โลภ-ราค (บาลีวันละคำ 4,839)

โลภ-ราค
สองเหยี่ยวที่คอยเฉี่ยวโฉบกระชากเพศบรรพชิต
อ่านว่า โลบ-ราก
เป็นคำบาลี 2 คำ คือ “โลภ” และ “ราค”
(๑) “โลภ”
สะกดอย่างนี้ ภาษาไทยอ่านว่า โลบ บาลีอ่านว่า โล-พะ รากศัพท์มาจาก ลุภฺ (ธาตุ = อยากได้, ปรารถนา) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อุ ที่ ลุ-(ภฺ) เป็น โอ (ลุภฺ > โลภ)
: ลุภฺ + ณ = ลุภฺณ > ลุภ > โลภ แปลตามศัพท์ว่า (1) “ความอยากได้” (2) “อาการเป็นเหตุให้อยากได้ หรืออาการที่อยากได้เสียเอง” (หมายความว่า บางที “โลภ” ก็เป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดความอยากได้ แต่บางทีก็ไม่ได้ไปกระตุ้นจิตดวงไหน หากแต่เป็นตัวอยากได้เสียเอง)
“โลภ” (ปุงลิงค์) หมายถึง ความละโมบ, ความโลภ (covetousness, greed)
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า –
…………..
โลภ : ความอยากได้ (ข้อ ๑ ในอกุศลมูล ๓)
…………..
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [68] แสดง “อกุศลมูล 3” ไว้ดังนี้ –
…………..
อกุศลมูล 3 (รากเหง้าของอกุศล, ต้นตอของความชั่ว — Akusala-mūla: unwholesome roots; roots of bad actions)
1. โลภะ (ความอยากได้ — Lobha: greed)
2. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย — Dosa: hatred)
3. โมหะ (ความหลง — Moha: delusion)
…………..
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“โลภ : (คำนาม) ความอยากได้ไม่รู้จักพอ. (ป., ส.).”
(๒) “ราค”
สะกดอย่างนี้ ภาษาไทยอ่านว่า ราก บาลีอ่านว่า รา-คะ รากศัพท์มาจาก รญฺชฺ (ธาตุ = ย้อม, กำหนัด) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, ลบ ญฺ ที่ รญฺชฺ (รญฺช > รช), ทีฆะ อะ ที่ ร-(ชฺ) เป็น อา (รชฺ > ราช), แปลง ช ป็น ค
: รญฺชฺ + ณ = รญฺชณ > รญฺช > รช > ราช > ราค (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “การย้อมสี” “ภาวะเป็นเหตุให้กำหนัด”
“ราค” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –
(1) สี, สีย้อม, การทำให้เป็นสี (colour, hue; colouring, dye)
(2) ความกำหนัด, ตัณหา (excitement, passion)
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า –
…………..
ราคะ : ความกำหนัด, ความติดใจหรือความย้อมใจติดอยู่, ความติดใคร่ในอารมณ์;
…………..
“ราค” หรือ “ราคะ” เป็น 1 ในไฟ 3 กอง
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [130] แสดง “อัคคิ 3” คือไฟ 3 กอง ไว้ดังนี้ –
…………..
[130] อัคคิ 3 (ไฟ, กิเลสที่เปรียบเหมือนไฟ เพราะเผาลนจิตใจให้เร่าร้อนและแส่พร่านไป — Aggi: fires to be avoided or abandoned)
1. ราคัคคิ (ไฟคือราคะ ได้แก่ความติดใจ กระสัน อยากได้ — Rāgaggi: fire of lust)
2. โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ ได้แก่ความขัดเคือง ไม่พอใจ คิดประทุษร้าย — Dosaggi: fire of hatred)
3. โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ ได้แก่ความหลง ไม่รู้ไม่เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง — Mohaggi: fire of delusion)
ไฟ 3 อย่างนี้ ท่านสอนให้ละเสีย
…………..
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ราค-, ราคะ : (คำนาม) ความกำหนัดยินดีในกามารมณ์, ความใคร่ในกามคุณ. (ป., ส.).”
ขยายความ :
กิเลสชุดหนึ่งที่เราพูดกันติดปาก คือ โลภะ โทสะ โมหะ
แต่มีอีกชุดหนึ่งที่คล้ายกัน คือ ราคะ โทสะ โมหะ
โทสะกับโมหะนั้นตรงกัน ที่ต่างกัน คือชุดหนึ่งเป็น “โลภะ” ชุดหนึ่งเป็น “ราคะ”
ว่าโดยองค์ธรรม “โลภะ” และ “ราคะ” เป็นกิเลสในสายเดียวกัน คือสายโลภมูลจิต กิเลสที่มี “ความอยาก” เป็นรากเหง้า
โลภะ อยากได้
ราคะ อยากเสพ
พูดให้เกี่ยวกันว่า อยากได้มาเพื่อจะเสพ ไม่ว่าจะเสพโดยการดู การฟัง การดม การลิ้ม การสัมผัส หรือโดยวิธีจินตนาการ
หากจะแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างโลภะกับราคะ อาจแยกได้ดังนี้ –
โลภะ อยากได้วัตถุสิ่งของ ทรัพย์สิน ยศศักดิ์ ตำแหน่งหน้าที่ ชื่อเสียง สถานะทางสังคม เป็นต้น (general desire)
ราคะ อยากเสพกาม (sexual desire)
ในวิถีชีวิตสงฆ์ นักคิดทางธรรมอุปมากิเลส 2 ตัวเหมือนเหยี่ยวที่คอยจ้องเฉี่ยวโฉบเอาชีวิตในเพศบรรพชิตไปเป็นเหยื่อ
สตางค์ : เหยี่ยวคือ “โลภะ”
สตรี : เหยี่ยวคือ “ราคะ”
…………..
ดูก่อนภราดา!
บรรพชิตผู้ไม่สำรวมระวัง –
: ถ้าไม่พ่ายเพราะสตางค์
: ก็มักจะพังเพราะสตรี
#บาลีวันละคำ (4,839)
11-9-68
…………………………….
…………………………….
