ฆราวาสธรรม (บาลีวันละคำ 4,865)

ฆราวาสธรรม
เรียนธรรมจากคำบาลี
อ่านว่า คะ-รา-วาด-สะ-ทำ
ประกอบด้วยคำว่า ฆราวาส + ธรรม
(๑) “ฆราวาส”
อ่านว่า คะ-รา-วาด ประกอบด้วย ฆร + อาวาส
(ก) “ฆร” บาลีอ่านว่า คะ-ระ รากศัพทมาจาก –
(1) ฆรฺ (ธาตุ = หลั่งไป, ไหลไป) + อ (อะ) ปัจจัย
: ฆรฺ + อ = ฆร แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่หลั่งไหลแห่งฝนคือกิเลส” (คือเป็นสถานที่มนุษย์เสพสังวาสกัน)
ท่านขยายความว่า เดิมเมื่อมนุษย์ยังมีน้อย ก็เสพสังวาสกันตามสถานที่ทั่วไป ต่อมาเมื่อมนุษย์มีมากขึ้น สถานที่ทั่วไปที่จะรอดจากหูตาของเพื่อนมนุษย์หายากขึ้น ประกอบกับมีหิริโอตตัปปะ จึงเกิดความคิดสร้างที่มุงที่บังขึ้นมาเพื่อเป็นที่เสพสังวาสกัน สถานที่นั้นจึงถูกเรียกว่า “ฆร” (“ที่เป็นที่หลั่งไหลแห่งฝนคือกิเลส”) กาลต่อมาจึงพัฒนาขึ้นเป็นที่อยู่อาศัย
(2) คหฺ (ธาตุ = จับ, รับ, ถือเอา) + อ (อะ) ปัจจัย, แปลง คห เป็น ฆร
: คหฺ + อ = คห > ฆร แปลตามศัพท์ว่า “สถานที่อันเขาถือครอง”
“ฆร” (นปุงสกลิงค์) หมายถึง เรือน, บ้าน (a house)
(ข) “อาวาส” บาลีอ่านว่า อา-วา-สะ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง) + วสฺ (ธาตุ = อยู่) + ณ ปัจจัย
ณ ปัจจัย หรือปัจจัยที่เนื่องด้วย ณ (เช่น เณ ณฺย) มักไม่ปรากฏตัว ณ (ภาษาสูตรไวยากรณ์ว่า “ลบ ณ ทิ้งเสีย”) แต่มีอำนาจทีฆะต้นธาตุ คือธาตุที่มี 2 พยางค์ ถ้าพยางค์แรกเสียงสั้นก็ยืดเป็นเสียงยาว (อะ เป็น อา, อิ เป็น อี, อุ เป็น อู) ในที่นี้ วสฺ ธาตุ “ว” เสียงสั้น จึงยืดเป็น “วา”
: อา + วสฺ = อาวสฺ + ณ = อาวสณ > อาวส > อาวาส
“อาวาส” (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่มาอยู่” = มาถึงตรงนั้นแล้วก็อยู่ จึงเรียกที่ตรงนั้นว่า “อาวาส” ความหมายกว้างๆ คือ การพักแรม, การพักอยู่, การอาศัยอยู่, การอยู่; ที่อยู่, ที่พำนัก (sojourn, stay, dwelling, living; dwelling-place, residence)
ในภาษาไทย “อาวาส” มักเข้าใจกันในความหมายเฉพาะว่า “วัด”
แต่ในคำ ฆร + อาวาส นี้ “อาวาส” มีความหมายว่า การอยู่ (ไม่ใช่ “ที่อยู่”)
ฆร + อาวาส = ฆราวาส แปลตามศัพท์ว่า “การอยู่ในเรือน” หรือ “การอยู่ครอบครองซึ่งเรือน” เรียกสั้นๆ ว่า การครองเรือน, อยู่ครองเรือน หรือทับศัพท์ว่า ฆราวาส (the household life)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“ฆราวาส : (คำนาม) คนผู้อยู่ครองเรือน, คนทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่บรรพชิตหรือนักบวช. (ป.).”
