บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

จากฮาลาล ถึงศาสนาประจำชาติ

จากฮาลาล ถึงศาสนาประจำชาติ

———————–

เมื่อวันก่อน ผมนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวในบ้าน มองไปที่ขวดน้ำซอส (sauce) เห็นเครื่องหมาย ฮาลาล ที่ฉลากปิดขวด ก็เลยเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมเครื่องหมายฮาลาลจึงมาอยู่ที่ฉลากปิดขวดน้ำซอส

ลองดูที่กล่องหรือกระป๋องของกินอื่นๆ อีกบางอย่าง ก็พบว่ามีเครื่องหมายฮาลาลด้วยเช่นกัน

เครื่องหมายฮาลาลมาอยู่ที่นี่ที่นั่นได้อย่างไร ?

ผมรู้เหมือนกับที่คนทั่วไปรู้ว่า ของบริโภคที่มีเครื่องหมายฮาลาลหมายความว่าพี่น้องมุสลิมสามารถบริโภคได้

แต่ที่ยังไม่รู้ก็คือ เครื่องหมายฮาลาลมาอยู่ที่ภาชนะบรรจุของบริโภคนั้นๆ ได้ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างไร

กรุณาฟังดีๆ นะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมหาเรื่องทะเลาะอีก

ผมหมายความว่า มีเหตุผลหรือมีระเบียบกฎหมายอะไรกำหนดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไรบ้างหรือไม่-โดยเฉพาะที่เกี่ยวไปถึงคนอื่นๆ นอกจากพี่น้องมุสลิม

สมมุติ-อาจจะช่วยให้เห็นประเด็นได้ง่ายขึ้น

สมมุติว่าผมเข้าใจเอาเองว่า –

ข้อ ๑ ในเมืองไทยนี้ ใครผลิตของกินอะไรขึ้นมาสักอย่างเพื่อจำหน่าย แล้วอยากจะให้ตลาดกว้างขวางไปถึงพี่น้องมุสลิมด้วย ก็จึงไปยื่นเรื่องกับหน่วยงานของศาสนาอิสลาม (ถ้ามี) ขอให้รับรองว่าของกินชนิดนี้พี่น้องมุสลิมกินได้ หน่วยงานนั้นตรวจสอบแล้วเห็นว่าของกินชนิดนั้นไม่ขัดกับหลักของศาสนาอิสลาม ก็อนุญาตให้ติดเครื่องฮาลาลได้ อาจมีค่าธรรมเนียมบ้างตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด

พี่น้องมุสลิมเมื่อเห็นเครื่องหมายฮาลาลก็สามารถซื้อกินได้ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันว่าของกินชนิดไหน มุสลิมกินได้หรือไม่ได้

และหมายความว่า ผู้ที่ผลิตของกินอะไรขึ้นมาสักอย่างเพื่อจำหน่ายจะไม่ทำอย่างที่ว่านี้ก็ได้ คือไม่ไปยุ่งกับอิสลาม พี่น้องมุสลิมจะซื้อก็ซื้อ จะไม่ซื้อก็ไม่ว่าอะไร ไม่ห่วงตลาดอิสลามว่างั้นเถอะ-อย่างนี้ก็ได้

เข้าใจอย่างนี้ ถูกต้องหรือไม่

 – หรือว่า –

ข้อ ๒ ในเมืองไทยนี้ ใครผลิตของกินอะไรขึ้นมาสักอย่างเพื่อจำหน่าย จะต้องไปยื่นเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานของศาสนาอิสลาม ขอให้รับรองว่าของกินชนิดนี้พี่น้องมุสลิมกินได้เสียก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะสามารถผลิตออกจำหน่ายได้โดยมีเครื่องหมายฮาลาลเป็นประกัน ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่สามารถผลิตออกมาจำหน่ายได้

พูดใหม่-แม้ชาวพุทธจะผลิตของกินเพื่อจำหน่ายในตลาดชาวพุทธ ก็ต้องขออนุญาตหน่วยงานอิสลามให้ออกเครื่องหมายฮาลาลให้ก่อน ถ้ามิเช่นนั้นจะผลิตออกมาจำหน่ายไม่ได้ ผิดกฎหมาย 

เข้าใจอย่างนี้ ถูกต้องหรือไม่

กรุณาฟังดีๆ นะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมหาเรื่องทะเลาะอีก

ความเข้าใจทั้งข้อ ๑ และข้อ ๒ ถูกหรือผิดอย่างไร มีข้อกฎหมายกำหนดไว้อย่างไรหรือไม่ 

ขอแรงญาติมิตรที่ถนัดทางกฎหมายช่วยเอาตัวบทกฎหมายข้อนั้นๆ ถ้ามี มาวางให้ดูแล้วอธิบายสู่กันฟังสักหน่อย จะได้ไหมครับ

ขอย้ำว่า ไม่ใช่จะหาเรื่อง แต่จะหาความรู้จริงๆ นะครับ

ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่องนี้

————–

ก็เหมือนกรณี-จังหวัดไหนมีมัสยิดตั้งแต่ ๓ แห่งขึ้นไป –

(๑) ให้มีคณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดในจังหวัดนั้นได้

(๒) ให้ประธานคณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดเป็นที่ปรึกษาผู้ราชการจังหวัดโดยตำแหน่ง

ผมเชื่อว่า จนถึงบัดนี้คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้

ก็เลยขอถือโอกาสขอแรง ญาติมิตรท่านใดมีตัวบทกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องนี้อยู่ในมือ หรือเห็นว่ามีอยู่ที่ไหน กรุณาเอามาวางไว้ให้เห็นทั่วๆ กันด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

————–

ผมนึกถึงวัดมหาธาตุ ราชบุรีบ้านผม เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา 

ที่วัดยังไม่มีโฉนด 

มีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยโดยสงบ และเปิดเผย

พอครบ ๑๐ ปี ก็มีคนมาบอกให้ไปยืนเรื่องขอออกโฉนดตามเงื่อนไขที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “ครอบครองปรปักษ์”

ระหว่าง ๑๐ ปีที่ครอบครอง ทุกคนพยายามสงบปากสงบคำ ไม่กระโตกกระตากอะไรทั้งสิ้น เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่พอครบ ๑๐ ปีเท่านั้นแหละ เจ้าประคุณเอ๋ย วัดมหาธาตุเสียที่วัดไปเป็นจำนวนมาก

…………

แต่ของสงฆ์นั้นศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เจ้าประคุณเอ๋ย แต่ละรายที่เอาที่วัดด้วยวิธีครอบครองปรปักษ์ ฉิบหายทันตาเห็น ไม่มีใครเจริญเลยสักรายเดียว

มีอยู่รายหนึ่ง ตายซ้ำ ๒ ครั้ง 

ครั้งแรกตายที่โรงพยาบาล

ญาติเอาศพกลับบ้าน ระหว่างทาง ศพถูกรถชนตายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

เป็นเรื่องที่เล่าขานกันสืบมาด้วยความสยอง

————–

บ้านเมืองเราเป็นนิติรัฐ คือตัดสินถูกผิดกันด้วยกฎหมาย

และประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายมิได้

ใครจับทางนี้ได้ คนนั้นชนะ

อยากได้อะไร อยากให้อะไรเป็นอย่างไร – ออกเป็นกฎหมาย

ไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามได้อะไร – พยายามคัดค้านไม่ให้ออกเป็นกฎหมาย

ใครจับทางนี้ได้ ยึดกฎหมายเป็นหลักได้ คนนั้นชนะ

ในขณะที่ชาวพุทธเรากำลังถวายทาน รักษาศีล เจริญภาวนากันอยู่อย่างขะมักเขม้นนั้น คนไทยตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง อาจได้ยินเสียงประกาศข่าวว่า บัดนี้ประเทศไทยบัญญัติศาสนาประจำชาติไว้ในกฎหมายได้เรียบร้อยแล้ว

แต่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ!

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๗ มิถุนายน ๒๕๕๙

๑๔:๓๐

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *