ใส่บาตรให้ถูกวิธี (๗)

ใส่บาตรให้ถูกวิธี (๗)

—————–

ใส่บาตรให้ถูกวิธีตอนนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาที่คาใจ แต่เป็นปัญหาที่เชื่อว่าจะต้องกระทบใจอย่างแรง และไม่ใช่เฉพาะใจของคนใส่บาตร แต่เป็นใจของพระด้วย 

นั่นก็คือการเอาเงินใส่บาตร 

ถามว่า พระออกบิณฑบาต ชาวบ้านเอาเงิน (money) ใส่บาตร ผิดหรือไม่? 

ผิดหรือไม่ ต้องไปตั้งหลักกันที่วินัยของพระก่อน 

อย่างที่ผมพูดอยู่บ่อยๆ – เรื่องแบบนี้เราพลาดกันมาก 

พลาดตรงที่เอาความเห็นของตัวเองขึ้นก่อน แล้วก็เอาความเห็นของตัวเองนำหน้าตลอด หลักพระธรรมวินัยท่านแสดงท่านบัญญัติไว้อย่างไร ไม่รู้ ไม่สน ไม่เรียน ไม่ต้องเอามาพูด แต่ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า-เรื่องนี้มันควรจะต้องเป็นอย่างนี้ 

เลยกลายเป็นว่า ข้าพเจ้านี่แหละเป็นเจ้าของพระศาสนา 

เรื่องพระรับเงิน ชาวบ้านถวายเงิน จนถึงกับทุกวันนี้พระออกบิณฑบาตเงินโดยเฉพาะ ประกาศชัดเจน-รับเฉพาะเงินอย่างเดียวนะโยม อาหารหรือของอื่นใดไม่รับ – ผมเคยพูดมาหลายครั้ง พูดมามากพอควร แต่ยินดีจะพูดอีก 

อันดับแรก กรุณายอมรับกันก่อนนะครับว่า เรื่องนี้เป็นศีลข้อหนึ่งของพระ เป็นพุทธบัญญัติ 

ท่านที่สนใจชอบตั้งปัญหา – พระทำอย่างนี้ได้หรือ พระทำอย่างนี้ผิดไหม พระทำอย่างนี้ถูกไหม ขอได้โปรดช่วยกันจำไว้และสั่งสอนลูกหลานว่า ในบรรดาศีล ๒๒๗ ข้อของพระนั้น มีข้อหนึ่ง-ห้ามพระรับเงิน 

จำไว้สั้นๆ แค่นี้ก่อน รายละเอียดเงื่อนไขปลีกย่อยมีอีกเยอะ เก็บไว้ศึกษากันต่อไป 

ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือใครจะไม่เห็นด้วย ใครจะปฏิบัติตามหรือใครจะไม่ปฏิบัติตาม พุทธบัญญัติหรือศีลข้อนี้ก็มีอยู่แล้ว ยังมีอยู่ และจะยังอยู่ตลอดไป 

หน้าที่ของพุทธบริษัทคือ พยายามหาวิธีที่จะปฏิบัติตามพุทธบัญญัติให้ได้ให้เรียบร้อยบริสุทธิ์บริบูรณ์ 

สังเกตดูว่า เวลานี้วิปริตกันมาก คือแทนที่จะพยายามช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันหาทางที่จะปฏิบัติตามให้ได้ กลับพยายามช่วยกันหาวิธีที่จะไม่ปฏิบัติตาม พยายามหาเหตุผลความจำเป็นสารพัดมาอ้างว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว สังคมเปลี่ยนไปแล้ว ปฏิบัติไม่ได้ทำตามไม่ได้

เมื่อมีหลักพระวินัยบัญญัติไว้อย่างนี้ ถามว่า พระออกบิณฑบาต ชาวบ้านเอาเงินใส่บาตร ผิดหรือไม่? 

คำตอบชัดๆ ก็คือ ผิดครับ 

คำแนะนำที่ตามมาติดๆ ก็คือ 

ถ้าเคยทำ เลิกซะ อย่าทำอีก 

ถ้ายังไม่เคยทำ ก็อย่าริทำเป็นอันขาด

เหตุผลของคนที่เอาเงินใส่บาตรมีเป็นกระบุง พูดกันมามากแล้ว สรุปสั้นๆ – ใส่อาหาร พระก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระจะได้เอาเงินไปซื้อของจำเป็นอื่นๆ ได้อีกสารพัด เพราะฉะนั้น ใส่เงินดีที่สุด

บางท่าน-หลายท่านประกาศจุดยืนชัดเจน วินัยจะห้ามไว้ ศีลจะห้ามไว้ก็ห้ามไป ข้าไม่สน ข้าจะใส่ ใครจะทำไม สมัยนี้เงินจำเป็นที่สุด พระไม่มีเงินอยู่ไม่ได้ ใส่บาตรเงินช่วยให้พระอยู่ได้ พระอยู่ได้ ศาสนาอยู่ได้

สาธุ 

เหตุผลดี เจตนาดี ดีมากๆ ด้วย

แต่ขอโทษ-วิธีปฏิบัติเลวครับ 

ผมยินดีให้ท่านโกรธที่ใช้คำนี้ จะรุมกระทืบด้วยก็เชิญ 

เพราะพูดดีๆ มาเยอะแล้ว ไม่ฟัง 

วิธีเอาเงินใส่บาตรไปทื่อๆ นั้นผิดครับ 

ถ้าสามารถมีเหตุผลดีนักหนาได้ 

ถ้าสามารถมีเจตนาแสนประเสริฐได้ 

ก็ควรจะสามารถทำด้วยวิธีที่ถูกต้องได้ด้วย 

ไปวัดครับ ถามหาไวยาวัจกร มอบเงินให้ไวยาวัจกร ระบุความจำนงว่าให้ใช้ไปเพื่อจัดหาของใช้ที่สมควรแก่สมณบริโภคให้แก่พระ- จะเจาะจงพระรูปไหน หรือไม่เจาะจง แต่ถวายเป็นส่วนรวมก็ได้ 

บอกพระก่อนว่าจะถวายเงินอย่างนี้ๆ แล้วไปบอกไวยาวัจกร มอบเงินให้ไวยาวัจกร แบบนี้ก็ยิ่งดี ถูกต้องตามลำดับการถวาย

นี่คือวิธีวิธีที่ถูกต้อง

พูดแบบนี้จะต้องมีคนค้านกันอึงคะนึงว่า นี่คือวิธีที่เลอะเทอะ เฟอะฟะ เยอะยะ ยุ่งยาก มากเรื่อง ไม่มีมนุษย์ที่ไหนเขาทำกันหรอก พระอยู่ตรงนี้แล้ว เงินอยู่ในมือแล้ว ใส่บาตรไปเลย สะดวกที่สุดในโลกแล้ว 

ก็เพราะคิดแบบนี้ไงครับ วินัยของพระจึงได้ฉิบหายไปเสียเยอะแยะแล้ว ฉิบหายไปเพราะฝีมือคนมีเหตุผลดีนักหนา มีเจตนาแสนประเสริฐแบบนี้แหละ 

ทางฝ่ายนักใส่บาตรก็ใช่ย่อย ปัญหาเพียบเหมือนกัน สรุปรวมก็คือ อยากใส่บาตรทุกวัน ของอื่นหาไม่สะดวก คิดว่าเงินนี่แหละดีที่สุด แต่จะให้ไปวัดตามคำแนะนำนั้นทำไม่ได้ ไม่สะดวก นี่กำลังจะรีบไปทำงาน รีบไปส่งลูก จะให้ถ่อไปวัดได้ยังไง ไม่เอา ฯลฯ 

ถ้าเช่นนั้น ฟังคำแนะนำใหม่อีกที 

เอางี้ครับ 

ออกจากบ้านจะไปทำงานหรือไปไหนก็ตาม 

เกิดศรัทาอยากจะเอาเงินใส่บาตร 

ควักเงินออกมาจบ

ตั้งจิตอธิษฐาน-เงินนี้ข้าพเจ้าขอตัดใจบริจาคถวายพระถวายสงฆ์ ขอจงเป็นบุญถึงบิดามารดา ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานเทอญ … หรือจะตั้งความปรารถนาอะไรอีก อุทิศส่วนบุญให้เจ้ากรรมนายเวร เจ้ากรุงพาลี ท้าวสีทันดร ฯลฯ เป็นบัญชีหางว่าวอีกสักเท่าไร ก็เชิญตามสบาย 

จบเสร็จอธิษฐานเสร็จ เอาเงินที่จบนั้นเก็บไว้ในที่อันสมควร จะเตรียมซอง เตรียมกล่อง เตรียมเก๊ะอะไรไว้ที่ไหนก็ได้ เอาเงินเก็บไว้ในนั้น ห้ามเอาออกมาใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นเงินที่เราบริจาคแล้ว เป็นของพระของสงฆ์ของพระศาสนาไปแล้ว ไม่ใช่ของเรา

ขอรับรอง รับประกัน ยืนยันนั่งยันนอนยันว่า ณ บัดนั้นท่านได้ทำบุญใส่บาตรเรียบร้อยแล้วทุกประการ ได้บุญสมบูรณ์แล้วทุกประการ

แต่ที่สุดแสนจะประเสริฐวิเศษสุดก็คือ 

๑ พระไม่ต้องเป็นอาบัติจากการกระทำของท่าน และ – 

๒ ท่านก็ไม่ต้องทำบุญได้บาปติดปลายนวมมาด้วยเพราะทำให้พระต้องอาบัติ

ขอแทรกเรื่องนี้หน่อย

เคยได้ยิน เคยเห็น หรือเคยทำแบบนี้ไหมครับ – 

ไปร่วมงานอุปสมบท นั่งรออนุโมทนาในโบสถ์หน้าโบสถ์ พอสำเร็จเป็นองค์พระจะออกจากโบสถ์ ก็จะมีท่านผู้บอกทางสวรรค์ร้องประกาศให้ญาติโยมพี่น้องไปตั้งแถวรอตั้งแต่หน้าประตูโบสถ์ลงไป เชิญชวนให้ใส่บาตรพระใหม่ จะเป็นดอกไม้ธูปเทียนอะไรก็ได้ แต่ที่ไม่ควรขาดคือเงิน เตรียมเงินใส่ย่ามพระใหม่ด้วยนะครับ ทำบุญกับพระใหม่ได้กุศลแรง

ทำไมจึงว่า-ทำบุญกับพระใหม่ได้กุศลแรง อ๋อ ก็เนื่องจากพระเพิ่งบวชใหม่ ศีลของท่านยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องย่อมได้กุศลแรงด้วยประการฉะนี้ 

เป็นตรรกะที่ฟังแล้วสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง อยากได้กุศลแรงก็เลยใส่กันใหญ่ ทั้งดอกไม้ธูปเทียน และที่จะต้องไม่ขาดก็คือ-เงิน

อุตส่าห์อ้างเสียดิบดีว่า ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องได้กุศลแรง แต่วิธีที่เอาเงินใส่บาตรใส่ย่าม ทำให้พระใหม่มีศีลไม่บริสุทธิ์ไปในทันทีทันใดตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากโบสถ์

เป็นตรรกะที่สุดยอดจะวิปริตจริงๆ

แต่วิธีตัดใจบริจาคที่ผมเสนอแนะมานั้นเป็นวิธีที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแท้จริง พระไม่ต้องอาบัติ ท่านเองก็ไม่ต้องทำบุญแถมบาป 

วันต่อไป อยากเอาเงินใส่บาตรอีก ก็ทำแบบเดิมอีก เก็บเงินใส่ซองใส่กล่องใส่เก๊ะเพิ่มเข้าไปอีก 

