บาลีวันละคำ

ปกตัตตภิกษุ (บาลีวันละคำ 4,783)

ปกตัตตภิกษุ

พระอะไร?

อ่านว่า ปะ-กะ-ตัด-ตะ-พิก-สุ

แยกศัพท์ตามที่ตาเห็นเป็น ปกตัตต + ภิกษุ

(๑) “ปกตัตต” 

เขียนแบบบาลีเป็น “ปกตตฺต” อ่านว่า ปะ-กะ-ตัด-ตะ แยกศัพท์เป็น ปกติ + อตฺต 

(ก) “ปกติ” อ่านว่า ปะ-กะ-ติ รากศัพท์มาจาก –

(1) (แทนศัพท์ว่า “ปฐม” = ก่อน, แรก) + กติ (สิ่งที่มีอยู่)

: + กติ = ปกติ แปลตามศัพท์ว่า “ความมีอยู่ก่อน

(2) (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ติ ปัจจัย, ลบ –รฺ ที่สุดธาตุ (กรฺ >

: + กรฺ = ปกรฺ + ติ = ปกรฺติ > ปกติ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เริ่มต้นทำเสียงเป็นต้นเพื่อการใช้สอยของผู้คน” 

หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปล “ปกติ” ตามข้อ (1) ว่า ปกติ, สภาวะ, สภาพ, ธรรมชาติ และแปล “ปกติ” ตามข้อ (2) ว่า ธาตุแท้, ธาตุเดิม

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปกติ” ตามศัพท์ว่า make-up (สร้างขึ้น) และ primary, original, real (ดั้งเดิม, ตัวจริง, แท้จริง) 

และบอกความหมาย ดังนี้ –

(1) original or natural form, natural state or condition (รูปดั้งเดิมหรือตามธรรมชาติ, สถานะหรือสภาวะดั้งเดิม) 

(2) occasion, happening, opportunity, [common] occurrence (โอกาส, ความบังเอิญ, ช่องโอกาส, เหตุการณ์ [ปกติธรรมดา]) 

ในภาษาไทยใช้ว่า “ปกติ” (ปะ-กะ-ติ หรือ ปก-กะ-ติ) และ “ปรกติ” (ปฺรก-กะ-ติ) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้คำนิยามไว้เหมือนกันทั้งสองคำ ขอยกมาเฉพาะคำว่า “ปกติ” ดังนี้ – 

ปกติ : (คำวิเศษณ์) ธรรมดา เช่น ตามปกติ, เป็นไปตามเคย เช่น เหตุการณ์ปกติ, ไม่แปลกไปจากธรรมดา เช่น อาการปกติ, ปรกติ ก็ว่า. (ป.; ส. ปฺรกฤติ).”

แถม :

ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปของ “ปกติ” คือ ธรรมดา, เป็นไปตามเคย, อย่างเคย, ไม่แปลกไปจากธรรมดา, คงที่, ดั้งเดิม, ตัวจริง, แท้จริง

และตามศัพท์ – (ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + กรฺ (ธาตุ =ทำ) ถ้าจะแปลความหมายตามลีลาของบาลี จะได้ความดังนี้ –

1 ปกติ = “ทำทั่ว” คือทำทั่วถึง ไม่ใช่ทำบางวัน ทำบางเวลา บางสถานที่ กับบางบุคคล แต่ทำทั่วถึงทั้งหมด

2 ปกติ = “ทำข้างหน้า” คือถ้าเห็นผู้นั้น ก็จะต้องเห็นสิ่งที่เขาทำนำหน้ามาด้วยเสมอ (ทำอย่างเปิดเผย)

3 ปกติ = “ทำก่อน” คือถ้ามีเรื่องให้ทำหลายอย่าง ก็จะเลือกทำสิ่งนั้นก่อนเสมอ (ทำอย่างเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน)

4 ปกติ = “ทำออก” คือทำออกไปให้ปรากฏ ทั้งแก่คนทั่วไป และแก่ใจตนเอง

ตัวอย่างที่อาจชวยให้เห็นได้ชัดเจน เช่น “รักแม่เป็นปกติ” คือรักทั่วถึงทุกวัน ไม่ใช่รักเฉพาะวันแม่ รักแม่นำหน้า-มาก่อนรักคนอื่น ๆ และรักจนเป็นที่รู้กัน

ปกติ” คำที่ดูเหมือนพื้น ๆ ตื้น ๆ ธรรมดา ๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง ไม่ธรรมดา 

(ข) “อตฺต” อ่านว่า อัด-ตะ มาจากรากศัพท์ดังนี้ :

(1) อตฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไปต่อเนื่อง) + ปัจจัย

: อตฺ + = อตฺต แปลตามศัพท์ว่า –

(๑) “ผู้ทำให้ชีวิตดำเนินต่อเนื่องไปได้” (คือเมื่ออัตตายังมีอยู่ ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปได้) 

(๒) “ผู้ถึงทุกข์ต่อเนื่อง” (คือเมื่อยังมีอัตตา ก็มีทุกข์เข้ามาอย่างไม่รู้จบ) 

(๓) “ผู้เป็นไปเพื่ออาพาธต่อเนื่อง” (คือเมื่อยังมีอัตตา ก็ยังต้องเจ็บป่วย ถูกบีบคั้นด้วยโรคภัยไม่รู้จบ)

(2) อทฺ (ธาตุ = กิน) + ปัจจัย, แปลง เป็น  

: อทฺ + = อทต > อตฺต แปลตามศัพท์ว่า –

(๑) “ผู้เสวยสุขและทุกข์” (คือต้องพบทั้งสุขและทุกข์ควบคู่กันไป จะเลือกเสวยแต่สุขอย่างเดียวหาได้ไม่)

(๒) “ผู้ถูกกิน” (คือถูกความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายมันกินเอา)

(3) อา (แทนศัพท์ว่า “อาหิต” = ตั้งลง, หยั่งลง) + ธา (ธาตุ = ทรงไว้) + ปัจจัย, ลบ อา ที่ อา (อา > )และ อา ที่ ธา (ธา > ) , แปลง ธฺ เป็น ตฺ

: อา + ธา = อาธา + = อาธาต > อธาต > อธต > อตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความถือตัวว่าเป็นเรา” (เพราะมีอัตตา จึงมีการยึดถือว่าตัวกูของกู)

อตฺต” แปลตามที่เข้าใจกันคือ “ตัวตน” (self, soul) หมายถึง ตัว, ตน, ตัวตน, ร่างกาย, จิตใจ

อตฺต” เรามักคุ้นในรูป “อตฺตา” ซึ่งเป็นรูปที่แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง เขียนในภาษาไทยเป็น “อัตตา” 

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

อัตตา : (คำนาม) ตน. (ป.; ส. อาตฺมนฺ, อาตฺมา).”

ในที่นี้คงรูปตามบาลีเป็น “อตฺต” สะกดแบบไทยเป็น “อัตต” 

ปกติ + อตฺตลบสระหน้า” คือ อิ ที่ ปกติ (ปกติ > ปกต)

: ปกติ > ปกต + อตฺต = ปกตตฺต (ปะ-กะ-ตัด-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีตนเป็นปกติ” หมายความว่า ตนเคยอยู่ในสถานะอะไรอย่างไร ก็ยังคงมีสถานะนั้นอยู่ตามปกติ ไม่ได้ไปทำเหตุอะไรให้ต้องเสียสถานะนั้นไป

(๒) “ภิกษุ

เขียนแบบบาลีเป็น “ภิกฺขุ” (มีจุดใต้ กฺ) อ่านว่า พิก-ขุ มีรากศัพท์มาได้หลายทาง ดังนี้ –

(1) “ผู้ขอ” : ภิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภิกฺขฺ (ธาตุ = ขอ) + รู ปัจจัย, ลบ , รัสสะ อู เป็น อุ

(2) “ผู้นุ่งห่มผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย” : ภินฺนปฏธโรติ ภิกฺขุ = ภินฺนปฏ = ผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ, ธโร = ผู้ทรงไว้ = ภิทฺ (ธาตุ = ทำลาย) + รู ปัจจัย, รัสสะ อู เป็น อุ

