การศึกษาเพื่อการรักษาพระศาสนา (๑)

การศึกษาเพื่อการรักษาพระศาสนา (๑) 

————————————

ถ้าจะรักษาพระศาสนา ต้องศึกษาพระธรรมวินัย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เห็นมีคนโพสต์เรื่องพระขับรถ แล้วเกิดอุบัติเหตุอย่างร้ายแรง 

มีคำถามเกิดขึ้นว่า พระขับรถได้หรือ 

มีคำพูดต่อมาว่า ในพระวินัยไม่ได้ห้ามพระขับรถ 

แล้วก็มีคำปรารภว่า พระทำอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้าน

เรื่องนี้บอกให้รู้ว่า เวลานี้ชาววัดและชาวบ้านขาดความรู้ในหลักพระธรรมวินัย

———————-

ศึกษาเหตุการณ์จากพระไตรปิฎก : 

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานล่วงแล้ว ๓ เดือน พระอรหันตเถระ ๕๐๐ องค์ มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานได้ทำปฐมสังคายนาคือการรวบรวมหลักพระธรรมวินัย 

ในที่ประชุมปฐมสังคายนา พระอานนท์แจ้งเรื่องมีพุทธานุญาตให้สงฆ์ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ 

ที่ประชุมเปิดอภิปรายประเด็นที่ว่าข้อไหนคือสิกขาบทเล็กน้อย 

ผลการอภิปรายปรากฏว่า ที่ประชุมไม่อาจชี้ขาดได้ที่ว่าข้อไหนคือสิกขาบทเล็กน้อย 

พระมหากัสสปะจึงเสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณา รายละเอียดของญัตติปรากฏในหัวข้อ “ปัญจสติกขันธกะ” คัมภีร์จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎก เล่ม ๗ ข้อ ๖๒๑ ดังนี้ – 

…………………..

(๑) สุณาตุ  เม  อาวุโส  สงฺโฆ  สนฺตมฺหากํ  สิกฺขาปทานิ  คิหิคตานิ  คิหิโนปิ  ชานนฺติ  อิทํ  โว  สมณานํ  สกฺยปุตฺติยานํ  กปฺปติ  อิทํ  โว  น  กปฺปตีติ  ฯ  สเจ  มยํ  ขุทฺทานุขุทฺทกานิ  สิกฺขาปทานิ  สมูหนิสฺสาม  ภวิสฺสนฺติ  วตฺตาโร  ธูมกาลิกํ  สมเณน  โคตเมน  สาวกานํ  สิกฺขาปทํ   ปญฺญตฺตํ  ยาวิเมสํ  สตฺถา  อฏฺฐาสิ  ตาวิเม  สิกฺขาปเทสุ  สิกฺขึสุ  ยโต  อิเมสํ  สตฺถา  ปรินิพฺพุโต  นทานีเม  สิกฺขาปเทสุ  สิกฺขนฺตีติ  ฯ  

ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์ก็มีอยู่ แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร สิ่งนี้ไม่ควร ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย จักมีผู้กล่าวว่า พระสมณโคดมบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วคราว พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้

(๒) ยทิ  สงฺฆสฺส  ปตฺตกลฺลํ  สงฺโฆ  อปฺปญฺญตฺตํ  น  ปญฺญาเปยฺย  ปญฺญตฺตํ  น  สมุจฺฉินฺเทยฺย  ยถาปญฺญตฺเตสุ  สิกฺขาปเทสุ  สมาทาย  วตฺเตยฺย  ฯ  เอสา  ญตฺติ  ฯ  

ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว นี้เป็นญัตติ

(๓) สุณาตุ  เม  อาวุโส  สงฺโฆ  สนฺตมฺหากํ  สิกฺขาปทานิ  คิหิคตานิ  ฯเปฯ  นทานีเม  สิกฺขาปเทสุ  สิกฺขนฺตีติ  ฯ  

ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์ก็มีอยู่ …. [ข้อความเหมือนในข้อ (๑) จนถึง] ….จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้ 

(๔) สงฺโฆ  อปฺปญฺญตฺตํ  น  ปญฺญาเปติ  ปญฺญตฺตํ  น  สมุจฺฉินฺทติ  ยถาปญฺญตฺเตสุ  สิกฺขาปเทสุ  สมาทาย  วตฺตติ  ฯ  ยสฺสายสฺมโต  ขมติ  อปฺปญฺญตฺตสฺส  อปฺปญฺญาปนา  ปญฺญตฺตสฺส  อสมุจฺเฉโท  ยถาปญฺญตฺเตสุ  สิกฺขาปเทสุ  สมาทาย  วตฺตนา  โส  ตุณฺหสฺส  ยสฺส  นกฺขมติ  โส  ภาเสยฺย  ฯ  

สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

(๕) สงฺโฆ  อปฺปญฺญตฺตํ  น  ปญฺญาเปติ  ปญฺญตฺตํ  น  สมุจฺฉินฺทติ  ยถาปญฺญตฺเตสุ  สิกฺขาปเทสุ  สมาทาย  วตฺตติ  ฯ  ขมติ  สงฺฆสฺส  ตสฺมา  ตุณฺหี  ฯ  เอวเมตํ  ธารยามีติ  ฯ 

สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

…………………..