ทำแบบนี้ทุกครั้งไป

ครั้นพอถึงวันใดวันหนึ่งที่ท่านสะดวกแสนสะดวก ท่านก็เปิดซองแกะกล่องเปิดเก๊ะ เอาเงินทั้งหมดไปที่วัด วัดไหนก็ได้ที่ท่านศรัทธาหรือท่านสะดวก ถามหาไวยาวัจกร ดำเนินการตามขั้นตอนที่แนะนำมาแล้วข้างต้น

เป็นอันว่าท่านก็ได้ทำบุญด้วยเงินสมความปรารถนา 

ตามที่บรรยายมา ท่านคิดว่าขั้นตอนไหนหรือตรงไหนที่ท่านทำไม่ได้? 

ก็อาจจะมีคนยกภูเขาเอามาขวางทาง เช่นบอกว่า บางวัดไม่มีไวยาวัจกร หรือมีไวยาวัจกรก็จริง แต่ตัวอยู่ไหนไม่รู้ ไม่ได้อยู่ที่วัด หาตัวไม่เจอ ยุ่งยาก อย่างนี้เป็นต้น

ผมยอมรับครับว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายที่สุดของวัดต่างๆ หรือพูดรวมๆ ว่า-ของคณะสงฆ์ไทย 

ตามพระวินัยก็ให้มีไวยาวัจกร

กฎหมายคณะสงฆ์ก็บัญญัติให้วัดต้องมีไวยาวัจกร

แต่มีวัดเป็นอันมากที่ไม่ใส่ใจไม่สนใจที่จะปฏิบัติให้เรียบร้อย

หลายวัดมีศักยภาพมีเทคนิคในการขุดบ่อล่อปลาเป็นเลิศ 

แต่จัดหาเจ้าหน้าที่รอรับเงินบริจาคให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับทำไม่เป็น ทำไม่ได้ 

ขออนุญาตประท้วงไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ศึกษาเพิ่มเติมอีกสักหน่อยก็ได้ 

พระวินัยบัญญัติห้ามพระรับเงินก็จริง แต่พระวินัยก็มีทางออกสำหรับคนที่อยากถวายเงิน นั่นคือวิธี “ปวารณา” 

วิธีปฏิบัติคือ มอบเงินให้ไวยาวัจกร บอกให้ชัดว่าถวายใคร แล้วแจ้งแก่พระรูปนั้น ว่าข้าพเจ้าถวายเงินแก่ท่านเป็นจำนวนเท่าไร เงินอยู่ที่ไวยาวัจกรแล้ว ต้องการใช้อะไร พระกับไวยาวัจกรไปจัดการกันเอง 

นี่คือช่องทางที่พระวินัยเปิดไว้ให้ 

ประตูมีออก จะต้องแหกคอกทำไม 

ทุกวิธีปฏิบัติมีปัญหา ช่วยกันคิดแก้เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง อย่าลากภูเขาออกมาขวางแล้วบอกว่าทำไม่ได้ 

ข้อเยื้องแย้งที่ยกอ้างกันมากก็คือ ต่อให้ถวายผ่านวิธีปวารณาหรือผ่านไวยาวัจกรกันอย่างไร ในที่สุดเงินนั้นก็ไปเข้ามือพระ พระก็รับเงินจับเงินใช้เงินจนได้ 

แล้วจะต้องดัดจริตเล่นละครกันอยู่ทำไมไม่ทราบ 

ขออนุญาตย้ำคำเดิม-ก็เพราะคิดแบบนี้ไงครับ วินัยของพระจึงได้ฉิบหายไปเสียเยอะแยะแล้ว 

ประเด็นนี้ผมมีวิธีคิดครับ

หลักคิดสั้นๆ ง่ายๆ ของผมก็คือ-หน้าที่ใครหน้าที่มัน 

ระหว่างเรากับพระ หลักการหลักเกณฑ์หลักพระวินัยมีอยู่อย่างไร พยายามศึกษาหาความรู้ให้เข้าใจ ให้ชัดเจน แล้วตั้งใจปฏิบัติตามนั้นให้ครบถ้วน – นี่คือหน้าที่ของเรา 

