ธารณามัย (บาลีวันละคำ 2,260)

ธารณามัย

บุญพิเศษที่น่าทำ

อ่านว่า ทา-ระ-นา-ไม

ประกอบด้วยคำว่า ธารณา + มัย

(๑) “ธารณา

บาลีอ่านว่า ทา-ระ-นา รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) แล้วแปลง เป็น + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์, ทีฆะต้นธาตุ คือ อะ ที่ -(รฺ) เป็น อา (ธรฺ > ธารฺ)

: ธรฺ + ยุ > อน = ธรน > ธารน > ธารณ + อา = ธารณา แปลตามศัพท์ว่า “การทรงไว้

ศัพท์ว่า “ธารณา” นี้ที่ไม่ลง อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ คงเป็น “ธารณ” ก็มี

ธารณ” (นปุงสกลิงค์) “ธารณา” (อิตถีลิงค์) ใช้ในความหมายดังนี้ –

(1) การสวมใส่ (wearing)

(2) การบำรุงรักษา, การค้ำจุนหรือสนับสนุน, การรักษาไว้ (maintaining, sustaining, keeping up)

(3) การจำใส่ใจ, การจำหรือระลึกได้ (bearing in mind, remembrance)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

ธารณา : (คำแบบ) (คำนาม) การทรงไว้. (ส.).”

(๒) “มัย

บาลีเป็น “มย” (มะ-ยะ) เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า ทำด้วย, ประกอบด้วย (made of, consisting of) ไม่ใช้เดี่ยวๆ แต่ใช้ต่อท้ายคำอื่นเสมอ

นักไวยากรณ์อธิบายว่า “มย” เป็นรูปศัพท์ที่แปลงมาจากคำที่แสดงความหมายต่างๆ หลายคำ ในที่นี้ขอยกมาเป็นตัวอย่างเพียง 3 คำ คือ

(1) –มย แปลงมาจากคำว่า “อมฺห” (อำ-หะ หรือ อำ-หฺมะ) หมายถึง “ข้าพเจ้าเอง” (myself)

(2) –มย แปลงมาจากคำว่า “ปญฺญตฺติ” (ปัน-ยัด-ติ) หมายถึง “บทบัญญัติ” (regulation)

(3) –มย แปลงมาจากคำว่า “นิพฺพตฺติ” (นิบ-พัด-ติ) หมายถึง “บ่อเกิด” (origin) หรือ “เกิดขึ้นจาก” (arising from, produced by)

ในที่นี้ “มย” ใช้ในความหมายตามนัยแห่งข้อ (3)

ธารณา + มย = ธารณามย > ธารณามัย แปลว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นจากการทรงจำไว้

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

ธารณามัย : (คำแบบ) (คำวิเศษณ์) ซึ่งสําเร็จด้วยความทรงจํา. (ส.).”

ขยายความ :

ธารณามัย” เป็นชื่อของบุญพิเศษชนิดหนึ่ง มีความหมายว่า “บุญอันเกิดจากการทรงจำพระธรรม

กระบวนการสืบต่อถ่ายทอดพระศาสนา อนุโลมตามนัยที่แสดงไว้ในพระคาถาอุณหิสวิชัยมีดังนี้ –

ลิขิตํ การจดจารึกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เช่น การสรางพระคัมภีร์ที่โบราณนิยมทำกันมาแม้จนถึงทุกวันนี้

จินฺติตํ การตรึกตรองขบคิดพิจารณาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

ปูชํ การบูชา หมายถึงลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรมเองหรือส่งเสริมการปฏิบัติด้วยวิธีต่างๆ

ธารณํ การท่องบ่น ทรงจำ ทบทวนไว้ให้คล่องปากขึ้นใจ ว่าปากเปล่าได้

วาจนํ การสั่งสอนบอกกล่าวให้ผู้อื่นฟัง

ปเรสํ เทสนํ สุตฺวา ฟังที่ผู้อื่นสั่งสอนชี้แจงแสดงให้รู้ให้เข้าใจ คือศึกษาเรียนรู้จากผู้อื่นสืบต่อไปอีก

ต่อจากนี้ก็ไปเข้าวงรอบเดิม นั่นคือเมื่อมีความรู้แม่นยำดีแล้วก็จดจารึกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน สืบไป

จะเห็นได้ว่า การท่องได้จำได้ พูดปากเปล่าได้ (ไม่ใช่กางหนังสืออ่าน) ท่านแยกย่อยออกมาเป็นบุญพิเศษอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าบุญ “ธารณามัย” พุทธบริษัทจึงนิยมท่องบ่นทรงจำพระสูตรต่างๆ ตามสติปัญญาแห่งตนๆ แล้วสวดสาธยายจากความทรงจำ นับถือกันว่าเป็นการสืบศาสนาวิธีหนึ่งมาแต่โบราณ ซึ่งได้คลี่คลายขยายตัวปรับรูปแบบเป็นกิจวัตรที่เรียกกันว่า “สวดมนต์” ดังที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน

…………..

บาลีวันละคำชุด:-

: ช่วยกันสืบทอดพระศาสนา

: ช่วยกันรู้ภาษาพระธรรมวินัย

…………..

ดูก่อนภราดา!

มีเงินไม่ได้ใช้ให้เขากู้

มีคู่อยู่ต่างถิ่นถวิลหา

มีมนตร์ขลังจำไม่ได้อยู่ในตำรา

ถึงเวลาต้องการใช้เหมือนไม่มี

#บาลีวันละคำ (2,260)

20-8-61

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น