ทัศนะที่มีอคติต่อคนที่ไปจากวัด

ทัศนะที่มีอคติต่อคนที่ไปจากวัด

———————————-

“คนที่ไปจากวัด” – ตามชื่อเรื่องนี้ หมายถึงคนที่บวชเป็นภิกษุสามเณร ศึกษาเล่าเรียนตามระบบของชาววัด ใช้ชีวิตอยู่ในวัดเป็นเวลานานพอสมควร แล้วสึกหาลาเพศออกไปอยู่ในสังคมชาวบ้าน

“คนที่ไปจากวัด” ตามที่ว่านี้ เมื่อไปอยู่ในสังคมโลก-โดยเฉพาะก็คือสังคมเมืองของไทย-มักจะถูกมองอย่างดูถูกดูแคลน ถูกดูหมิ่น เย้ยหยัน

การดูถูกดูแคลน ดูหมิ่น เย้ยหยัน สรุปรวมลงในคำว่า “พวกไม่ทันโลก”

คำว่า “ไม่ทันโลก” มีความหมายว่า โง่ ไม่รู้เหตุการณ์ของโลก อะไรเกิดขึ้นที่ไหนก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้วิชาการที่คนทั่วไปเขารู้กัน พูดเรื่องคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ กฎหมาย ปรัชญา ภาษาอังกฤษ ก็ไม่รู้เรื่อง และที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษก็คือ กินเหล้าเข้าสังคมไม่เป็น เที่ยวคลับ เที่ยวบาร์ เที่ยวผู้หญิงก็ไม่เป็น เที่ยวเสพสุขอื่นๆ แบบที่ชาวโลกเขานิยมกันก็ไม่เป็น ไม่รู้เรื่องพวกนี้ เอ่ยชื่อดาราหนังอะไรสักคนก็ไม่รู้จัก ฯลฯ

นี่คือลักษณะคนไม่ทันโลก 

คนที่ไปจากวัดจะถูกมองว่าเป็นคนแบบนี้ เป็นการมองอย่างดูถูกดูแคลน หรืออย่างฐานกรุณาที่สุดก็จะถูกมองว่า เป็นคนละพวกคนละชั้นกับพวกเขา-พวกที่เจริญอยู่ในโลกทั้งหลาย

นอกจากมองด้วยความรู้สึกดูแคลนแล้ว กิริยาวาจาที่แสดงออกก็มักส่อถึงความเย้ยหยันล้อเลียน

“ท่านมหา ฉันเย็นหรือยัง?” – อย่างนี้เป็นต้น

เพราะถูกมองด้วยทัศนะที่มีอคติเช่นนี้ จึงปรากฏว่า พวกที่โตไปจากวัดบางคน-หลายคน ไม่พอใจที่จะเปิดเผยตัวเองให้ใครรู้ว่าเป็นคนวัด เช่น ใครเรียก “มหา” ก็ชักไม่ชอบ

บางคนรู้ว่าสึกออกไปต้องโดนชาวโลกดูถูกแน่ๆ ก็ไม่ยอมให้ใครทันดูถูก ชิงแสดงตัวเป็นคน “หลุดโลก” ไปก่อนเลย เล่นเอาพวกที่จ้องจะดูถูกอ้าปากค้างไปเลย-ก็เคยมี

ถ้าจะลองถามดูว่า ที่มองว่าคนที่ไปจากวัดเป็นคนไม่ทันโลกนั้น ทันโลกหรือไม่ทันโลกเอาอะไรเป็นมาตรฐาน ถามกันตรงๆ เอาโลกไหน เอาโลกของใครเป็นตัวชี้วัด-จึงบอกว่าไม่ทันโลก 

จะตอบว่าอย่างไร?

โลกของคนที่มองว่าคนไปจากวัดไม่ทันโลกนั้น เป็นโลกที่ได้มาตรฐานแล้วหรือ เป็นโลกที่ถูกต้องดีจริงดีแท้แน่หรือ เป็นโลกที่มนุษย์ทั้งหลายควร “ทัน” หรือควรไปให้ทันให้ถึงให้เป็นเช่นนั้น-จริงหรือ

หรือจริงๆ แล้วก็เป็นแต่เพียงคนพวกหนึ่งนิยมอย่างนั้น แล้วก็เลยคิดเห็นไปว่า สิ่งที่พวกตนนิยมนั้นถูกต้องเหมาะสมดีงาม ใครไม่เป็นเช่นที่พวกตนเป็นถือว่าไม่ทันโลก

ผมชอบใจคำพูดของท่านอาจารย์ นาวาเอก ธัญนพ ผิวเผือก อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ที่ท่านย้อนถามคนที่พูดว่าพวกไปจากวัดเป็นคนไม่ทันโลกว่า – 

“โลกไหนที่คุณว่าพวกผมไม่ทันน่ะ คุณว่าพวกผมไม่ทันโลกของคุณ พวกคุณเองนั่นแหละก็ไม่ทันโลกของพวกผม” 

……………………

ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งก็คือ คนที่ไปจากวัดไม่เคยดูถูกดูแคลนชาวโลกชาวบ้านว่าใครไม่ทันโลก ไม่ใช่เพราะพวกท่านๆ ที่เป็นชาวโลกชาวบ้านนั้นเป็นพวก perfect จนหาที่ติมิได้ หรือพวกที่ไปจากวัดล้วนเป็นพวกต่ำต้อยจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองใคร จึงไม่รู้ว่าจะไปดูถูกดูแคลนใคร

แต่เหตุผลสำคัญเป็นเพราะ-เราไม่เคยถูกสอนให้ดูถูกดูแคลนใคร พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้มนุษย์ดูถูกดูแคลนเย้ยหยันหมิ่นหยามกัน มีแต่ทรงสอนให้แผ่เมตตาให้กัน คือมองกันด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตร มีไมตรีจิตต่อกัน ทำความรู้สึกว่าทุกคนที่เราพบเห็นนั่นคือ “เพื่อนรักของเรา” 

ด้วยพื้นฐานความคิดเช่นนี้ ทำไมเล่าเราจึงจะต้องดูถูกดูแคลนเย้ยหยันหมิ่นหยามกัน?

ต่อให้คนที่ไปจากวัด-และแม้แต่คนที่อยู่ในสังคมโลกคนนั้นนั่นแหละ-จะเป็นคนกระจอกงอกง่อยจริงๆ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง ท่านก็ยังสอนให้แผ่ไมตรีต่อกันอยู่นั่นเอง

……………………

ใครที่เคยเรียน-เคยอ่านนิทานอีสป คงจะจำได้ เรื่องแรกในหนังสือนิทานอีสปฉบับที่กระทรวงศึกษาธิการพิมพ์เป็นแบบเรียนคือนิทานเรื่อง ราชสีห์กับหนู 

นิทานเรื่องนั้นสอนให้รู้ว่า “แม้แต่ผู้เลวทรามก็อย่าได้ดูถูก ถ้าเราทำดีแก่เขา เขาอาจจะแทนคุณเราได้”

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕

๑๕:๑๗

……………………………………..

ทัศนะที่มีอคติต่อคนที่ไปจากวัด

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น