ยถาให้ผี – สัพพีให้คน (บาลีวันละคำ 1,992)

ยถาให้ผี – สัพพีให้คน

ไม่ใช่แค่คำคล้องจอง

(๑) “ยถา

อ่านว่า ยะ-ถา เป็นคำจำพวกนิบาต (particle) แปลว่า ฉันใด, เหมือน, ตาม

หลักการใช้ ยถา :

– ถ้าใช้โดดๆ จะต้องมีข้อความที่มีคำว่า “เอวํ” หรือ “ตถา” มาคู่กัน เหมือนภาษาไทยว่า “ฉันใด” ต้องมี “ฉันนั้น” มารับ

– ถ้าสมาสกับคำอื่น นิยมแปลว่า “ตาม-” เช่น “ยถากรรม” : ยถา + กมฺม = ยถากมฺม > ยถากมฺมํ > ยถากรรม แปลว่า “ตามกรรม

ยถา” ในที่นี้เป็นคำขึ้นต้นบทอนุโมทนา คำเต็มๆ ของบท “ยถา” มีดังนี้ –

ยถา  วาริวหา  ปูรา

ปริปูเรนฺติ  สาครํ

เอวเมว  อิโต  ทินฺนํ

เปตานํ  อุปกปฺปติ. (มีต่อไปอีก)

แปลว่า

ห้วงน้ำที่เต็ม

ย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ ฉันใด

บุญที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้

ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น

โปรดสังเกตว่า ในข้อความนี้ มี “เอวํ” (คือ “เอวเมว” : เอวํ + เอว = เอวเมว) มารับ “ยถา

(๒) “สพฺพี

อ่านว่า สับ-พี ตัดมาจากคำว่า “สพฺพีติโย” ซึ่งประกอบด้วยคำว่า สพฺพ + อิติโย

(ก) “สพฺพ” (สับ-พะ) รากศัพท์มาจาก –

(1) สรฺ (ธาตุ = เป็นไป) + ปัจจัย, แปลง เป็น , แปลง รฺ ที่ สรฺ เป็น พฺ (สรฺ > สพฺ)

: สรฺ + = สรฺว > สรฺพ > สพฺพ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เป็นไป

(2) สพฺพฺ (ธาตุ = เป็นไป) + ปัจจัย

: สพฺพฺ + = สพฺพ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เป็นไป

สพฺพ” หมายถึง ทั้งหมด, ทั้งปวง, ทั้งสิ้น, ทุกอย่าง (whole, entire; all, every)

(ข) “อิติโย” (อี-ติ-โย) รูปคำเดิมคือ “อีติ” (อี-ติ) รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่วไป, ยิ่ง กลับความ ในที่นี้ใช้ในความหมาย “กลับความ” จาก “ไป” กลายเป็น “มา”) + อิ (ธาตุ = ไป) + ติ ปัจจัย, “ลบสระหน้า ทีฆะสระหลัง” คือลบ อา และทีฆะ อิ เป็น อี

: อา + อิ = อาอิ + ติ = อาอิติ = อิติ > อีติ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่มาเพื่อความฉิบหาย” หมายถึง ความชั่วร้าย, ความหายนะ, เสนียด, จัญไร, ความทุกข์ยาก (ill, calamity, plague, distress)

สพฺพ + อีติ = สพฺพีติ แปลว่า “ความจัญไรทั้งปวง

สพฺพีติ” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) พหูพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “สพฺพีติโย” (สับ-พี-ติ-โย)

เมื่อจบบท “ยถา” พระรูปที่ 2 จะรับว่า “สพฺพี …” แล้วพระสงฆ์ทั้งหมดจะสวดพร้อมกันต่อไป

คำเต็มๆ ของบท “สพฺพี” มีดังนี้ –

สพฺพีติโย  วิวชฺชนฺตุ

สพฺพโรโค  วินสฺสตุ

มา  เต  ภวตฺวนฺตราโย

สุขี  ทีฆายุโก  ภว. (มีต่อไปอีก)

แปลว่า

ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป

โรคทั้งปวงของท่านจงหาย

อันตรายอย่ามีแก่ท่าน

ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน …

…………..

อภิปราย :

ตามความหมายในบท “ยถา” จะเห็นได้ว่าเป็นการกล่าวถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จึงมีคำกล่าวว่า “ยถาให้ผี

ผู้ที่อุทิศส่วนบุญ ถ้ามีการกรวดน้ำ ก็ต้องเริ่มกรวดคือรินน้ำออกจากเต้ากรวดน้ำตั้งแต่พระเริ่มว่าบท “ยถา

ตามความหมายในบท “สพฺพี” จะเห็นได้ว่าเป็นการอำนวยพรให้แก่เจ้าภาพและผู้ที่มาร่วมในพิธี จึงมีคำกล่าวว่า “สัพพีให้คน

เพราะฉะนั้น จึงต้องกรวดน้ำให้เสร็จเมื่อพระว่าบท “ยถา” จบ นั่นคือเมื่อพระขึ้นบท “สพฺพี” ก็วางเต้ากรวดน้ำและประนมมือรับพร ถ้า “สพฺพี” แล้วยังกรวดน้ำเรื่อยไป ก็เท่ากับพระอำนวยพรแล้ว แต่ยังไม่รับนั่นเอง

เวลาฟังพระสงฆ์อนุโมทนา ยถาสัพพี ควรรู้ความหมายและรู้วิธีปฏิบัติในการกรวดน้ำ-รับพร แล้วตั้งจิตเจตนาให้ถูกต้องและปฏิบัติให้ถูกวิธี ดังนี้ ก็จะได้ชื่อว่าฉลาดในการทำบุญ คือได้ทั้งบุญคือความดี และได้ทั้งกุศลคือความฉลาด ซึ่งย่อมจะดีกว่าทำไป-หรือทำตามๆ กันไป-โดยไม่รู้ความหมาย

…………..

คำถาม-คำท้วง :

มีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า –

ทหราปิ จ เย วุฑฺฒา

เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา

อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ

สพฺเพ มจฺจุปรายนา.

ทั้งหนุ่มทั้งแก่

ทั้งโง่ทั้งฉลาด

ทั้งรวยทั้งจน

ทุกคนล้วนต้องตาย

…..

ในเมื่อโง่ก็ตาย ฉลาดก็ตายเช่นนี้

เราจะต้องฉลาดไปทำไมกัน?

…………..

ดูก่อนภราดา!

: คนโง่ ตายหลายชาติ

: คนฉลาด มีโอกาสไม่ต้องตาย

#บาลีวันละคำ (1,992)

25-11-60

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย