โจทย์ที่ยังไม่มีผู้ตอบ

โจทย์ที่ยังไม่มีผู้ตอบ

———————-

เมื่อวันเสาร์ (๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒) ผมไปเผาศพญาติที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี พอวางดอกไม้จันทน์เสร็จก็เดินผ่านแถวเจ้าภาพที่ยืนแจกของชำร่วยและขอบคุณแขก 

เดินเลยมาอีกสองสามก้าวก็เจอนักการเมืองยืนแจกใบโฆษณาหาเสียง 

การอาศัยงานศพเป็นที่หาเสียงนั้นผมเคยเล่าให้ฟังแล้ว เริ่มตั้งแต่มีหน่วยสืบข่าว พอมีคนตายนักการเมืองจะส่งพวงหรีดไปคารวะศพ-แน่นอน เป็นโอกาสที่จะประกาศชื่อตัวชื่อพรรคให้ประชาชนรู้จักไปในตัว ลงทุนน้อย แต่ได้กำไรเยอะ

ไปยืนแจกใบโฆษณาต่อแถวเจ้าภาพนี่เมื่อก่อนไม่มี เดี๋ยวนี้ชักมีหนาตาขึ้น

เป็นการสำแดงถึงนิสัยฉวยโอกาสให้เห็นกันอย่างชัดๆ 

เมื่อวันก่อนมีพรรคพวกมาที่บ้าน บอกว่าเขาได้รับการทาบทามให้ลงสมัคร สส. มาถามผมว่ามีคำแนะนำอะไรบ้าง 

ผมก็บอกว่า คำแนะนำข้อแรกก็คือ อย่าใช้ความตายของเพื่อนมนุษย์เป็นเครื่องมือหาเสียงไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ 

ผมพูดตรงๆ ว่า เขาไม่มีโอกาสที่จะชนะเลือกตั้งหรอก แต่ควรถือเป็นโอกาสที่จะให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชน 

มีประชาชนรู้ทันเล่ห์กลทางการเมืองเพิ่มขึ้นแม้เพียงคนเดียว-จากคำบอกเล่าของเรา ก็ถือว่าคุ้มแล้วกับการลงสมัคร

———————

ผมเคยชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองเรามีปัญหายุบยับเยอะแยะไปหมด แต่ไม่มีนักการเมืองคนไหนออกมาช่วยกันแก้ปัญหา 

นักการเมืองวางตัวเหมือนอยู่คนละโลกกับประชาชน 

เหตุผลสวยหรูก็คือ-เขามีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอยู่แล้ว เราไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย 

ผมตั้งข้อสังเกตว่า-ต่อให้ปัญหาหล่นลงมากองอยู่หน้าบ้าน นักการเมืองก็จะไม่ช่วยทำอะไรทั้งนั้น-ตามเหตุผลที่สวยหรูนั้น 

หลักการของมนุษย์พวกนี้ก็คือ จะทำงานให้บ้านเมืองฉันต้องมีตำแหน่ง และต้องมีผลประโยชน์ตอบแทน 

ประเทศของเรามีช่องโหว่ขนาดมหึมา นั่นคือเราไม่เคยสร้างคน-เตรียมคนให้มีหัวใจที่พร้อมจะแบกรับภาระของบ้านเมือง แต่เราปล่อยให้คนของเราเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความกระหายผลประโยชน์ พร้อมกับนิสัยที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง 

กระบวนการทางการเมืองเป็นแหล่งที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องได้อย่างวิเศษ 

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้คำจำกัดความคำว่า “นักการเมือง” ไว้ว่า “ผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว”

มองวิธีเผยตัว วิธีหาเสียง วิธีที่จะชนะเลือกตั้ง-ที่กำลังลงมือทำกันอยู่ในตอนนี้ ก็เห็นอนาคตของการเมืองไทยชัดเจน 

คือวนอยู่ที่เดิม-ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕

คำที่เราปลอบใจกันก็มีเพียงแค่ว่า-ถ้าเราไม่ชอบใจรัฐบาลชุดนี้ สมัยหน้าเราก็อย่าเลือกเข้ามาอีก เรามีโอกาสเปลี่ยนตัวได้ ซึ่งต่างจากเผด็จการที่แม้ไม่ชอบเราก็ไม่มีโอกาสเปลี่ยนตัว 

