อิมินาตั้งความปรารถนา

อิมินาตั้งความปรารถนา

———————–

“อิมินา” เป็นคำประเภท “สรรพนาม” ศัพท์เดิมในบาลีคือ “อิม” (อิ-มะ) หรือที่นักเรียนบาลีเรียกว่า “อิมะ-ศัพท์” แปลว่า “นี้” เทียบคำอังกฤษคือ this

“อิม” แจกด้วยวิภัตตินามที่สาม (ตติยาวิภัตติ) เอกพจน์ ปุงลิงค์และนปุงสกลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อิมินา” 

เวลาแปลจะต้องมีคำนามที่เป็นเจ้าของกำกับอยู่ด้วยเพื่อแสดงให้รู้ความหมายว่า “นี้” ที่กล่าวถึงนี้คืออะไรนี้ (คนนี้ ตัวนี้ สิ่งนี้)

เช่น “อิมินา กตปุญฺเญน” (อิมินา กะตะปุญเญนะ) แปลว่า “ด้วย-บุญที่ทำแล้ว-นี้”

“อิมินา” ที่ค่อนข้างคุ้นหูคุ้นปากคนไทยคือ “อิมินา ปุญฺญกมฺเมน” (อิมินา ปุญญะกัมเมนะ) หรืออิมินากรวดน้ำ หรือที่คนเก่านิยมเรียกกันว่า “อิมินาใหญ่” 

“อิมินา ปุญฺญกมฺเมน” แปลว่า “ด้วยบุญกรรมนี้…” จากนี้ก็เป็นข้อความตั้งความปรารถนาต่อไปอีกยืดยาว จบลงด้วยคำว่า “มาโรกาสํ ลภนฺตุ มา” (มาโรกาสัง ละภันตุ มา) แปลว่า “ขอมารอย่าได้โอกาส (ที่จะขัดขวางความปรารถนาของข้าพเจ้านี้)

“อิมินา” กรวดน้ำนี้ คนเก่าท่องได้กันเป็นส่วนมาก คนไม่รู้หนังสือก็ยังอุตส่าห์ท่องได้ น่าอนุโมทนา 

ภายหลัง สำนักสวนโมกข์ได้แปลเป็นบทร้อยกรองเผยแพร่ มีผู้ท่องบ่นกันแพร่หลายทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่ขอนำตัวบทมาเสนอในที่นี้

“อิมินา” ที่น่าสนใจอีกบทหนึ่ง ผมขอเรียกว่า “อิมินาตั้งความปรารถนา” เป็นข้อความสั้นๆ คือเป็นคาถาปัฐยาวัตบทเดียว 

“อิมินาตั้งความปรารถนา” ไม่เป็นที่รู้จักของคนทั้งหลาย อาจเป็นเพราะไม่มีใครนำมาเผยแพร่ 

ผมขออนุญาตนำมาแสดงไว้ในที่นี้ 

“อิมินา” ตั้งความปรารถนานี้เป็นคำของพระอนุรุทธเถระในอดีตชาติ ท่านเกิดเป็นคนเข็ญใจ ทำงานรับจ้างเกี่ยวหญ้า วันหนึ่งได้ใส่บาตรให้พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วได้ตั้งความปรารถนาเป็นข้อความดังนี้ – 

……………………………………

อิมินา  ปน  ทาเนน 

มา  เม  ทาฬิทฺทิยํ  อหุ 

นตฺถีติ  วจนํ  นาม 

มา  อโหสิ  ภวาภเว.

(อิมินา  ปะนะ  ทาเนนะ 

มา  เม  ทาฬิททิยัง  อะหุ 

นัตถีติ  วะจะนัง  นามะ 

มา  อะโหสิ  ภะวาภะเว.)

แปลว่า –

ด้วยผลแห่งทานนี้ 

ขอความยากจนเข็ญใจจงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า

ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้ยินได้ฟังคำว่า “ไม่มี” 

ทุกภพทุกชาติเทอญ

……………………………………

ปรากฏว่าท่านได้เป็นเศรษฐีทันตาเห็น 

เกิดมาชาติปัจจุบัน พระอนุรุทธะไม่เคยรู้ว่าคำว่า “ไม่มี” หมายความว่าอย่างไร เพราะต้องการอะไร “มี” หมดทุกอย่าง

………………………………………….

บุรพกรรมของพระอนุรุทธะ

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=35&p=12

………………………………………….

การตั้งความปรารถนาเช่นว่านี้ต่างจากการอ้อนวอนรอผลดลบันดาลอย่างไร?

การรอผลดลบันดาลคือการขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยดลบันดาลผลที่ต้องการให้สำเร็จ โดยเจ้าตัวไม่ต้องทำอะไรนอกจากอ้อนวอนหรือเซ่นสรวงบูชาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พอใจ 

แบบนี้ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา

การตั้งความปรารถนานั้น มิใช่ว่าอยู่ๆ ก็ตั้งได้ตามใจชอบ แต่เป็นกิจที่จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้บำเพ็ญบุญกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จลงแล้วและอ้างอำนาจบุญกรรมนั้นเป็นปัจจัยในการตั้งความปรารถนา

การตั้งความปรารถนาคือการตั้งเป้าหมายว่าต้องการให้ผลแห่งบุญกรรมนั้นเป็นเช่นไร 

อุปมาเหมือนคนที่ทำงานหาเงินโดยมีเป้าหมายว่าจะใช้เงินไปเพื่อการอันใด เมื่อหาเงินได้แล้วก็เอาเงินไปใช้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

………………………………………….

บำเพ็ญบุญกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง = ทำงานหาเงิน

ตั้งความปรารถนา = เอาเงินไปใช้ตามเป้าหมาย

………………………………………….

หรืออุปมาเหมือนลงมือปลูกพืชผลโดยตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไปเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายเอาเงินมาใช้เพื่อการอันใด เมื่อพืชออกผลก็เก็บเกี่ยวเอาไปใช้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

………………………………………….

บำเพ็ญบุญกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง = ลงมือปลูกพืชผล

ตั้งความปรารถนา = เก็บเกี่ยวผลเอาไปใช้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

………………………………………….

ส่วนการรอผลดลบันดาลนั้น คือ

ไม่ทำงานหาเงิน แต่นั่งรอให้คนเอาเงินมาหยิบยื่นให้ 

ไม่ปลูกพืชผล แต่นั่งรอให้พืชผลงอกเงยขึ้นมาเองโดยไม่ต้องทำอะไร 

การตั้งความปรารถนาเมื่อได้บำเพ็ญบุญกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จลงแล้วนี้ ท่านผู้หนักในธรรมบางจำพวกมักตำหนิว่าเป็นการทำบุญแบบหวังผล ยังเป็นการยึดติดอยู่กับผลบุญ ยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา 

ท่านที่ตำหนิเช่นนี้อาจลืมนึกไปว่า ระดับจิตใจของปุถุชนย่อมต้องอาศัยความปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวไปก่อนเสมอ 

พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อยังเป็นปุถุชน ต่างก็เคยตั้งความปรารถนากันมาก่อนทั้งสิ้น 

เจ้าของคาถา “อิมินาตั้งความปรารถนา” นั้น ต่อมาท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง คือพระอนุรุทธเถระผู้ได้รับเอตทัคคะเป็นเลิศในทางมีทิพยจักษุ

การที่ท่านได้รับเอตทัคคะเป็นเลิศในทางมีทิพยจักษุนั้น ก็เป็นผลที่ท่านตั้งความปรารถนาไว้ในอดีตชาตินั่นเอง

สมมุติว่า พระอนุรุทธเถระในอดีตชาติ ท่านไม่ได้ตั้งตั้งความปรารถนาให้ได้รับเอตทัคคะเป็นเลิศในทางมีทิพยจักษุ (ตามคำตำหนิว่าไม่ควรทำบุญแบบหวังผล) ชาตินี้เมื่อท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็คงหายเงียบไปเฉยๆ ไม่มีบทบาทอะไรในพระพุทธศาสนา

ในบ้านเมืองเรา มีผู้หนักในธรรมเป็นจำนวนไม่น้อยที่พยายามเกณฑ์ให้ปุถุชนต้องมีวิธีคิดและดำเนินชีวิตเหมือนอริยบุคคล ท่านใช้ไม้บรรทัดอริยะวัดทุกคน ใครทำไม่ได้ ไม่ถึง ไม่ตรงตามเกณฑ์ของพระอริยะ ท่านก็ตัดสินว่าผิดจากหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

ยังเป็นปุถุชน ดำเนินชีวิตตามกรอบของกัลยาณปุถุชน ไม่ผิดหรอกครับ

อุปมาเหมือนโดยสารเรือข้ามฟาก

ยังไม่ถึงฝั่ง ต้องเอาเรือไว้ก่อน

ถึงฝั่งแล้ว จึงค่อยเตือนกันว่า-ไม่ต้องแบกเรือไปนะ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

๑๑:๕๙

………………………………………..

อิมินาตั้งความปรารถนา

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *