เกือบตกนรกเพราะตัวเลข

ผมเดินออกกำลังเมื่อเช้านี้ (๒ สิงหาคม ๒๕๕๘) เอาธนบัตรใส่กระเป๋ากางเกงไป ๒ ใบ 

หาทางผ่านเข้าไปในวัด ไหว้พระ ใส่ตู้บริจาคไปใบหนึ่ง

ขากลับผ่านมาทางสำนักงานการประปาเทศบาลเมืองราชบุรี 

วันก่อนผมติดเคารพเพลงชาติตอนสองโมงอยู่ตรงนี้

วันนี้วันอาทิตย์ เสียงตามสายของเทศบาลงดกระจายเสียง

ตรงนั้น-คนละฟากถนนมีร้านกล้วยแขกเจ้าเก่าอยู่ร้านหนึ่ง 

การเลือกกล้วยและฝีมือทอดกล้วย ใช้ได้

เดินผ่านหน้าร้านไปสามก้าว นึกถึงอาจารย์ที่บ้านว่าท่านเคยชอบกินกล้วยแขก (เจ้าเก่าเจ้านี้) ผมก็เลยถอยกลับ 

หน้าร้านไม่มีลูกค้า คงเพราะยังเช้าอยู่ มีสาวคนขายยืนจัดของอยู่คนหนึ่ง 

มองไปทางหลังร้านมีอีกสาวหนึ่งกำลังทอดกล้วย

ผมแจ้งความประสงค์ซื้อกล้วยทอดปนกับมันทอด ๓๐ บาท

“เอาเยอะๆ”

ผมแถมประโยคนี้ไปด้วย-เป็นประโยคที่ผมชอบพูดเมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เด็กปั๊มมักจะยิ้มกับคำพูดนี้ เพราะรู้นัยแห่งคำพูดดีว่า เยอะหรือไม่เยอะย่อมขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน

คนขายตักกล้วยทอดมันทอดใส่ถุงส่งให้ 

ผมยื่นธนบัตรที่เหลืออีกใบหนึ่งให้

คนขายรับไปแล้วเปิดเก๊ะเพื่อจะทอนเงิน 

ปรากฏว่าในเก๊ะไม่มีเงินทอน

เธอเดินไปบอกคนที่กำลังทอดกล้วยอยู่หลังร้าน

ออกมาช่วยกันเปิดเก๊ะ เปิดกระเป๋า ก็ปรากฏว่าไม่มีเงินทอนอยู่นั่นเอง

“แม่ไม่ได้ฝากเงินไว้” เสียงบ่นกันสองคน

คนหลังร้านบอกให้คนหน้าร้านไปขอแลกเงินที่ร้านกาแฟถัดไป

ปรากฏว่าร้านกาแฟไม่มีใบย่อยให้แลก

คนขายบอกว่า “เดี๋ยวจะไปซื้ออะไรชิ้นเล็กๆ ที่ร้านโน้น รอแป๊บ”

“รอแป๊บนึงนะลุง” คนหลังร้านช่วยย้ำ

“หลายแป๊บก็ได้ครับ” 

เป็นอีกประโยคหนึ่งที่ผมชอบพูด เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ

คนหลังร้านเข้าไปทอดกล้วยที่หลังร้าน 

คนหน้าร้านหายไป “ซื้ออะไรชิ้นเล็กๆ ที่ร้านโน้น”

ผมยืนรอ 

————-

ขณะนั้นเอง สตรีที่ถูกเอ่ยถึงว่า “แม่” ก็ขี่รถเครื่องเข้ามาจอด

“แม่มาพอดี แม่ทอนตังค์ให้ลุงด้วย ….บาท” 

คนที่อยู่หลังร้านตะโกนบอก

สตรีผู้เป็นแม่ควักกระเป๋าออกมา หยิบธนบัตรราคาฉบับละ ๒๐ บาทส่งให้ผม ๔ ใบ แล้วเดินเข้าร้านไป

ผมรับกระดาษ ๔ แผ่นมาถือไว้แล้วเดินออก 

สมองกำลังตั้งกระบวนบวกลบคูณหารกันอุตลุด

…. ผมซื้อกล้วยแขกกี่บาท 

ผมให้ธนบัตรฉบับราคากี่บาท 

และผมจะต้องได้เงินทอนกี่บาท

ตัวเลขกับสมองผมเป็นปฏิปักษ์กันอย่างร้ายแรง

————-

ผมนึกถึงชั่วโมงเลขคณิตสมัยเรียนชั้นประถม

… มีเงิน ๑ บาท ซื้อส้ม ๓ ผล ผลละ ๒๕ สตางค์ เหลือเงินกี่สตางค์

………

ผมซื้อกล้วยแขก ๓๐ บาท 

ให้ธนบัตรราคา ๑๐๐ บาทไปหนึ่งใบ

ผมได้เงินทอนเป็นธนบัตรราคาฉบับละ ๒๐ บาท ๔ ใบ 

เป็นเงินกี่บาท – ๘๐

เอา ๘๐ ไปลบ ๑๐๐ – เหลือ ๒๐

ผมซื้อกล้วยแขกไป ๓๐ 

เอา ๓๐ ไปลบ ๑๐๐ – เหลือ ๗๐

คนขายกล้วยแขกทอนให้ผมมา ๘๐

เพราะฉะนั้น ผมจะต้องได้เงินทอนเท่าไร

ตัวเลขกับสมองผมกำลังสัประยุทธ์กันอย่างดุเดือด

ผมหยุดเดิน ยืนงงอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ 

มันต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง

ผมตัดสินใจถือธนบัตรฉบับราคา ๒๐ บาท ๔ ใบ หันหลังกลับ ไปถึงหน้าร้าน ร้องบอกไปว่า

“ผมซื้อกล้วยแขก ๓๐ บาทนะครับ”

บอกไปแล้วผมก็ยังไม่หายงงว่าจะทักท้วงเรื่องอะไร

“อ๋อ งั้นเดี๋ยวหนูให้ลุง ๑๐ บาท ลุงคืนให้หนูมา ๒๐ บาท”

สตรีผู้เป็นแม่ค้นเงินเหรียญมาส่งให้ผม 

ผมยื่นธนบัตรคืนไปใบหนึ่ง

ผมเดินมาจนเกือบถึงบ้าน เครื่องประมวลผลในสมองจึงรายงานตัวเลขว่า เขาทอนเงินเกินมา ๑๐ บาท

ถ้าผมถือเงิน ๘๐ บาทกลับมาถึงบ้านโดยไม่คิดอะไรเลย 

อะไรจะเกิดขึ้น

รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดจากการตกเหวไปอย่างหวุดหวิด!

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒ สิงหาคม ๒๕๕๘

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น