สาวกภาษิต (บาลีวันละคำ 5,044)

สาวกภาษิต
หมายถึงอะไร
อ่านตามหลักภาษาว่า สา-วก-กะ-พา-สิด (มี -กะ- ด้วย)
อ่านตามสะดวกปากว่า สา-วก-พา-สิด (ไม่มี -กะ- ด้วย)
ประกอบด้วยคำว่า สาวก + ภาษิต
(๑) “สาวก”
บาลีอ่านว่า สา-วะ-กะ รากศัพท์มาจาก สุ (ธาตุ = ฟัง) + ณฺวุ ปัจจัย, แผลง อุ ที่ สุ เป็น โอ แล้วแปลง โอ เป็น อว (สุ > โส > สว), ทีฆะ อะ ที่ ส-(ว) เป็น อา ด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ (สว > สาว), แปลง ณฺวุ เป็น อก (อะ-กะ)
: สุ > โส > สว + ณฺวุ > อก : สว + อก = สวก > สาวก แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ฟังคำของครู” หมายถึง ผู้ฟัง, สาวก (a hearer, disciple)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“สาวก : (คำนาม) ศิษย์ของศาสดา. (ป.; ส. ศฺราวก).”
(๒) “ภาษิต”
บาลีเป็น “ภาสิต” อ่านว่า พา-สิ-ตะ รากศัพท์มาจาก ภาสฺ (ธาตุ = พูด) + อิ อาคมท้ายธาตุ + ต ปัจจัย
: ภาสฺ + อิ + ต = ภาสิต แปลตามศัพท์ว่า “คำที่พึงพูด”
“ภาสิต” ตามรูปศัพท์เป็นคำกริยาอดีตกาล (past participle) กรรมวาจก แปลว่า “(คำ อันเขา) กล่าวแล้ว” หมายถึง คำหรือเรื่องราวที่ถูกกล่าว, พูด, เอ่ย (spoken, said, uttered)
แต่ “ภาสิต” สามารถใช้เป็นคำนามก็ได้ด้วย แปลว่า คำพูด, ถ้อยคำ (speech, word)
บาลี “ภาสิต” ภาษาไทยใช้อิงรูปสันสกฤตเป็น “ภาษิต” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ภาษิต : (คำนาม) ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายเป็นคติ เช่น กงเกวียนกำเกวียน. (ส.).”
สาวก + ภาสิต = สาวกภาสิต > สาวกภาษิต แปลว่า “ถ้อยคำที่สาวกกล่าวไว้”
อภิปรายขยายความ :
คำว่า “สาวกภาษิต” ที่พูดกันอยู่ในหมู่ชาวพุทธและผู้สนใจหลักคำสอนในพระพุทธศาสนามาจากแนวคำสอนของบางสำนักที่บอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ให้เชื่อคำสอนที่เป็น “สาวกภาษิต” ยกตัวอย่างเช่น คำสอนของพระสารีบุตร คำสอนของพระอานนท์เป็นต้น
เรื่องนี้ต้นเรื่องเป็นพระสูตรหนึ่งในคัมภีร์สังยุตนิกาย พระพุทธองค์ตรัสเล่าเรื่องกษัตริย์เมืองหนึ่งมีกลองชื่อ “อานกะ” (อา-นะ-กะ) แปลว่า “กลองเรียกคน” ตัวกลองทำด้วยก้ามปู เมื่อตี เสียงกลองดังกึกก้องได้ยินไปไกล
เมื่อชิ้นส่วนตัวกลองชำรุด ช่างก็เอาไม้ธรรมดาซ่อมเสริมเข้าไป นานเข้าตัวกลองที่เป็นก้ามปูก็ค่อย ๆ หมดไป กลายเป็นเนื้อไม้ธรรมดาทั้งใบ เสียงกลองก็ไม่ดังไปไกลเหมือนของเดิม
พระพุทธองค์ตรัสอุปมากลองอานกะเหมือนหลักคำสอนของพระองค์ คือนานไปจะไม่มีใครศึกษาเรียนรู้ ชาวพุทธจะหันไปสนใจเรื่องที่นอกคำสอนของพระองค์
พระพุทธดำรัสตอนนี้ว่าดังนี้ –
…………..
เอวเมว โข ภิกฺขเว ภวิสฺสนฺติ ภิกฺขู อนาคตมทฺธานํ
เช่นเดียวกันนั่นแลภิกษุทั้งหลาย ในอนาคตจะมีภิกษุ (จำพวกหนึ่ง) …
เย เต สุตฺตนฺตา ตถาคตภาสิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฏิสญฺญุตฺตา
หลักธรรมเหล่าใดที่ตถาคตกล่าว เป็นธรรมลึกซึ้ง มีอรรถลึกซึ้ง เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญตธรรม
เตสุ ภญฺญมาเนสุ น สุสฺสุสิสฺสนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปสฺสนฺติ น จ เต ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ ฯ
เมื่อเขากล่าวธรรมเหล่านั้น ภิกษุจำพวกนั้นจักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรับรู้ และจักไม่ตระหนักว่าธรรมเหล่านั้นตนควรเรียนควรศึกษา
เย ปน เต สุตฺตนฺตา กวิกตา กาเวยฺยา จิตฺตกฺขรา จิตฺตพฺยญฺชนา พาหิรกา สาวกภาสิตา
แต่เรื่องราวอันใดที่กวีรจนาไว้ ที่กวีร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอกศาสนา เป็นสาวกภาษิต
เตสุ ภญฺญมาเนสุ สุสฺสุสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปสฺสนฺติ เต จ ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ ฯ
เมื่อเขากล่าวเรื่องราวอันนั้น ภิกษุจำพวกนั้นจักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งจิตเพื่อรับรู้ และจักตระหนักว่าเรื่องราวเหล่านั้นตนควรเรียนควรศึกษา
เอวเมว เตสํ ภิกฺขเว สุตฺตนฺตานํ ตถาคตภาสิตานํ คมฺภีรานํ คมฺภีรตฺถานํ โลกุตฺตรานํ สุญฺญตปฏิสญฺญุตฺตานํ อนฺตรธานํ ภวิสฺสติ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้นที่ตถาคตกล่าว เป็นธรรมลึกซึ้ง มีอรรถลึกซึ้ง เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญตธรรม จักอันตรธาน (เหมือนกลองอานกะ) ฉันนั้นเหมือนกัน
ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ
เพราะเหตุดังนั้น เธอทั้งหลายพึงตระหนักอย่างนี้ว่า –
เย เต สุตฺตนฺตา ตถาคตภาสิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฏิสญฺญุตฺตา
หลักธรรมเหล่าใดที่ตถาคตกล่าว เป็นธรรมลึกซึ้ง มีอรรถลึกซึ้ง เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญตธรรม
เตสุ ภญฺญมาเนสุ สุสฺสุสิสฺสาม โสตํ โอทหิสฺสาม อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปสฺสาม เต จ ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญิสฺสามาติ
เมื่อเขากล่าวธรรมเหล่านั้น เราจักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งจิตเพื่อรับรู้ และจักตระหนักว่าธรรมเหล่านั้นเราควรเรียนควรศึกษา
เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงตระหนักอย่างนี้แล
ที่มา: สังยุตนิกาย นิทานวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 672-673
…………..
ขยายความเสริม :
กลองอานกะ ตัวกลองเดิมเป็นก้ามปู แต่ซ่อมเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก้ามปูที่เป็นตัวกลองไม่เหลือ โครงรูปตัวกลองยังเหมือนเดิม แต่วัสดุที่เป็นตัวกลองกลายเป็นอย่างอื่น
พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ประกอบกันขึ้นเป็น “พระพุทธศาสนา” เหมือนตัวกลองอานกะ
ในชั้นต้นก็มีแต่พระพุทธพจน์และภาษิตอื่น ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าเป็นหลักคำสอนที่ถูกต้อง-ที่พระอรหันต์ 500 ท่านรวบรวมไว้เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานล่วงแล้ว 3 เดือน
ครั้นนานไป คนที่จะมีอุตสาหะศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์มีน้อยลง อ้างว่า อ่านยาก เข้าใจยาก และสารพัดที่จะอ้าง แล้วก็ไม่สนใจ ไม่ศึกษา
เป็นโอกาสที่นักคิดนักเผยแผ่รุ่นใหม่จะแสดงความคิดความเห็นของตัวเอง ด้วยสำนวนโวหารของตัวเองออกสู่สังคม แน่นอน ในนาม “ธรรมะในพระพุทธศาสนา” คือบอกว่า-ที่ข้าพเจ้าพูดนี้ก็เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้านะ แต่สำนวนของข้าพเจ้าทันสมัยกว่า น่าฟังกว่า ฟังง่ายกว่า
…………..
ลักษณะของพระพุทธพจน์ที่เป็น “ตถาคตภาสิตา” = พระตถาคตตรัสไว้ ตามคำบรรยายในพระสูตรนี้ก็คือ –
1 “คมฺภีรา” = ล้ำลึก
2 “คมฺภีรตฺถา” = มีความหมายที่ล้ำลึก
3 “โลกุตฺตรา” = เป็นโลกุตระ คืออยู่เหนือกระแสโลกหรืออิทธิพลของโลก
4 “สุญฺญตปฏิสญฺญุตฺตา” = ประกอบด้วยสุญตธรรม คือมีเนื้อหาอันแสดงถึงความว่างเปล่าจากตัวตนที่จะพึงยึดถือครอบครอง
นี่คือตัวกลองอานกะของเดิมของแท้
ส่วนวัสดุที่เข้ามาแทนที่เนื้อเดิมของตัวกลองตามคำบรรยายในพระสูตรนี้ก็คือ
1 “กวิกตา กาเวยฺยา” = กวีรจนาไว้ เป็นคำกวี
2 “จิตฺตกฺขรา จิตฺตพฺยญฺชนา” = มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร คือเป็นคำที่สละสลวยไพเราะเพราะพริ้ง อย่างที่เราพูดกันว่า แต่งดี เขียนดี พูดดี น่าฟัง ฟังเพลิน อ่านเพลิน
3 “พาหิรกา” = เป็นของภายนอก ท่านไขความว่า “สาสนโต พหิภูตา” แปลว่า “นอกศาสนา” คือถ้าพระพุทธศาสนาสอนมุ่งไปที่โลกุตระ คำสอนของนักคิดนักเขียนรุ่นใหม่ก็สอนนอกจากโลกุตระ
คงเป็นประเภทเดียวกับแนวคิดที่ว่า-อย่าให้พระท่านไปนิพพานกันหมดเลย อยู่ช่วยสังคมกันบ้างเถิด
4 “สาวกภาสิตา” = เป็นสาวกภาษิต “สาวก” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพระอรหันตสาวก เช่นพระสารีบุตรหรือพระอานนท์เป็นต้น เพราะกำลังกล่าวถึงคำที่เกิดใหม่แทรกเสริมขึ้นในภายหลัง จะเป็นคำของพระอรหันตสาวกไม่ได้อยู่เอง
ท่านไขความว่า “เตสํ เตสํ สาวเกหิ ภาสิตา” แปลความว่า สาวกของเจ้าลัทธิใหม่ ๆ หรือสานุศิษย์ของนักคิดนักเขียนเหล่านั้นนำมาประกาศเผยแพร่ไว้ ก็คืออย่างที่ว่า-ใครชอบใจเลื่อมใสแนวคิดของใคร ก็เอาแนวคิดนั้น ๆ มาเชิดชูชื่นชมยกย่องขยายผล
แบบเดียวกับที่-นักการศึกษาของไทยในสมัยหนึ่งไปเรียนเมืองนอก เลื่อมใสแนวคิดของฝรั่ง ก็เอาแนวคิดนั้นมาจัดการศึกษาให้คนไทย
สมัยนั้นชื่อโรงเรียนที่มีชื่อวัดติดอยู่ด้วย ถูกตัดคำว่า “วัด” ออกไปเพราะเกิดรังเกียจวัด ก็สืบเนื่องมาจากอิทธิพลของแนวคิดที่ไปรับไปเลื่อมใสมานี่แหละ
เป็นอันว่าแนวคิดใหม่ก็เกิดขึ้น แทรกเสริมเข้าไปแทนที่พระพุทธดำรัสตรัสสอนที่นับวันก็ไม่มีใครสนใจจะสดับรับฟังศึกษาสืบค้น อ้างว่าอ่านยาก ฟังยาก เข้าใจยาก
…………..
ใครพอมีเวลาว่าง ช่วยกันสำรวจกลองอานกะดูบ้างว่าเนื้อเดิมของตัวกลองยังพอมีเหลืออยู่บ้างไหม เนื้อใหม่ที่แทรกเสริมเข้ามามีมากแค่ไหน
และเราท่านทั้งหลาย-ในฐานะที่เคยได้ยินเสียงกลอง หรือเคยเป็นผู้ตีกลอง หรือเคยได้-หรือกำลัง-อาศัยใบบุญของกลองใบนี้ —
บัดนี้กำลังพยายามรักษาเนื้อเดิมของตัวกลองไว้
หรือว่ากำลังพยายามเอาวัสดุแปลกปลอมเข้าไปแทรกเสริมเป็นเนื้อใหม่ของตัวกลองอยู่อย่างขะมักเขม้น-ด้วยเหตุผล “เพื่อความอยู่รอด”
หรือว่ากำลังท่องคาถามหาศักดิ์สิทธิ์ – “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” แถมด้วยคำถามอมตะ-จะวิตกวิจารณ์ให้มันได้อะไรขึ้นมา?
หรือว่ากำลังนั่งมองกลองใบนี้แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรทั้งนั้น?
…………..
ดูก่อนภราดา!
: รู้จักเลือก นับว่าดี
: แต่รู้ว่าอะไรดี แล้วจึงค่อยเลือก
#บาลีวันละคำ (5,044)
4-4-69
…………………………….
…………………………….