อย่างกรณีถวายเงิน ถวายอย่างไรถูกต้องตามพระธรรมวินัย เราปฏิบัติตามนั้นให้ครบถ้วน จบ เสร็จ เราทำหน้าที่ของเราถูกต้องครบถ้วนเสร็จสมบูรณ์แล้ว หมดหน้าที่ของเรา 

ระลึกขึ้นมาทีไร เราก็อิ่มใจทีนั้นว่าเราปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามพระธรรมวินัย 

ระลึกอยู่จนถึงวินาทีที่เราหมดลมหายใจ เราก็ไปสุคติแน่นอน

นี่ฝ่ายเราผู้ถวาย 

ฝ่ายพระ ฝ่ายไวยาวัจกรหรือผู้ทำหน้าที่รับเงินจ่ายเงินแทนพระ ท่านก็มีหน้าที่ของท่านเช่นกัน หลักการหลักเกณฑ์หลักพระวินัยมีอยู่อย่างไร ท่านก็ต้องพยายามศึกษาหาความรู้ให้เข้าใจ ให้ชัดเจน แล้วตั้งใจปฏิบัติตามนั้นให้ครบถ้วน นี่คือหน้าที่ของพระ

เราไปบังคับกะเกณฑ์ให้ท่านทำหน้าที่ของท่านไม่ได้ แต่เราบังคับตัวเราได้ 

ถ้าพระท่านไม่ปฏิบัติตามพระวินัย ก็เป็นความบกพร่องของท่าน 

ถ้ามีความเสื่อมเสียต่อพระศาสนาเกิดขึ้น ความเสื่อมเสียนั้นก็มาจากท่าน ไม่ได้มาจากเรา 

ตามที่ถูกที่ควร เมื่อพระท่านเห็นว่าเราญาติโยมตั้งใจปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัย ท่านก็ควรจะมีกำลังใจหาวิธีหาหนทางที่จะพยายามปฏิบัติพระธรรมวินัยให้ถูกต้องให้จงได้ 

เราปฏิบัติถูกต้องก็เป็นการถวายกำลังใจให้พระได้อีกทางหนึ่ง 

แต่ถ้าเราจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยไปแต่ต้น (อ้างความไม่สะดวกสารพัด) 

ฝ่ายพระก็จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยไปแต่ต้น (อ้างความจำเป็นสารพัดเช่นกัน) 

เลยกลายเป็นบกพร่องทั้งสองฝ่าย 

เท่ากับช่วยกันเร่งให้พระศาสนาถึงกาลวิบัติเร็วขึ้น 

ถ้าใครคิดว่า ยังไงๆ พระศาสนาก็ต้องเสื่อมอยู่แล้ว (ตามหลักเรื่องอันตรธาน) จะต้องมามัวทนลำบาก ทนไม่สะดวก ทนปฏิบัติตามพระธรรมวินัยกันอยู่ทำไม อยากทำอะไรก็ทำไป ทำอะไรก็ได้ทำอย่างไรก็ได้ให้มันสะดวกสบายคล่องตัวไปเลยจะไม่ดีกว่าดอกหรือ

ใครคิดอย่างนี้ ก็ขออนุญาตเปรียบเทียบให้ฟัง – เปรียบกับชีวิตมนุษย์เรานี่แหละครับ 

มนุษย์เราเกิดมาแล้ว ยังไงๆ ก็ต้องตายหมดทุกคน รู้ความจริงกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จะมามัวรออะไรอยู่อีก ช่วยกันหาหอกดาบแหลนหลาวปืนผาหน้าไม้มาแทงฟันฆ่ากันให้ตายไปให้รู้แล้วรู้รอดเสียมิดีกว่าหรือ จะต้องทนอยู่ให้ลำบากไปทำไม 

จะช่วยกันเร่งให้พระศาสนาวิบัติเร็วๆ แบบนั้น ก็เอาสิครับ 

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓

๑๑:๓๐

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น