(๒) “ธรรม”
บาลีเป็น “ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)
: ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มฺม = ธมฺม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า –
(1) “กรรมที่ทรงไว้ซึ่งความดีทุกอย่าง” (หมายถึงบุญ)
(2) “สภาวะที่ทรงผู้ดำรงตนไว้มิให้ตกไปในอบายและวัฏทุกข์” (หมายถึงคุณธรรมทั่วไปตลอดจนถึงโลกุตรธรรม)
(3) “สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งสัตว์ผู้บรรลุมรรคเป็นต้นมิให้ตกไปในอบาย” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)
(4) “สภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ หรืออันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้” (หมายถึงสภาพหรือสัจธรรมทั่วไป)
(5) “สภาวะอันพระอริยะมีโสดาบันเป็นต้นทรงไว้ ปุถุชนทรงไว้ไม่ได้” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)
คำแปลตามศัพท์ที่เป็นกลาง ๆ “ธมฺม” คือ “สภาพที่ทรงไว้”
บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้ –
(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม
(2) คําสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า
(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม
(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม
(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม
(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ
(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ
(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม
ในที่นี้ “ธรรม” มีความหมายเน้นหนักตามข้อ (2) และ (3)
ฆราวาส + ธรรม = ฆราวาสธรรม แปลว่า “ธรรมะของผู้ครองเรือน”
ขยายความ :
ผู้เขียนบาลีวันละคำได้อ่านโพสต์ของท่านผู้หนึ่ง ท่านเขียนว่า –
…………..
… ศาสนาพุทธสอนให้ดำรงชีพร่วมกับมนุษยชาติอย่างมี “สันติ” ด้วย “ฆราวาสธรรม” ซึ่งแยกแยะมากหลาย จาระไนไม่รู้จบ …
…………..
ข้อความที่ว่า “ซึ่งแยกแยะมากหลาย จาระไนไม่รู้จบ” ถ้าขยายคำว่า “สันติ” คือหมายถึง “สันติซึ่งแยกแยะมากหลาย จาระไนไม่รู้จบ” ผู้เขียนบาลีวันละคำไม่ติดใจ
แต่ถ้าขยาย “ฆราวาสธรรม” คือหมายถึง “ฆราวาสธรรมซึ่งแยกแยะมากหลาย จาระไนไม่รู้จบ” ก็ขอประทานโทษที่จะต้อง “ติดใจ”
คำว่า “ฆราวาสธรรม” ท่านผู้เขียนมีเจตนาจะหมายถึงอะไรไม่อาจทราบได้ แต่ในบรรดาคำสอนในพระพุทธศาสนา มีหลักธรรมชุดหนึ่งท่านเรียกว่า “ฆราวาสธรรม”
“ฆราวาสธรรม” มี 4 ข้อ ไม่ใช่ “แยกแยะมากหลาย จาระไนไม่รู้จบ” อย่างที่ท่านเขียน
ถ้าจะหมายความว่า การอยู่ครองเรือนมีหลักธรรมสำหรับประพฤติปฏิบัติมากหลาย จาระไนไม่รู้จบ อย่างนี้ก็ไม่ผิด แต่ก็ต้องใช้ถ้อยคำในทำนองที่ว่านั้น เช่น “การอยู่ครองเรือนมีหลักธรรมสำหรับประพฤติปฏิบัติมากหลาย จาระไนไม่รู้จบ”
แต่เมื่อใช้คำว่า “ฆราวาสธรรม” ความหมายก็ย่อมจำเพาะเจาะจงลงไป คือต้องหมายถึงเฉพาะหลักธรรมชุดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “ฆราวาสธรรม” ไม่รวมถึงหลักธรรมข้ออื่น ๆ
จะเห็นได้ว่า การใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับพระศาสนาเป็นเรื่องสำคัญ ต้องศึกษา สังเกต สำเหนียก ไม่ควรใช้ตามที่คิดเอาเองเข้าใจเอาเอง
เพื่อบำรุงปัญญา ขอยก “ฆราวาสธรรม 4” จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [139] มาเสนอในที่นี้ ดังนี้ –
…………..
ฆราวาสธรรม 4 (ธรรมสำหรับฆราวาส, ธรรมสำหรับการครองเรือน, หลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์ — Gharāvāsa-dhamma: virtues for a good household life; virtues for lay people)
1. สัจจะ (ความจริง, ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง — Sacca: truth and honesty)
2. ทมะ (การฝึกฝน, การข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว, รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา — Dama: taming and training oneself; adjustment; self-development)
3. ขันติ (ความอดทน, ตั้งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว มั่นในจุดหมาย ไม่ท้อถอย — Khanti: tolerance; forbearance; perseverance)
4. จาคะ (ความเสียสละ, สละกิเลส สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของผู้อื่น พร้อมที่จะร่วมมือ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัว — Cāga: liberality; generosity)
ในธรรมหมวดนี้ ทมะ ท่านมุ่งเอาด้านปัญญา ขันติ ท่านเน้นแง่วิริยะ.
…………..
ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่:
– อาฬวกสูตร สังยุตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 845
– อาฬวกสูตร ขุทกนิกาย สุตตนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 311
…………..
https://84000.org/tipitaka/read/?15/838-846
…………..
https://84000.org/tipitaka/read/?25/310-311
…………..
แถม :
หัวข้อธรรมทั้ง 4 ข้อ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต เก็บไว้ที่คำนั้น ๆ ด้วย ขอยกแต่ละคำมาประกอบการศึกษาดังนี้ –
…………..
(1) สัจจะ : ความจริงคือ จริงใจ ได้แก่ ซื่อสัตย์ จริงวาจา ได้แก่ พูดจริง และ จริงการ ได้แก่ ทำจริง
(2) ทมะ : การฝึก, การฝึกฝนปรับปรุงตน, การรู้จักข่มจิตข่มใจ บังคับควบคุมตนเองได้ ไม่พูดไม่ทำเพียงตามที่อยาก แต่พูดและทำตามเหตุผลที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่าดีงามสมควรเป็นประโยชน์ รู้จักปรับตัวปรับใจ และแก้ไขปรับปรุงตนด้วยปัญญาไตร่ตรองให้งอกงามดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ
(3) ขันติ : ความอดทน คือ ทนลำบาก ทนตรากตรำ ทนเจ็บใจ, ความหนักเอาเบาสู้ เพื่อบรรลุจุดหมายที่ดีงาม
(4) จาคะ : การสละ, การเสียสละ, การทำให้หมดไปจากตน, การให้หรือยอมให้หรือปล่อยสละละวาง ที่จะทำให้หมดความยึดติดถือมั่นตัวตน หรือลดสลายความมีใจคับแคบหวงแหน, การเปิดใจกว้างมีน้ำใจ, การสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ, การสละกิเลส
…………..
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “ฆราวาสธรรม” สรุปไว้ดังนี้ –
…………..
ฆราวาสธรรม : หลักธรรมสำหรับการครองเรือน, ธรรมของผู้ครองเรือน มี ๔ อย่าง คือ
๑. สัจจะ ความจริง เช่นซื่อสัตย์ต่อกัน
๒. ทมะ ความฝึกฝนปรับปรุงตน เช่น รู้จักข่มใจ ควบคุมอารมณ์ บังคับตนเอง ปรับตัวเข้ากับการงานและสิ่งแวดล้อมให้ได้ดี
๓. ขันติ ความอดทน
๔. จาคะ ความเสียสละ เผื่อแผ่ แบ่งปัน มีน้ำใจ
…………..
ดูก่อนภราดา!
: ครองใจตนเองได้
: ก็ครองเรือนได้
#บาลีวันละคำ (4,865)
7-10-68
…………………………….
…………………………….