(3) “ผู้เห็นภัยในการเวียนตายเวียนเกิด” : สํสาเร ภยํ อิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภย (ภัย) + อิกฺขฺ (ธาตุ = เห็น) + รู ปัจจัย, ลบ , ลบ , รัสสะ อู เป็น อุ

(4) “ผู้ทำลายบาปอกุศล” : ภินฺทติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ ภิกฺขุ = ภิทฺ (ธาตุ = ทำลาย) + รู ปัจจัย, ลบ , รัสสะ อู เป็น อุ

(5) “ผู้ได้บริโภคอมตรสคือพระนิพพาน” : ภกฺขติ อมตรสํ ภุญฺชตีติ ภิกฺขุ = ภกฺขฺ (ธาตุ = บริโภค) + รู ปัจจัย, ลบ , รัสสะ อู เป็น อุ

, แปลง อะ ที่ -(กฺขฺ) เป็น อิ (ภกฺขฺ > ภิกฺข)

บาลี “ภิกฺขุ” ภาษาไทยใช้เป็น “ภิกษุ” ตามรูปสันสกฤต พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

ภิกษุ : (คำนาม) ชายที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา. (ส.; ป. ภิกฺขุ).”

ปกตตฺต + ภิกฺขุ = ปกตตฺตภิกฺขุ (ปะ-กะ-ตัด-ตะ-พิก-ขุ) แปลว่า “ภิกษุผู้มีตนเป็นปกติ” 

ปกตตฺตภิกฺขุ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ปกตัตตภิกษุ” (ปะ-กะ-ตัด-ตะ-พิก-สุ)

ปกตัตตภิกษุ” คือ ภิกษุที่ไม่อยู่ในระหว่างถูกฟ้องร้องกล่าวโทษในทางใด ๆ เป็นภิกษุที่ปฏิบัติกิจวัตรของสงฆ์อยู่ตามปกติ

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ไม่ได้เก็บคำว่า “ปกตัตตภิกษุ” ไว้ แต่มีคำว่า “ปกตัตตะ” “ปกตัตต์” บอกไว้ดังนี้ –

…………..

ปกตัตตะ, ปกตัตต์ : “ผู้มีตนเป็นปกติ”, ภิกษุผู้มีภาวะของตนกล่าวคือศีลเป็นปกติ คือ ไม่ต้องอาบัติปาราชิก หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม รวมทั้งมิใช่ภิกษุผู้กำลังประพฤติวุฏฐานวิธีเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส และภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงนิคหกรรมอื่น ๆ. 

…………..

ในคำอธิบายนี้มีคำบางคำที่ควรรู้ความหมาย คือ “อุกเขปนียกรรม” “วุฏฐานวิธี” “นิคหกรรม” พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ดังนี้ –

…………..

(1) อุกเขปนียกรรม : กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย หมายถึงวิธีการลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย (ทิฏฐิบาป) ไม่ยอมสละ ซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา หรือทิฏฐิสามัญญตา โดยยกเธอเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย พูดง่ายๆ ว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว

(2) วุฏฐานวิธี : ระเบียบเป็นเครื่องออกจากอาบัติ หมายถึงระเบียบวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะเปลื้องตนจากอาบัติหนักขั้นสังฆาทิเสส, มีทั้งหมด ๔ อย่างคือ ปริวาส มานัต อัพภาน และ ปฏิกัสสนา 

(3) นิคหกรรม : การลงโทษตามพระธรรมวินัย, สังฆกรรมประเภทลงโทษผู้ทำความผิด ท่านแสดงไว้ ๖ อย่างคือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม อุกเขปนียกรรม และ ตัสสปาปิยสิกากรรม

ศัพท์วิชาการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำอธิบายนี้ ผู้ประสงค์จะรู้ความหมาย พึงศึกษาจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต นั้นเถิด

…………..

https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/268

…………..

ดูก่อนภราดา!

: บวชแล้วไม่ประพฤติผิด ก็ได้สิทธิ์เป็นภิกษุ

: แต่มรรคผลที่ควรจะบรรลุ ท่านได้สิทธิ์หรือยัง?

#บาลีวันละคำ (4,783)

17-7-68

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้