สติปัฏฐาน (บาลีวันละคำ 4,910)

สติปัฏฐาน
นาน ๆ จะแวะเข้าวัดสักที
อ่านว่า สะ-ติ-ปัด-ถาน
ประกอบด้วยคำว่า สติ + ปัฏฐาน
(๑) “สติ”
อ่านว่า สะ-ติ รากศัพท์มาจาก สรฺ (ธาตุ = คิด, ระลึก; เบียดเบียน) + ติ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (สรฺ > ส)
: สรฺ + ติ = สรติ > สติ แปลตามศัพท์ว่า (1) “กิริยาที่ระลึกได้” (2) “ธรรมชาติเป็นเหตุให้ระลึกได้” (3) “ผู้เบียดเบียนความประมาท”
“สติ” (อิตถีลิงค์) หมายถึง ความระลึกได้, การจำได้, สติ; ความตั้งใจ, การมีใจตื่นอยู่, ความตระหนัก, ความระมัดระวัง, ความเข้าใจ, การครองสติ, มโนธรรม, ความมีสติถึงตนเอง (memory, recognition, consciousness, intentness of mind, wakefulness of mind, mindfulness, alertness, lucidity of mind, self-possession, conscience, self-consciousness)
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“สติ : (คำนาม) ความรู้สึก, ความรู้สึกตัว, เช่น ได้สติ ฟื้นคืนสติ สิ้นสติ, ความรู้สึกผิดชอบ เช่น มีสติ ไร้สติ, ความระลึกได้ เช่น ตั้งสติ กำหนดสติ. (ป.; ส. สฺมฺฤติ).”
(๒) “ปัฏฐาน”
เขียนแบบบาลีเป็น “ปฏฺฐาน” อ่านว่า ปัด-ถา-นะ รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + ฐา (ธาตุ = ตั้งอยู่) + ยุ ปัจจัย, ซ้อน ฏฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ (ป + ฏฺ + ฐา), แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)
: ป + ฏฺ + ฐา = ปฏฺฐา + ยุ > อน = ปฏฺฐาน แปลตามศัพท์ว่า “การตั่งอยู่ข้างหน้า” หมายถึง การตั้งไว้ข้างหน้า, การวางไว้ข้างหน้า (setting forth, putting forward)
สติ + ปัฏฐาน = สติปัฏฐาน แปลว่า “ที่ตั้งแห่งสติ” “การตั้งสติ”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“สติปัฏฐาน : (คำนาม) ชื่อธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ๔ อย่าง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม. (ป.).”
ขยายความ :
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความ “สติปัฏฐาน” ไว้ดังนี้ –
…………..
สติปัฏฐาน : ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ, ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน, การตั้งสติถึงทันไว้โดยปัญญาพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง, การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยปัญญารู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส มี ๔ อย่าง คือ
๑. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย
๒. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา
๓. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต
๔. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม; เรียกสั้นๆ ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม;
…………..
กาย เวทนา จิต ธรรม แต่ละข้อ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ฯ ขยายความไว้ดังนี้
…………..
(1) กายานุปัสสนา : การมีสติตามดูพร้อมด้วยปัญญารู้เห็นสภาวะของร่างกายเท่าทันอาการ ความเคลื่อนไหว สภาพองค์ประกอบ และความผันแปรเป็นไปตลอดจนแตกสลายของกาย ตามที่มันมีอยู่เป็นไปอย่างไรๆ มองเห็นความก่อเกิดขึ้นมาและความเสื่อมสลายไปในกาย ตระหนักต่อสภาวะที่มีอยู่ แค่รู้เท่าสติทัน ไม่ติดอิง ไม่ยึดเอา; (ตามแบบเรียนว่า: สติพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่ากายนี้ก็สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา)
กายานุปัสสนา แยกเป็น อานาปานบรรพ อิริยาปถบรรพ สัมปชัญญบรรพ ปฏิกูลมนสิการบรรพ ธาตุมนสิการบรรพ และ นวสีวถิกาบรรพ (= ๙ สีวถิกาบรรพ) ที่แยกย่อยเป็น ๙ จึงเป็น ๑๔ บรรพ;
(2) เวทนานุปัสสนา : การมีสติทันโดยรู้ชัดเวทนาที่เสวยอยู่ ตามที่มันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อาศัยอามิสหรือปลอดอามิส มองเห็นความก่อเกิดขึ้นมาและความเสื่อมสลายไปในเวทนา ตระหนักต่อเวทนาสภาวะที่มีอยู่ แค่รู้เท่าสติทัน ไม่ติดอิง ไม่ยึดเอา; (ตามแบบเรียนว่า: สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ว่าเวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกเวทนานุปัสสนา);
(3) จิตตานุปัสสนา : การมีสติทันโดยรู้ชัดจิตตามสภาพที่มันเป็นอยู่ เช่น จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ จิตปราศราคะ โทสะ โมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศราคะ โทสะ โมหะ จิตห่อเหี่ยว ก็รู้ว่าจิตห่อเหี่ยว จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต จิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตยังมีจิตอื่นเหนือ ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นเหนือ จิตเป็นอนุตระ ก็รู้ว่าจิตเป็นอนุตระ จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ จิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น มองเห็นความก่อเกิดขึ้นมาและความเสื่อมสลายไปในจิต ตระหนักต่อจิตสภาวะที่มีอยู่ แค่รู้เท่าสติทัน ไม่ติดอิง ไม่ยึดเอา; (ตามแบบเรียนว่า: สติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมอง หรือผ่องแล้ว เป็นอารมณ์ว่าใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกจิตตานุปัสสนา);
(4) ธัมมานุปัสสนา : การมีสติตามดูพร้อมด้วยปัญญารู้เห็นสภาวธรรม ไม่ว่ากุศล อกุศล หรืออัพยากฤต เท่าทันการที่สภาวะนั้นๆ เกิดขึ้น เสื่อมไป หมดหาย หรือเจริญไพบูลย์อย่างไรๆ ตระหนักต่อสภาวะที่มีอยู่ แค่รู้เท่าสติทัน ไม่ติดอิง ไม่ยึดเอา; (ตามแบบเรียนว่า: สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล ที่บังเกิดกับใจเป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา)
ธัมมานุปัสสนา แยกเป็น ๕ บรรพ คือ นีวรณบรรพ ขันธบรรพ อายตนบรรพ โพชฌงคบรรพ และ สัจจบรรพ;
…………..
“สติปัฏฐาน” เป็นที่รู้กันในหมู่นักปฏิบัติธรรมว่าเป็นเอกายนมรรค คือทางสายเอก ทางสายตรงมุ่งสู่ความดับทุกข์ได้สิ้นเชิง สมดังพระพุทธพจน์ว่าด้วย “เอกายนมรรค” ที่ตรัสไว้ดังนี้ –
…………..
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้คือสติปัฏฐาน 4 ประการ.
ที่มา:
– มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 273, 300
– มหาสติปัฏฐานสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณาสก์พระไตรปิฎกเล่ม 12 ข้อ 132, 142
– กถาวัตถุปกรณ์ อภิธรรมปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม 37 ข้อ 434
…………..
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า –
…………..
เอกายนมรรค : ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔; อย่างกว้างขวาง เช่น ในมหานิทเทส หมายถึง โพธิปักขิยธรรม ด้วย.
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ลงมือปฏิบัติธรรมกิเลสจึงหมด
: เพียงรู้สรรพคุณโอสถโรคไม่หาย
#บาลีวันละคำ (4,910)
…………………………….
…………………………….
