ความจริง

ความจริง

…………………………….

———

สัจธรรม-ความจริง ไม่ขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อ”

หมายความว่าใครจะเชื่ออย่างไรหรือไม่เชื่ออย่างไร ความจริงก็คงเป็นอย่างที่มันเป็น 

ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อหรือความไม่เชื่อของใคร

ตัวอย่างเช่น ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก

ไม่ใช่ว่า-ใครเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก คนนั้นก็เกิดอีก

ใครเชื่อว่าตายแล้วไม่เกิดอีก คนนั้นก็ไม่เกิดอีก

ไม่ใช่อย่างนั้น

ถ้าตายแล้วเกิดอีก ไม่ว่าใครจะเชื่ออย่างไร เขาก็ต้องเกิดอีก

ถ้าตายแล้วไม่เกิดอีก ไม่ว่าใครจะเชื่ออย่างไร เขาก็ไม่เกิดอีก

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าความจริงเป็นอย่างไร ใครจะตัดสินชี้ขาดได้?

วิธีที่จะรู้ ไม่ใช่ด้วยการตั้งคำถามให้คนอื่นตอบ 

ท่านว่าหน้าที่ของเราคือ ทำความเห็นให้ตรงกับความจริง 

ไม่ใช่เกณฑ์ให้ความจริงตรงกับความเห็น

เรื่องนรก-สวรรค์ กระทะทองแดงหรือวิมานชั้นฟ้าก็ทำนองเดียวกัน

ถ้าอยากรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ก็จงเร่งทำความเห็นของเราให้ตรงกับความจริง 

วิธีทำ ท่านก็ให้ทำกับจิตของเรา คือทำจิตให้นิ่ง ให้สงบ 

ตามหลักที่ว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ = เมื่อจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง

เมื่อจิตนิ่งถึงที่แล้วก็ใช้ความนิ่งนั้นเป็นสนามปฏิบัติการเพื่อปลูกปัญญาต่อไป

ปัญญาที่สมบูรณ์และคมชัดจะเป็นตัวรู้สัจธรรมตามความเป็นจริง

ใครจะตีความคำสอน ก็ตีไป เป็นทางให้เกิดความคิดต่อไปได้อีกเหมือนกัน 

แต่ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้รู้ประจักษ์ความจริง 

เพราะสัจธรรม-ความจริง พิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีตีความ 

หากแต่ต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือปฏิบัติ 

และต้องเป็นการปฏิบัติที่ถูกทางด้วย

ถ้าใครจะถามต่อไปอีกว่า-แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าปฏิบัติอย่างไรถูกทางหรือไม่ถูกทาง? 

เรื่องก็ยาว 

วิธีที่จะทำให้เรื่องสั้นเข้าก็คือลงมือทำเดี๋ยวนี้

คนที่อยากรู้รสชาติของอาหารใดๆ 

ทางตรงที่สุดคือกินอาหารนั้น

ไม่ใช่ไปเที่ยวถามใครๆ ว่า แกงเผ็ดรสชาติเป็นอย่างไร ต้มจืดรสชาติเป็นอย่างไร

การตั้งปัญหาถามโดยไม่ลงมือทำ ไม่มีทางที่จะได้คำตอบที่ถูกต้อง

อยากรู้ว่านรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ 

อย่าพิสูจน์ด้วยทฤษฎีหรือตีความอย่างเดียว

ต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำด้วย

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๒ มกราคม ๒๕๕๙

๑๔:๑๓

ขอบคุณภาพประกอบจากโพสต์ที่ Zamar Sib Oon แชร์มาให้อ่าน 

——

ที่มา:

ความคิดเห็นท้ายโพสต์ของ Zamar Sib Oon ได้แชร์รูปภาพไปยัง ไทม์ไลน์ ของคุณ

๒๑ มกราคม ๒๕๕๙

(เป็นภาพข้อความ)

———

ทองย้อย แสงสินชัย 

๒๑ มกราคม ๒๕๕๙

(ข้อความเดิม)

สัจธรรมไม่ขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อ”

.

หมายความว่าใครจะเชื่ออย่างไรหรือไม่เชื่ออย่างไร มันก็คงเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อหรือความไม่เชื่อของใคร

.

ตัวอย่างเช่น ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก

.

ไม่ใช่ว่า-ใครเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก คนนั้นก็เกิดอีก

ใครเชื่อว่าตายแล้วไม่เกิดอีก คนนั้นก็ไม่เกิดอีก

.

ถ้าตายแล้วเกิดอีก ไม่ว่าใครจะเชื่ออย่างไร เขาก็ต้องเกิดอีก

ถ้าตายแล้วไม่เกิดอีก ไม่ว่าใครจะเชื่ออย่างไร เขาก็ไม่เกิดอีก

.

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าความจริงเป็นอย่างไร ใครจะตัดสินชี้ขาดได้?

.

วิธีที่จะรู้ ไม่ใช่ด้วยการตั้งคำถามให้คนอื่นตอบ ท่านว่าหน้าที่ของเราคือ ทำความเห็นให้ตรงกับความจริง ไม่ใช่เกณฑ์ให้ความจริงตรงกับความเห็น

.

ถ้าอยากรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ก็จงเร่งทำความเห็นของเราให้ตรงกับความจริง วิธีทำท่านก็ให้ทำกับจิตของเรา คือทำจิตให้นิ่ง ให้สงบ ตามหลักที่ว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ = เมื่อจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง

.

ใครจะตีความคำสอน ก็ตีไป เป็นทางให้เกิดความคิดต่อไปได้อีกเหมือนกัน แต่ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้รู้ประจักษ์ความจริง เพราะสัจธรรม-ความจริงพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีตีความ หากแต่ต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือปฏิบัติ และต้องเป็นการปฏิบัติที่ถูกทางด้วย

.

ถ้าใครจะถามต่อไปอีกว่า-แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าปฏิบัติอย่างไรถูกทางหรือไม่ถูกทาง? เรื่องก็ยาว วิธีที่จะทำให้เรื่องสั้นเข้าก็คือลงมือทำเดี๋ยวนี้

.

การตั้งปัญหาถามคนอื่นโดยตัวเองไม่ได้ลงมือทำ ไม่มีทางที่จะได้คำตอบที่ถูกต้อง

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *