3 -การ (บาลีวันละคำ 5,064)

3 –การ
เรียนธรรมจากบาลี
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [91] แสดงหลักธรรมชุดหนึ่ง เรียกว่า “ปปัญจะ” หรือ “ปปัญจธรรม” ไว้ดังนี้ –
…………..
ปปัญจะ หรือ ปปัญจธรรม 3 (กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่าย ๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา — Papañca: proliferation; diversification; diffuseness; mental diffusion)
1. ตัณหา (ความทะยานอยาก, ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน, ความอยากได้อยากเอา — Taṇhā: craving; selfish desire)
2. ทิฏฐิ (ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน, ความยึดติดในทฤษฎี ฯลฯ ถือความคิดเห็นเป็นความจริง — Diṭṭhi: view; dogma; speculation)
3. มานะ (ความถือตัว, ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียม หรือด้อยกว่าผู้อื่น, ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่ — Māna: conceit)
…………..
กิเลส 3 ตัว คือ ตัณหา ทิฏฐิ มานะ ผู้รู้ท่านถอดความหมายออกมาเป็นคำไทย ดังนี้ –
(1) ตัณหา > มมังการ = ของกู
(2) ทิฏฐิ > อหังการ = ตัวกู
(3) มานะ > มานการ = นี่กูนะ
(๑) “มมัง”
เขียนแบบบาลีเป็น “มมํ” อ่านว่า มะ-มัง เป็นปุริสสรรพนาม (ปุ-ริ-สะ-สับ-พะ-นาม) แทนตัวผู้พูด ไวยากรณ์บาลีเรียกว่า “อุตตมบุรุษ” รูปคำเดิมคือ “อมฺห” อ่านว่า อำ-หะ หรือจะออกเสียงเป็น อำ-หฺมะ ก็ได้ นักเรียนบาลีเรียกติดปากว่า “อมฺห ศัพท์” เทียบคำอังกฤษคือ I (ไอ)
“อมฺห” แจกด้วยวิภัตตินามที่หก (ฉัฏฐีวิภัตติ) เอกพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “มมํ” (มะ-มัง) แปลว่า “ของข้าพเจ้า” “ของฉัน” “ของข้า” หรือ “ของกู” แล้วแต่ฐานะหรืออารมณ์ของผู้พูด
(๒) “อหัง”
เขียนแบบบาลีเป็น “อหํ” อ่านว่า อะ-หัง เป็นปุริสสรรพนาม แทนตัวผู้พูด ไวยากรณ์บาลีเรียกว่า “อุตตมบุรุษ” รูปคำเดิมคือ “อมฺห” อ่านว่า อำ-หะ หรือจะออกเสียงเป็น อำ-หฺมะ ก็ได้ นักเรียนบาลีเรียกติดปากว่า “อมฺห ศัพท์”
“อมฺห” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “อหํ” (อะ-หัง) แปลว่า “ข้าพเจ้า” “ฉัน” “ข้า” หรือ “กู” แล้วแต่ฐานะหรืออารมณ์ของผู้พูด
(๓) “มาน”
อ่านว่า มา-นะ รากศัพท์มาจาก –
(1) มานฺ (ธาตุ = บูชา) + อ (อะ) ปัจจัย
: มานฺ + อ = มาน แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่ให้เขาบูชา” (คือต้องการให้เขานับถือ)
(2) มนฺ (ธาตุ = รู้, คิด, เข้าใจ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ ม-(น) เป็น อา
: มนฺ + ณ = มนณ > มน > มาน แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่สำคัญตนว่าดีกว่าเขาเป็นต้น”
(3) มา (ธาตุ = นับถือ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)
: มา + ยุ > อน = มาน แปลตามศัพท์ว่า “อาการเป็นเหตุให้เขานับถือตน”
“มาน” (ปุงลิงค์) ในที่นี้ มีความหมายว่า –
(1) ความถือตัว, ความหยิ่ง, ความยโส (pride, conceit, arrogance)
(2) เกียรติ, การนับถือ (honour, respect)
ในภาษาไทย “มานะ” มีความหมายเพี้ยนไปเป็นว่า เพียรพยายาม ขยันมุ่งมั่น เช่นในคำว่า มานะพากเพียร มุมานะ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“มานะ ๒ : (คำนาม) ความพยายาม, ความตั้งใจจริง, ความพากเพียร, เช่น มีมานะอดทน มีมานะในการทำงาน; ความถือตัว”
(๔) “การ”
บาลีอ่านว่า กา-ระ รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, “ทีฆะต้นธาตุด้วยอำนาจปัจจัยเรื่องด้วย ณ” คือ อะ ที่ ก-(รฺ) เป็น อา (กร > การ)
: กรฺ + ณ = กรณ > กร > การ แปลตามศัพท์ว่า “การทำ” มีความหมายว่า –
(1) การกระทำ, กิริยาอาการ, วิธีทำ (doing, manner, way)
(2) กรรม, การบริการ, การกระทำที่แสดงความเมตตา หรือความเคารพ หรือความนับถือ (deed, service, act of mercy or worship, homage)
(3) ผู้ทำ, หรือผู้จัดการหรือผู้ค้า (one who does, handles or deals)
ในภาษาไทย เรานำคำว่า “การ” มาใช้และกลายเป็นคำไทยจนแทบจะไม่ได้นึกว่าเป็นบาลี เช่นคำว่า “จัดการ” “เผด็จการ” เป็นต้น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “การ” ในภาษาไทยไว้ว่า –
(1) การ ๑ : (คำนาม) งาน, สิ่งหรือเรื่องที่ทำ, มักใช้เข้าคู่กับคำ งาน เช่น การงาน เป็นการเป็นงาน ได้การได้งาน, ถ้าอยู่หน้านาม หมายความว่า เรื่อง, ธุระ, หน้าที่, เช่น การบ้าน การครัว การคลัง การเมือง, ถ้าอยู่หน้ากริยา ทำกริยาให้เป็นนาม เช่น การกิน การเดิน.
(2) –การ ๒ : (คำนาม) ผู้ทำ, มักใช้เป็นส่วนท้ายสมาสคำบาลีและสันสกฤต เช่น กรรมการ ตุลาการ, ถ้าอยู่หลังคำอื่นที่ไม่ใช่คำศัพท์ มีความหมายเป็นเฉพาะก็มี เช่น กงการ เจ้าการ นักการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับการ.
(3) –การ ๓ : คำประกอบท้ายสมาสคำบาลีและสันสกฤต มีความหมายเหมือน การ ๑ เช่น ราชการ พาณิชยการ.
การประสมคำ :
๑ มมํ + การ แปลงนิคหิตที่ –มํ เป็น งฺ (มมํ > มมงฺ)
: มมํ + การ = มมํการ > มมงฺการ แปลตามศัพท์ว่า “อาการเป็นเหตุให้ทำตนว่าของเรา” = การทำความยึดมั่นว่าสิ่งนี้เป็นของเรา
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “มมงฺการ” ว่า selfish attachment, self-interest, selfishness (อุปาทานที่เห็นแก่ตัว, ผลประโยชน์สำหรับตนเอง, มมังการ, ความเห็นแก่ตัว)
“มมงฺการ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “มมังการ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“มมังการ : (คำนาม) ความถือว่าเป็นของเรา. (ป.).”
๒ อหํ + การ แปลงนิคหิตที่ –หํ เป็น งฺ (อหํ > อหงฺ)
: อหํ + การ = อหํการ > อหงฺการ แปลตามศัพท์ว่า “อาการเป็นเหตุให้ทำตนว่าเป็นตัวเรา”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อหงฺการ” ว่า selfishness, egotism, arrogance (ความเห็นแก่ตัว, ลัทธิอัตนิยม, ความยโส)
“อหงฺการ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “อหังการ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“อหังการ : (คำนาม) การยึดว่าเป็นตัวเรา; ความเย่อหยิ่งจองหอง, ความทะนงตัว, ความก้าวร้าวด้วยการถือว่าตนเองสำคัญ. (คำกริยา) หยิ่ง, จองหอง, อวดดี. (ป., ส.).
๓ มาน + การ = มานการ (มา-นะ-การ) แปลตามศัพท์ว่า “อาการเป็นเหตุให้ทำความถือตัว”
คำว่า “มานการ” เป็นคำที่ผู้เขียนบาลีวันละคำคิดขึ้นเพื่อให้เข้าชุดกับ “มมังการ” และ “อหังการ”
คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ “มานการ” น่าจะได้แก่คำว่า “อสฺมิมาน”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อสฺมิมาน” ว่า pride of self, real egoism (การหยิ่งหรือภูมิใจในตัวเอง, การอวดดื้อถือดี)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“อัสมิมานะ : (คำแบบ) (คำนาม) มานะว่าเป็นเรา, การถือเขาถือเรา. (ป.)”
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า
“อัสมิมานะ : การถือว่านี่ฉัน นี่กู กูเป็นนั่นเป็นนี่, การถือเราถือเขา.”
…………..
สรุป “3 –การ” เป็นแนวคิดทางธรรม :-
(1) “มมังการ” ตรงกับที่พูดกันว่า “ของกู” (เช่น-ความคิดเห็นของกูต้องไม่ผิด ใครจะมาแย้งไม่ได้)
(2) “อหังการ” ตรงกับที่พูดกันว่า “ตัวกู” (เช่น-กูต้องเป็นกู ใครจะมาเปลี่ยนกูไม่ได้)
(3) “มานการ” ตรงกับที่พูดกันว่า “นี่กูนะ” (เช่น-ไม่รู้รึว่ากูเป็นใคร รู้จักกูน้อยไปนี่!)
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ของกู ตัวกู นี่กูนะ
: ใครจะกล้ามาปะทะกับกูได้
: ตัวกูของข้าใหญ่กว่าใคร
: ช่างไม่รู้หรือไรว่าของลวง
#บาลีวันละคำ (5,064)
24-4-69
…………………………….
…………………………….