จับประเด็น : 

ข้อความในข้อ (๑) เป็นการแถลงเหตุผล ซึ่งสรุปได้ว่า ที่เสนอให้ลงมติไม่ถอนสิกขาบทเล็กน้อย เพราะ –

๑. ชาวบ้านเขารู้กันมากแล้วว่าสิกขาบทของพระมีอะไรบ้าง (พระทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ชาวบ้านรู้) 

๒. ถ้าถอน ก็จะเกิดเสียงตำหนิว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทำตามคำสอนเฉพาะเวลาที่พระศาสดายังอยู่ พอพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว ก็เลิก

ความในข้อ (๒) เป็นสาระสำคัญที่เสนอขอให้ลงมติ 

ข้อความในข้อ (๓) เป็นการแถลงเหตุผลเหมือนความในข้อ (๑) อีกครั้งหนึ่ง ตามรูปแบบของ “ญัตติทุติยกรรมวาจา” ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องแถลงญัตติ ๒ ครั้ง 

ความในข้อ (๔) เป็นการแถลงย้ำสาระสำคัญที่เสนอขอให้ลงมติเหมือนความในข้อ (๒) อีกครั้งหนึ่งตามรูปแบบของการเสนอญัตติ

ความตอนท้ายของข้อ (๔) เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกของที่ประชุมใช้วิจารณญาณได้โดยเสรี กล่าวคือ ถ้าเห็นด้วยก็ขอให้นิ่ง ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ขอให้คัดค้าน 

ถ้าเทียบกับการประชุมที่เราคุ้นกัน ความตอนท้ายนี้ก็คือการถามมติจากที่ประชุม หรือขอให้ที่ประชุมลงมตินั่นเอง

ความในข้อ (๕) เป็นการยืนยันมติของที่ประชุมอย่างเป็นทางการ 

หลักการของคณะสงฆ์เถรวาทที่ยึดถือกันมาตลอดนับตั้งแต่ปฐมสังคายนาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ไม่ยกเลิกเพิกถอนสิกขาบทใดๆ 

และที่สงฆ์คณะนี้ได้ชื่อว่า “เถรวาท” ก็เนื่องมาจากเป็นคณะที่ถือหลักพระธรรมวินัยตามที่ “พระอรหันตเถระ ๕๐๐ องค์” ทำสังคายนาไว้นั่นเอง

———————-

ที่ยกเรื่องนี้มาเล่าไว้ก็ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ศึกษาข้อความท่อนหนึ่งที่ว่า — 

…………………..

สนฺตมฺหากํ  สิกฺขาปทานิ  คิหิคตานิ  คิหิโนปิ  ชานนฺติ  อิทํ  โว  สมณานํ  สกฺยปุตฺติยานํ  กปฺปติ  อิทํ  โว  น  กปฺปตีติ.

แปลเป็นไทยว่า – 

สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์ก็มีอยู่ แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร สิ่งนี้ไม่ควร

…………………..

ความข้อนี้ยืนยันว่า สมัยนั้นชาวบ้านรู้จักพระธรรมวินัยคือหลักปฏิบัติของพระสงฆ์เป็นอย่างดี 

อะไรพระสงฆ์ทำได้ ชาวบ้านรู้

อะไรพระสงฆ์ทำไม่ได้ ชาวบ้านก็รู้ 

และการที่ชาวบ้านรู้จักพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีนี่เองเป็นเหตุให้พระสงฆ์ยิ่งต้องระมัดระวัง และพากัน “สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว” ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎก

ในทางกลับกัน ถ้าชาวไม่รู้จักพระธรรมวินัยคือหลักปฏิบัติของพระสงฆ์ พระสงฆ์ก็จะพากันประพฤตินอกธรรมนอกวินัยได้ตามสบายเพราะชะล่าใจว่าชาวบ้านไม่รู้ว่าพระทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ 

เพราะฉะนั้น ถ้าชาวบ้านจะช่วยกันรักษาพระศาสนา-ในฐานะเป็น ๑ ในบริษัท ๔ ที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อพระศาสนา-ก็ต้องช่วยกันศึกษาพระธรรมวินัยด้วย 

อย่าคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ 

อย่าอ้างว่าต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลา 

ถ้าคนในชาติบ้านเมืองพากันคิดว่าการป้องกันรักษาประเทศชาติไม่ใช่หน้าที่ของฉัน บ้านเมืองนั้นก็พินาศ ฉันใด 

ถ้าคนที่นับถือพระพุทธศาสนาพากันคิดว่าการป้องกันรักษาพระศาสนาไม่ใช่หน้าที่ของฉัน พระศาสนาก็พินาศ ฉันนั้น 

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ เมษายน ๒๕๖๒

๑๗:๑๗

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *