ตกลงว่าเราจะอยู่กันอย่างสัตว์นะครับ

ตกลงว่าเราจะอยู่กันอย่างสัตว์นะครับ

——————————–

ความจริงผมมีเรื่องที่ค้างเขียนอยู่หลายเรื่อง พอดีว่ามีเหตุจำเป็นหลายเรื่องแทรกเข้ามาทำให้ต้องพักไว้ก่อน พอตั้งท่าว่าจะเขียนเรื่องที่ค้างไว้ ก็พอดีมีเรื่องนี้แทรกเข้ามา 

มีพรรคพวกถามกรณีแนวคิดที่กำลังร้อนๆ อยู่ในตอนนี้ คือที่ว่า-พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ ครูบาอาจารย์ก็ไม่มีบุญคุณ ผมมีความเห็นอย่างไร 

อันที่จริงแนวคิดนี้เป็นเรื่องเก่ามาก คนเคยถกเถียงเรื่องนี้กันมานานนักหนาแล้ว คนรุ่นที่คิดเรื่องนี้ตอนนี้ก็เป็นพ่อเป็นแม่และเป็นปู่ย่าตายายหรือเป็นครูบาอาจารย์กันจนเกษียณอายุไปหมดแล้ว กาลเวลาที่ผ่านไปคงได้ให้คำตอบแก่คนรุ่นนั้นไปเรียบร้อยแล้ว คนรุ่นที่กำลังคิดเรื่องนี้กาลเวลาก็จะให้คำตอบแก่เขาในอนาคตด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าจะให้ตอบกันตอนนี้ ผมก็มีคำตอบครับ 

ผมตอบแทนคนที่เป็นพ่อเป็นแม่และเป็นครูบาอาจารย์ได้เลยว่า พวกลูกๆ และศิษย์ๆ ทั้งหลายโปรดสบายใจได้ 

พ่อแม่ปกติทั่วไปไม่เคยคิดจะทวงบุญคุณจากลูกๆ

ครูบาอาจารย์ปกติทั่วไปก็ไม่เคยคิดจะทวงบุญคุณจากลูกศิษย์

ลูกจะเห็นว่าพ่อแม่มีบุญคุณหรือไม่มี เป็นสิทธิเสรีภาพของลูกๆ

ศิษย์จะเห็นว่าครูบาอาจารย์มีบุญคุณหรือไม่มี เป็นสิทธิเสรีภาพของศิษย์

ลูกๆ จะเห็นอย่างไร ศิษย์ๆ จะเห็นอย่างไร ว่ากันได้เต็มที่ โปรดอย่ากังวลใดๆ ทั้งสิ้น

พ่อแม่หวังอย่างเดียว ขอให้ลูกเติบโตขึ้น หาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ไปทำผิดทำชั่ว แค่นี้ก็พอใจแล้ว 

ครูบาอาจารย์ก็หวังอย่างเดียว ขอให้ศิษย์มีวิชาความรู้เอาไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้ และไม่ไปทำผิดทำชั่ว แค่นี้ก็พอใจแล้ว

หวังแค่นี้จริงๆ 

ลูกจะมาเห็นบุญคุณ ศิษย์จะมาเห็นบุญคุณ แล้วก็จะมาตอบแทนบุญคุณอะไรนั่น ไม่เคยอยู่ในห้วงคำนึง 

เพราะฉะนั้นก็ขอย้ำคำเดิม-พวกลูกๆ และศิษย์ๆ ทั้งหลายโปรดสบายใจได้ 

ถ้าจะว่าไปแล้ว ลูกจะคิดอย่างไ ศิษย์จะคิดอย่างไร-เรื่องบุญเรื่องคุณ พ่อแม่และครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรือเสียอะไรออกไป 

การคิดเรื่องบุญเรื่องคุณ ถ้าอุปมาก็เหมือนการลงทุนทำธุรกิจ 

ลูกๆ จะขาดทุนหรือได้กำไร พ่อแม่ก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วย

ศิษย์ๆ จะขาดทุนหรือได้กำไร ครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วย

เป็นเรื่องได้เรื่องเสียของลูกๆ ของศิษย์ๆ โดยส่วนเดียวล้วนๆ ไม่ต้องลากเอาพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย คิดอย่างไร เห็นอย่างไร และจะทำหรือจะไม่ทำอะไรอย่างไร เชิญตามสะดวกทุกประการ

เป็นอันว่าเราเข้าใจตรงกันนะครับ

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่อยากชวนคิด

คืออยากจะตั้งคำถามชวนคิดว่า การที่สัตว์-หมูหมากาไก่นกหนูปูปีก-เมื่อมันมีลูกแล้วมันก็เลี้ยงลูกของมันนั้น มันทำเช่นนั้นเพราะมันมีคุณธรรม หรือว่ามันทำเช่นนั้นเพราะสัญชาตญาณ คือทำไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะมีใครไปอบรมสั่งสอนให้มันมีคุณธรรม

ไม่มีใครไปสอนแม่หมาให้รักลูก แต่มันก็รักลูกและเลี้ยงลูกของมันได้ บรรดาสัตว์ที่ออกลูกออกไข่แล้วเลี้ยงลูกเอง เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น

เราคงเห็นตรงกันว่า สัตว์รักลูกเลี้ยงลูกตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะมันมีคุณธรรม

ความจริงข้อนี้คงทำให้ลูกคน-โดยเฉพาะลูกๆ ที่เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ-มีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า พ่อคนแม่คนก็เหมือนสัตว์นั่นเอง รักลูกเลี้ยงลูกไปตามสัญชาตญาณ หาใช่เพราะมีคุณธรรมไม่ เพราะฉะนั้นที่ว่า “พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ” จึงเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้วอย่างแน่นอน 

ไชโย!!

ทีนี้ขอให้สังเกตต่อไปอีก 

ผมเคยเห็นแม่หมาตัวหนึ่ง บ้านที่มันอาศัยอยู่และคลอดลูกนั้นอาหารการกินไม่สู้จะสมบูรณ์ เมื่อลูกยังเล็ก มันอุตส่าห์ไปเที่ยวหากินไกลบ้าน กินจนเต็มท้องแล้วกลับมาสำรอกอาหารในท้องให้ลูกมันกิน 

ลูกหมาเมื่อโตขึ้นมันก็ไม่ได้เลี้ยงพ่อแม่มัน ไม่ต้องพูดถึงว่า-ไปเที่ยวหากินแล้วกลับมาสำรอกอาหารให้พ่อแม่มันหรอก แค่อาหารในชามตรงหน้ามันยังแย่งพ่อแม่มันกินเสียด้วยซ้ำ

สัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง-เหมือนคนอยู่รวมกันเป็นสังคม-พอโตขึ้นมันก็สมสู่กันโดยไม่เลือกว่าตัวนี้เป็นแม่มันหรือตัวนี้เป็นลูกมัน นี่เป็นความจริงอีกอย่างหนึ่งของสัตว์

ได้ความตรงกันว่า สัตว์ทั้งหลายไม่เคยรู้จักบุญคุณของพ่อแม่มัน ไม่มีสัตว์ตัวใดหวนกลับมาดูแลพ่อแม่ของมัน 

ถ้าเรายอมรับกันว่า พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ ครูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณ 

เราก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่า ลูกที่เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ ศิษย์ที่เห็นว่าครูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณ ก็จะมีค่าไม่ต่างอะไรกับสัตว์ตัวหนึ่งนั่นเอง เพราะสัตว์มันก็คิดอย่างนั้น 

ที่ว่ากันว่ามนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ มนุษย์เจริญกว่าสัตว์เดรัจฉาน ก็เป็นอันว่าเลิกคิดได้ 

ต่อให้ตีกรอบหาคำจำกัดความคำว่า “ประเสริฐ” คำว่า “เจริญ” ว่าหมายถึงมนุษย์สามารถประดิษฐ์คิดค้นนั่นนี่โน่นได้ แต่สัตว์ทำไม่ได้ ก็ยังมีข้อคิดในเชิงแย้งได้อยู่นั่นเอง

นกบินได้ด้วยลำพังตัวมันเอง แต่มนุษย์บินไม่ได้ ต้องอาศัยเครื่องช่วย ไม่มีเครื่องช่วยก็ไม่ประเสริฐกว่านก 

ปลาอยู่ในน้ำได้ด้วยลำพังตัวมันเอง แต่มนุษย์ต้องอาศัยเครื่องช่วยจึงจะอยู่ในน้ำได้ ไม่มีเครื่องช่วยก็ไม่ประเสริฐกว่าปลา

ไส้เดือนอยู่ในดินได้ด้วยลำพังตัวมันเอง แต่มนุษย์ถ้าจะอยู่ในดินก็ต้องประดิษฐ์เครื่องช่วยเป็นการใหญ่จึงจะอยู่ได้ ไม่มีเครื่องช่วยก็ไม่ประเสริฐกว่าไส้เดือน

ในแง่การทำลายล้าง สัตว์ฆ่ากันได้ลำพังตัวต่อตัว แต่มนุษย์คนเดียวฆ่ามนุษย์ด้วยกันได้ทีละเป็นสิบเป็นร้อย ฆ่ากันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านมนุษย์ก็เคยทำกับมนุษย์ด้วยกันมาแล้ว

ประเสริฐกว่า เจริญกว่า วัดกันที่ตรงไหน?

เป็นอันว่า สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมันก็เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ-เพราะสัญชาตญาณของมันบอกได้แค่นั้น เพราะฉะนั้น ถ้าคนเห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ คนก็ไม่ประเสริฐไปกว่าสัตว์ 

ตกลงว่า ต่อไปนี้เราจะอยู่กันอย่างสัตว์เดรัจฉานนะครับ OK?

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๓

๑๑:๒๒

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น