บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

ปัญหาเรื่องตั้งความปรารถนา

ปัญหาเรื่องตั้งความปรารถนา

——————————–

มีปัญหาถามว่า ชายหญิงที่มีคู่ครองอยู่แล้ว ตั้งความปรารถนาเป็นคู่ครองของหญิงอื่นชายอื่น ผิดหรือไม่ เป็นการนอกใจคู่ครองหรือไม่

ปัญหานี้มีผู้ตอบกันไปต่างๆ เช่นตอบว่า ผิด ถือว่าเป็นชู้ทางใจ บางท่านก็บอกว่า ทำอย่างนั้นรับไม่ได้ 

คำตอบส่วนมากเป็นการตอบไปตามความเข้าใจของตัวเอง นอกจากนั้นยังมีผู้ตั้งวงวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ควรจะไปสนใจเรื่องของชาวบ้านมากกว่าเรื่องของตนเอง ใครเขาจะตั้งความปรารถนาอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ไปสนใจทำไม พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้สนใจเรื่องของคนอื่นมิใช่หรือ

ขอได้โปรดศึกษาเรื่องราวที่ท่านบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ดังต่อไปนี้ เพื่อหาคำตอบ –

๑ การตั้งความปรารถนาเช่นนั้นผิดหรือไม่

๒ แค่ไหนอย่างไรคือสนใจเรื่องของคนอื่น

—————

– ๑ –

นางปติปูชิกา ตั้งความปรารถนาคู่ครอง

………………………………..

พระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภหญิงชื่อ ปติปูชิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ปุปฺผานิ  เหว  เป็นต้น

เรื่องนี้เปิดฉากขึ้นในดาวดึงสเทวโลก

เทพธิดาจุติมาเกิดในกรุงสาวัตถี

………………………………..

เล่ากันว่า ในดาวดึงสเทวโลกนั้นมีเทพบุตรองค์หนึ่งนามว่า มาลาภารี มีนางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมไปเที่ยวสวน เทพธิดา ๕๐๐ นางขึ้นต้นไม้เขย่าดอกไม้ให้ร่วงหล่นลงมา เทพธิดาอีก ๕๐๐ นางเก็บเอาดอกไม้เหล่านั้นประดับประดาเทพบุตร

ขณะที่อยู่บนกิ่งไม้นั้นนั่นเอง เทพธิดานางหนึ่งก็จุติ สรีระหายวับไปดุจเปลวประทีป มาถือปฏิสนธิในตระกูลแห่งหนึ่งในกรุงสาวัตถี เมื่อเกิดมาแล้วก็ระลึกชาติได้ว่า นางเป็นภริยาของมาลาภารีเทพบุตร เมื่อเจริญวัยแล้ว ไม่ว่าจะทำบุญหรือไหว้พระด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ก็ปรารถนาไปเกิดอยู่กับสามีอีก 

ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๖ ปีก็แต่งงาน เวลาทำบุญถวายทานในโอกาสต่างๆ เช่น ถวายสลากภัต ปักขิกภัต (เลี้ยงพระทุกครึ่งเดือน) และวัสสาวาสิกภัต (เลี้ยงพระออกพรรษา) เป็นต้น ก็จะตั้งความปรารถนาว่า “ขอส่วนแห่งบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ได้ไปเกิดอยู่กับสามีของข้าพเจ้าด้วยเถิด

จุติจากมนุษยโลกแล้วไปเกิดในสวรรค์

………………………………..

พวกภิกษุได้รู้ได้เห็นอยู่ว่า สตรีผู้นี้ไม่ว่าจะทำอะไรทุกอย่าง ย่อมตั้งความปรารถนาถึงผัวแต่ประการเดียว จึงขนานนามให้นางว่า “ปติปูชิกา” แปลว่า “นางบูชาผัว”

ในหมู่บ้านนั้นเขาสร้างศาลาไว้สำหรับเลี้ยงพระ นางปติปูชิการับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในศาลา เช่น จัดเตรียมน้ำดื่มและปูอาสนะเป็นต้น เวลามีคนนำอาหารมาเลี้ยงพระในโอกาสต่างๆ ก็จะมอบหน้าที่ให้นางเป็นผู้จัดถวายพระ

นางเดินจากบ้านไปที่ศาลา เดินจากศาลากลับบ้าน เพื่อทำหน้าที่เช่นนี้ตลอดมาด้วยจิตที่เป็นกุศล ทำให้นางได้เจริญกุศลธรรมทุกย่างเท้า 

ต่อมานางก็มีบุตรคนแรก เมื่อบุตรคนแรกโตพอเดินได้ ก็มีบุตรคนที่สอง ระยะการมีบุตรของนางเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ รวมมีบุตรทั้งสิ้น ๔ คน

อยู่มาวันหนึ่ง ตอนเช้านางก็ไหว้พระ ถวายทาน สมาทานศีล ฟังธรรม ตามปกติ แต่พอหมดวันก็เสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน แล้วไปเกิดในดาวดึงสเทวโลก เป็นเทพอัปสรของมาลาภารีเทพบุตรดังเดิม

อายุของมนุษย์ประมาณ ๑๐๐ ปี

………………………………..

ตั้งแต่เทพธิดานางนั้นจุติลงมาเกิดเป็นนางปติปูชิกา จนกระทั่งตายไปเกิดเป็นเทพอัปสรของมาลาภารีเทพบุตรอีกนั้น เทพธิดาอีก ๙๙๙ นางก็ยังประดับดอกไม้ให้เทพบุตรอยู่ในสวนนั้นนั่นเอง 

เทพบุตรเห็นเทพธิดานางนั้นจึงถามว่า เธอหายหน้าไปตั้งแต่เช้า เธอไปไหนมา?

เทพธิดา.   ดิฉันไปเกิดมาเจ้าค่ะนายท่าน

เทพบุตร   ว่าอะไรนะ?

เทพธิดา.   ดิฉันไปเกิดมาจริงๆ เจ้าค่ะนายท่าน

เทพบุตร.  เธอไปเกิดที่ไหน? 

เทพธิดา.   เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกรุงสาวัตถี

เทพบุตร.  เธออยู่ในกรุงสาวัตถีนานเท่าไร?

เทพธิดา.   ข้าแต่นายท่าน  ดิฉันอยู่ในท้องมารดา ๑๐ เดือน คลอดออกมาแล้วอายุได้ ๑๖ ปีจึงมีสามี มีบุตร ๔ คน ทำบุญมีทานเป็นต้น ตั้งความปรารถนาถึงนายท่าน จึงได้มาเกิดอยู่กับนายท่านตามเดิม

เทพบุตร.   อายุของมนุษย์ประมาณเท่าไร?

เทพธิดา.   ประมาณ ๑๐๐ ปี

เทพบุตร.   เท่านั้นเองหรือ?

เทพธิดา.   เท่านั้นเจ้าค่ะนายท่าน

เทพบุตร.   พวกมนุษย์เกิดมามีอายุเพียงเท่านี้ เป็นผู้ประมาท ให้วันเวลาล่วงไปเหมือนนอนหลับ หรือว่าหมั่นทำบุญทำทานกันอยู่?

เทพธิดา.   พูดอะไรนายท่าน พวกมนุษย์ประมาทเป็นนิตย์ ประหนึ่งว่าเกิดมามีอายุตั้งอสงไขย ราวกับจะไม่แก่ไม่ตาย

ความสังเวชอย่างใหญ่หลวงได้เกิดขึ้นแก่มาลาภารีเทพบุตรว่า พวกมนุษย์เกิดมามีอายุเพียง ๑๐๐ ปี มัวประมาทหลับไหลกันอยู่ เมื่อไรหนอจึงจักพ้นจากทุกข์ได้

๑๐๐ ปีของมนุษย์เท่า ๑ วันในสวรรค์

………………………………..