แต่เราลืมมองให้ตลอดสาย 

มองตลอดสายก็คือ-คนที่เรียงหน้ามาให้เราเปลี่ยนตัวได้ในสมัยต่อไปนั้นก็คือ-คนที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความกระหายผลประโยชน์ พร้อมกับนิสัยที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง-ชุดใหม่นั่นเอง 

ต่างจากเผด็จการตรงที่ เผด็จการกินได้ชุดเดียว แต่เลือกตั้งผลัดกันกินได้หลายชุด 

และก็แน่นอน จะต้องมีคนบอกว่า ที่ไหนๆ มันก็เป็นอย่างนี้ ประโยคยอดนิยมที่ไม่ลืมพูดก็คือ “ฝรั่งเขาก็เป็นอย่างนี้” ไม่มีที่ไหนที่ไม่โกง ไม่มีที่ไหนที่ไม่ทุจริต 

ประหนึ่งว่า-พอพูดอย่างนี้เสร็จ ก็มีสิทธิ์โกงมีสิทธิ์ทุจริตทันที-โดยชอบธรรม

และก็เชื่อได้เลยว่า กลุ่มคนที่กำลังยกมือไหว้ประชาชนอยู่ในวันนี้ คนที่ประกาศว่ารักชาติรักบ้านเมือง ขออาสาเข้ามารับใช้ประชาชนรับใช้บ้านเมือง —

พอหลังวันเลือกตั้ง พวกที่ได้รับเลือกก็จะเริ่มต้นกระบวนการแย่งชิงตำแหน่งหรือเตรียมวางแผนแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้องต่อไป

ส่วนพวกที่ไม่ได้รับเลือกตั้งก็จะหายหน้าไปจากสังคมเหมือนกับไม่เคยประกาศขออาสาเข้ามารับใช้ประชาชนรับใช้บ้านเมือง 

ต่อจากนั้น-ต่อให้ปัญหาหล่นลงมากองอยู่หน้าบ้าน เขาก็จะไม่ช่วยทำอะไรทั้งนั้น

—————–

ขอยืนยันนะครับว่า ผมไม่ได้ต่อต้านการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น อย่ามาทะเลาะกับผม

ตั้งแต่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ผมไปเลือกตั้งทุกครั้ง จะมีเว้นอยู่บ้างก็เห็นจะมีครั้งเดียว คือครั้งหลังสุดที่มีการประกาศเรียกร้องให้คว่ำบาตรการเลือกตั้ง 

ครั้งที่กำลังจะมีต่อไปนี้ ผมก็จะไปเลือกตั้งอีก-ตามหน้าที่ของพลเมืองดี

เมื่อสังคมเราเห็นพ้องต้องกันให้ใช้ระบบเลือกตั้ง เราก็สมควรที่จะให้ความร่วมมือด้วยดี 

แต่พร้อมกันนั้นก็ต้องรู้เท่าทัน 

ในละแวกที่ผมอยู่ บ้านผมเป็นบ้านเดียวที่ไม่เคยมีนักเลือกตั้งมาเคาะประตูแจกเงิน เพราะเขารู้ว่าถ้าทำเช่นนั้นจะเจออะไร 

แต่บ้านที่เห็นแก่ค่ากับข้าวมื้อเดียว 

บ้านที่อ้างว่า-ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย 

และบ้านที่อ้างสารพัดอ้างเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว มีเป็นอเนกอนันต์ในสังคมไทย 

เป็นเหยื่ออันโอชะของระบบเลือกตั้ง 

นี่ต่างหากคือโจทย์ที่เรายังไม่เคยช่วยกันคิดตอบ 

ทำอย่างไรประชาชนของเราจึงจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองจนถึงระดับยกตัวเองให้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้-ไปสู่ความเห็นแก่ชาติบ้านเมือง

เป็นปัญหาเดียวกันหรือเป็นโรคเดียวกันกับปัญหาทางพระศาสนา-นั่นคือ ทำอย่างไรชาวพุทธในเมืองไทยจึงจะมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักพระธรรมวินัย จนถึงระดับที่นับถือและปฏิบัติถูกต้องตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา

ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้บริหารบ้านเมืองและผู้บริหารการพระศาสนาคนไหนท่านใดประกาศอุทิศชีวิตเพื่อทำงานตอบโจทย์ข้อนี้ – งานเพื่อให้ความรู้แก่เพื่อนร่วมโลก 

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

๑๖:๕๘

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น