโม ภาโค) – หน้าที่ 116-120

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้