๑๐๐ ปีของพวกมนุษย์เรา เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของพวกเทพชั้นดาวดึงส์

๓๐ ราตรีเป็นเดือนหนึ่ง 

๑๒ เดือนเป็นปีหนึ่ง 

๑,๐๐๐ ปีทิพย์ เป็นประมาณอายุของเทพชั้นดาวดึงส์

๑,๐๐๐ ปีทิพย์นั้น โดยการนับในโลกมนุษย์ เป็น ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี

เพราะฉะนั้น แม้วันเดียวของเทพบุตรนั้นก็ยังไม่ล่วงไปได้ ๑๐๐ ปีของมนุษย์เรา เป็นเหมือนกับชั่วครู่เดียวเท่านั้น

ขึ้นชื่อว่าความประมาทของผู้มีอายุน้อยอย่างนี้ ย่อมไม่สมควรอย่างยิ่งแล

—————

ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุเข้าไปยังหมู่บ้าน เห็นศาลายังไม่ได้จัด อาสนะยังไม่ได้ปู น้ำฉันยังไม่ได้ตั้งไว้ น้ำใช้ยังไม่ได้ตั้งวาง จึงถามว่า นางปติปูชิกาไปไหน?

ชาวบ้านตอบว่า ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะเห็นนางที่ไหนได้เล่า วันวานนี้เมื่อพระผู้เป็นเจ้าฉันแล้วกลับไป นางตายในตอนเย็น

ภิกษุปุถุชนฟังคำนั้นแล้วระลึกถึงอุปการะของนาง ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ พระภิกษุที่เป็นขีณาสพก็ได้แต่เกิดธรรมสังเวช ภิกษุเหล่านั้นทำภัตกิจแล้วกลับไปยังวิหาร ถวายอภิวาทพระศาสดา ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อปติปูชิกาไม่ว่าจะทำอะไรทุกอย่าง ย่อมตั้งความปรารถนาถึงสามีแต่ประการเดียว บัดนี้นางตายแล้วไปเกิด ณ ที่ไหนพระเจ้าข้า

พระศาสดา.   ภิกษุทั้งหลาย นางไปเกิดอยู่กับสามีของตนนั่นแหละ

ภิกษุ.   ไม่เห็นมีนางอยู่กับสามี พระเจ้าข้า

พระศาสดา.   ภิกษุทั้งหลาย นางมิได้ปรารถนาถึงสามีในมนุษยโลกคนนั้น มาลาภารีเทพบุตรในดาวดึงสพิภพเป็นสามีของนาง นางจุติมาจากสวนที่กำลังประดับดอกไม้ให้สามีนั้น แล้วก็ไปเกิดอยู่กับสามีนั้นนั่นแลอีก

ภิกษุ.   เป็นเช่นนั้นหรือพระเจ้าข้า

พระศาสดา.   เป็นเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุ.   น่าสังเวช! ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนักพระเจ้าข้า เช้าตรู่นางอังคาสพวกข้าพระองค์ ตกตอนเย็นตายด้วยโรคปัจจุบัน

พระศาสดา.   เป็นเช่นนั้นภิกษุทั้งหลาย อันว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนัก เหตุนั้นแล มฤตยูผู้กระทำซึ่งที่สุดยังสัตว์เหล่านี้ซึ่งไม่อิ่มด้วยวัตถุกามและกิเลสกามนั่นแลให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว ย่อมพาเอาไปทั้งที่กำลังคร่ำครวญรำพันอยู่นั่นเอง

ตรัสดังนี้แล้ว พระศาสดาจึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า:-

ปุปฺผานิ  เหว  ปจินนฺตํ

พฺยาสตฺตมนสํ  นรํ

อติตฺตํเยว  กาเมสุ

อนฺตโก  กุรุเต  วสํ. 

นรชนผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่างๆ 

มัวเลือกเก็บดอกไม้อยู่นั่นแล

ไม่รู้จักอิ่มเลยในกามทั้งหลาย 

มฤตยูย่อมกระทำให้ตกอยู่ในอำนาจได้

…………………

ที่มา: ธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๓ ปุปผวรรค เรื่องที่ ๓๖ (เรื่องนางปติปูชิกา)

ในที่นี้ปรับปรุงสำนวนพอให้อ่านง่ายขึ้น แต่ก็ยังคงให้มีกลิ่นอายสำนวนบาลีเพื่อรักษาอรรถรสเดิม

ตอนหน้า: แค่ไหนอย่างไรคือสนใจเรื่องของคนอื่น

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๙ สิงหาคม ๒๕๖๔

๑๖:๐๔

………………………………..

แค่ไหนอย่างไรคือสนใจเรื่องของคนอื่น

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *