ทำไมไม่ช่วยกันทำชาตินี้ให้เป็นศาสนาพระเมตไตรย


ทำไมไม่ช่วยกันทำชาตินี้ให้เป็นศาสนาพระเมตไตรย

————————————————

เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ผมขับรถไปส่งอาจารย์ผู้หญิงที่บ้านไปตรวจตาที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วตามที่หมอนัด

ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วมีอาคารจอดรถซึ่งเปิดใช้มาเมื่อไม่นานนัก แต่ผมไม่ถนัดที่จะขับรถขึ้นไปบนนั้น ก็เลยขับเข้าไปจอดตรงที่ว่างลึกเข้าไปอีกหน่อยหนึ่ง เป็นพื้นธรรมดา กว้างขวาง ไม่ใช่ที่สำหรับจอดรถโดยเฉพาะ กึ่งๆ จะเป็นที่นารกร้าง แต่เพราะเป็นที่กว้างจึงมีผู้เอารถเข้าไปจอดกันมาก

ที่ตรงนั้นจะเป็นที่ของโรงพยาบาลเองหรือที่ของเอกชนที่โรงพยาบาลเช่าเป็นที่ให้คนที่มาโรงพยาบาลจอดรถ หรือว่าเป็นที่ส่วนตัวของใครสักคน แล้วคนมาโรงพยาบาลถือวิสาสะเข้าไปจอดกันเอง ก็ไม่ทราบแน่

เมื่อปีที่แล้ว คือแรกๆ ที่อาจารย์ผู้หญิงไปตรวจตาที่นั่น คนไข้ไม่มาก สมกับคำโฆษณาที่บอกต่อกันมาว่าโรงพยาบาลบ้านแพ้วเป็นองค์การมหาชน บริการแบบคลินิกเอกชน คือคนไข้ไม่ต้องมานั่งรอคิวกันยาวเหยียด มาปุ๊บตรวจปั๊บ ใช้เวลาไม่นานก็กลับบ้านได้

แต่ยิ่งไปหลายครั้ง สภาพก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป คนไข้นั่งรอหมอมีมากขึ้น กว่าจะเสร็จกว่าจะได้กลับบ้านใช้เวลานานขึ้น ครั้งแรกๆ ไปถึง ๗ โมง พอ ๙ โมงก็เสร็จ กลับบ้านได้ 

หนักๆ เข้าก็ช้าไปจนถึงเพล จนถึงเที่ยง 

ครั้งล่าสุดเมื่อสองหรือสามเดือนก่อน คนไข้นั่งรอกันเต็มทุกเก้าอี้ กว่าจะเสร็จ บ่ายโมง

ไปเมื่อวันที่ ๑๘ ถึงที่นั่น ๗ โมง คนไข้เต็มไปทั้งโรงพยาบาล นอกจากเต็มทุกเก้าอี้แล้วยังมีที่ยืนรอล้นหลาม ผมหาที่นั่งรออาจารย์ผู้หญิงไม่ได้เหมือนในอดีต ก็เลยออกไปรอที่รถ

วันนั้นผมต้องขับรถลึกเข้าไปจนถึงด้านในสุดของที่จอด เพราะด้านหน้า ด้านกลางมีรถที่ไปถึงก่อนจอดเต็มไปหมด

จาก ๗ โมง กว่าจะได้กลับบ้านบ่ายโมงครึ่ง

กว่า ๖ ชั่วโมงที่ต้องแกร่วอยู่ที่นั่นนั่นเองที่ผมคิดถึงเรื่องนี้

———————

สมมุติว่าเจ้าของที่ตรงนั้นเขาคิดค่าเช่าที่จอดรถ

ใครไม่เสียค่าจอด ห้ามเข้ามาจอด

เป็นเรื่องสมมุตินะครับ

ผมคิดต่อไป …

รถเข้ามาจอด ไม่ได้ทำให้ที่ดินเสียหาย

ไม่มีรถมาจอด เจ้าของที่ก็ไม่ได้เงิน แต่ก็ไม่ได้เสียอะไร

เจ้าของที่ไม่ได้ใช้พื้นที่บริเวณนั้นทำอะไร 

นอกจากปล่อยให้แดดส่อง ลมพัดผ่าน ฝนตกรด สุนัขขี้ ฯลฯ

แล้วทำไมจะต้องคิดค่าจอด (ตามสมมุติ)

เพียงเพราะเป็นเจ้าของที่ 

และเขาถือหลักว่าคนเราสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์

คนเราสัมพันธ์กันด้วยน้ำใจไม่ได้หรือ

หรือต้องมีผลประโยชน์เท่านั้น

สมมุติเจ้าของที่เป็นลมไปต่อหน้าผม

ผมไม่ต้องช่วยเหลือ ก็ได้ใช่ไหม 

เพราะผมไม่ได้ผลประโยชน์อะไรนี่

ถ้าจะให้ ผมก็ไม่อยากได้ แต่ผมก็ไม่อยากช่วย

จะอ้างน้ำใจ อ้างมนุษยธรรมกับผมได้ไหม

ก็เจ้าของที่เพิ่งบอก (ตามสมมุติที่ผมคิด) ว่า คนเราสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์

เมื่อผมไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากการช่วยคนเป็นลม

และถึงจะหยิบยื่นผลประโยชน์อะไรให้-เช่นจ้างผมให้พาไปส่งโรงพยาบาล ผมก็ไม่ต้องการค่าจ้าง เพราะเงินผมยังพอมีใช้

ถ้าจะตำหนิว่าผมไม่มีน้ำใจ ไม่มีมนุษยธรรม

ก็ต้องตำหนิเจ้าของที่ด้วย ว่าไม่มีน้ำใจ ไม่มีมนุษยธรรมเช่นกัน เพราะเรียกเก็บค่าที่จอดรถ

ถ้าจะแสดงถึงความมีน้ำใจ มีมนุษยธรรม ก็ควรให้จอดฟรี

แบบนั้นผมก็ยินดีจะพาเจ้าของที่ซึ่งเป็นลม (ตามสมมุติ) ไปส่งโรงพยาบาลฟรีเหมือนกัน

และดังนั้น มนุษย์เราจึงควรจะสัมพันธ์กันด้วยน้ำใจและมนุษยธรรม 

มากกว่าที่จะสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์-อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในทุกวันนี้

———————

เอาเถอะ มนุษย์เกิดไปคิดระบบธุรกิจ คือระบบที่แสวงหาผลประโยชน์ขึ้นมาเสียแล้ว จะเลิกก็คงไม่ได้ 

แต่อาจช่วยกันปฏิรูปได้ 

โดยการใช้ระบบน้ำใจและมนุษยธรรมเข้ามาแทนที่ ให้มากขึ้น ให้กว้างขวางขึ้น เหมือนน้ำใหม่ไล่น้ำเก่า จนกระทั่งระบบน้ำใจครองโลกแทนระบบธุรกิจ

ระบบธุรกิจ = ทุกอย่างต้องจ่ายเงิน

ระบบน้ำใจ = ทุกอย่างทำให้ด้วยน้ำใจไมตรี

———————

น้ำใจไมตรี ภาษาพระท่านเรียกว่า เมตตาธรรม

ชาวพุทธมักถวิลหาศาสนาพระศรีอารย์

ทำบุญทำกุศลอันใดก็ตั้งความปรารถนา-ขอให้เกิดทันศาสนาพระศรีอารย์

คำว่า “พระศรีอารย์” นั้นเราเรียกตัดมาไม่เต็มคำ

พระนามจริงๆ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นคือ “เมตเตยยะ” 

ไม่ใช่ “พระศรีอารย์”

พระนามเมตเตยยะนั้นผู้รู้ศัพท์แสงถ้อยคำเอาไปตกแต่งปรุงเป็นรูปบาลีปนสันสกฤตว่า “ศรีอริยเมตไตรย”

เรียกเต็มๆ ว่า “พระศรีอริยเมตไตรย”

แล้วหลากเสียงเป็น “พระศรีอารยเมตไตรย”

แล้วตัดสั้นเหลือเพียง “พระศรีอารย์”

พระนามจริงคือ “เมตไตรย” (บาลี เมตฺเตยฺย) เลยหายไป

ผมว่าเราน่าจะช่วยกันเรียกพระนามจริง จึงจะถูกต้อง

คือเรียกตามบาลีว่า “พระเมตเตยยะ”

หรือตามสันสกฤตว่า “พระเมตไตรย”

คำว่า “เมตฺยย” หรือเมตเตยยะ หรือเมตไตรย แปลว่า “ผู้ประกอบด้วยเมตตาธรรม”

เมตตาธรรมก็คือความมีน้ำใจ

ในสมัยศาสนาของพระเมตไตรยในอนาคตกาล มนุษย์จะมีเมตตาธรรมน้ำใจต่อกันเต็มเปี่ยม

สังคมสงบร่มเย็นทุกหย่อมหญ้า

ทุกอย่าง มนุษย์ทำให้กันด้วยน้ำใจไมตรี

ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นธุรกิจ ต้องจ่ายเงิน

โดยธาตุแท้แล้ว น้ำใจไมตรีจิตนั้นมีอยู่แล้วในหัวใจของทุกคน

เพียงแต่เปิดหัวใจ แล้วเทเมตตาธรรมออกมา

ศาสนาพระเมตไตรยก็อยู่ตรงหน้าเรานี่เอง ที่นี่ เดี๋ยวนี้เอง

ทำไมจะต้องรอไปเกิดในศาสนาพระเมตไตรย ซึ่งนานอีกตั้งแสนกัปแสนกัลป์อนันตชาติ

ในเมื่อเราสามารถทำให้ชาตินี้ที่นี่เดี๋ยวนี้เป็นศาสนาของพระเมตไตรยได้อยู่แล้ว

อย่างน้อยที่สุดก็ในชีวิต-ในหัวใจของเราเองแต่ละคน

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๐

:

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *