เขียนอย่างไร อ่านอย่างไร ต่อไปก็เลิกพูดกัน?

เขียนอย่างไร อ่านอย่างไร ต่อไปก็เลิกพูดกัน?

————————————

ภาษาไทยของเรา คำไหนจะอ่านอย่างไร มีหลักสำคัญข้อหนึ่ง คือ “อ่านตามหลักภาษา

ทุกวันนี้เรามีเหตุผลในการอ่านคำต่างๆ เพิ่มขึ้นมาข้อหนึ่ง เรียกกันว่า “อ่านตามความนิยม” 

ตัวอย่างเช่น คำว่า “คมนาคม” 

สมัยที่ผมเรียนชั้นประถมศึกษา (พ.ศ.๒๔๙๖-๒๔๙๙) ครูสอนให้อ่านคำนี้ว่า คะ-มะ-นา-คม 

พจนานุกรมก็กำหนดให้อ่าน คะ-มะ-นา-คม 

นี่คืออ่านตามหลักภาษา 

อ่านเป็นอย่างอื่นถือว่าอ่านผิดหลักภาษา 

ต่อมาไม่นานก็มีผู้อ่านคำนี้ว่า คม-มะ-นา-คม 

จาก คะ-มะ-นา- 

เป็น คม-มะ-นา- 

และอ่านเช่นนี้กันทั่วไป จนในที่สุดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ต้องเพิ่มคำอ่านจาก คะ-มะ-นา-คม เป็น คม-มะ-นา-คม อีกแบบหนึ่ง โดยบอกว่าเป็นการอ่านตามความนิยม และไม่ถือว่าผิด-ซึ่งก็คือยอมรับว่าถูกนั่นเอง

ครั้นมาถึงวันนี้ คำว่า “คมนาคม” มีคนอ่านว่า คม-นา-คม กันทั่วไป 

จะเห็นได้ว่า —

๑ จาก คะ-มะ-นา- กลายเป็น คม-มะ-นา-

๒ จาก คม-มะ-นา- กลายเป็น คม-นา- 

เชื่อว่าต่อไปถ้ามีคนอ่านคำนี้แปลกไปจากนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็จะต้องเพิ่มคำอ่านคำนี้ขึ้นมาอีก โดยอ้างว่าเป็นการอ่านที่ถูกต้องตามความนิยมเช่นเคย

ถามว่า หลักเกณฑ์การอ่านคำจำพวกนี้ที่มีกำหนดไว้ชัดเจน คนไทยไม่มีความสามารถจะศึกษาเรียนรู้และอ่านให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์กระนั้นหรือ?

ตอบว่า โดยความสามารถทางกายภาพ คนไทยในเวลานี้มีความสามารถที่จะศึกษาเรียนรู้และอ่านให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ได้อย่างยิ่ง

แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ ความใฝ่รู้และความอุตสาหะที่จะเรียนรู้

และสิ่งที่เกิดขึ้นแทน คือ ความมักง่าย

เวลานี้มีทฤษฎีแนวใหม่เกี่ยวกับภาษาไทยเกิดขึ้น กล่าวคือมีผู้เสนอว่า 

……………………………………………….

ภาษาไทยจะเขียนอย่างไรและจะอ่านอย่างไรไม่จำเป็นต้องเอากฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์หรือหลักภาษามาตัดสินอีกต่อไปแล้ว 

ควรใช้หลักเดียว คือ –

เขียนไปแล้วคนอ่านเข้าใจได้ตรงกันว่าสื่อสารถึงอะไร 

อ่านไปแล้วคนฟังเข้าใจได้ตรงกันว่าสื่อสารถึงอะไร 

– เท่านี้พอแล้ว

……………………………………………….

ถ้าเรายอมรับทฤษฎีนี้กันมากขึ้น ในที่สุดกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์หรือหลักภาษาก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป 

นั่นคือ คนไทยก็ไม่ต้องเรียนหลักภาษาไทยกันอีกต่อไป 

เรียนแค่ตัวอักษร ให้รู้ว่าอักษรตัวไหนใช้แทนเสียงอะไร

แล้วก็เรียนวิธีประสมตัวอักษรเป็นคำ-เท่านี้ก็พอแล้ว

ใครอยากสะกดคำไหนอย่างไร ก็สะกดไปตามสบาย ไม่มีผิดไม่มีถูก

ใครอยากอ่านคำไหนอย่างไร ก็อ่านไปตามสบาย ไม่มีผิดไม่มีถูก

และถ้าทฤษฎีนี้ลุกลามเข้าไปถึงภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ใช้บันทึกคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นภาษาที่มีกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ละเอียดรัดกุมเพื่อรักษาความหมายแห่งคำสอนให้ถูกต้องตรงตามต้นฉบับ

กลายเป็นว่า ต่อไปนี้ ภาษาบาลี –

ใครอยากสะกดคำไหนอย่างไร ก็สะกดไปตามสบาย ไม่มีผิดไม่มีถูก

ใครอยากแปลคำไหนอย่างไร ก็แปลไปตามสบาย ไม่มีผิดไม่มีถูก

อะไรจะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในอนาคต?

ถึงตอนนั้น –

“พุทธัง” แปลว่า “เอาสตังค์ใส่ตู้” 

แม่กองบาลีหรือกรรมการตรวจบาลีก็เอาผิดไม่ได้

เจริญเลย!!

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๘ มีนาคม ๒๕๖๕

๑๐:๓๙

………………………………………..

เขียนอย่างไร อ่านอย่างไร ต่อไปก็เลิกพูดกัน?

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น