อารยธรรม (บาลีวันละคำ 4,900)

อารยธรรม
หญ้าปากคอกอีกคำหนึ่ง
อ่านว่า อา-ระ-ยะ-ทำ
ประกอบด้วย อารย + ธรรม
(๑) “อารย”
บาลีเป็น “อริย” อ่านว่า อะ-ริ-ยะ รากศัพท์มาจาก –
(1) อรห = “ผู้ฆ่าข้าศึกคือกิเลส”, แปลง อ ที่ ร และ ห เป็น อิย
: (อร + อห = ) อรห : อห > อิย : อร + อิย = อริย แปลเท่ากับคำว่า “อรห” คือ “ผู้ฆ่าข้าศึกคือกิเลส”
(2) อรฺ (ธาตุ = ถึง, บรรลุ) + ณฺย ปัจจัย, ลบ ณฺ, ลง อิ อาคม
: อรฺ + อิ = อริ + ณฺย > ย = อริย แปลว่า “ผู้บรรลุธรรมคือมรรคและผล”
(3) อารก = “ผู้ไกลจากกิเลส”, แปลง อารก เป็น อริย แปลเท่ากับคำว่า “อารก” คือ “ผู้ไกลจากกิเลส”
(4) อรฺ (ธาตุ = ถึง, บรรลุ) + ณฺย ปัจจัย, ลบ ณฺ, ลง อิ อาคม [เหมือน (2)] แปลว่า “ผู้อันชาวโลกพึงเข้าถึง”
(5) อริย = “ผลอันประเสริฐ” + ณ ปัจจัย, ลบ ณ
: อริย + ณ = อริยณ > อริย แปลว่า “ผู้ยังชาวโลกให้ได้รับผลอันประเสริฐ”
สรุปว่า “อริย” แปลว่า –
(1) ผู้ฆ่าข้าศึกคือกิเลส
(2) ผู้บรรลุธรรมคือมรรคและผล
(3) ผู้ไกลจากกิเลส
(4) ผู้อันชาวโลกพึงเข้าไปใกล้
(5) ผู้ยังชาวโลกให้ได้รับผลอันประเสริฐ
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ประมวลความหมายของ “อริย” ไว้ดังนี้ –
๑ ทางเชื้อชาติ: หมายถึง ชาติอารยัน (racial: Aryan)
๒ ทางสังคม: หมายถึง ผู้ดี, เด่น, อริยชาติ, สกุลสูง (social: noble, distinguished, of high birth)
๓ ทางจริยศาสตร์: หมายถึง ถูกต้อง, ดี, ดีเลิศ (ethical: right, good, ideal)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“อริย-, อริยะ : (คำนาม) ในพระพุทธศาสนา เรียกบุคคลผู้บรรลุธรรมวิเศษ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น ว่า พระอริยะ หรือ พระอริยบุคคล. (คำวิเศษณ์) เป็นของพระอริยะ, เป็นชาติอริยะ; เจริญ, เด่น, ประเสริฐ.”
บาลี “อริย” สันสกฤตเป็น “อารฺย” ในภาษาไทยใช้เป็น “อารย”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“อารย-, อารยะ : (คำวิเศษณ์) เจริญ. (ส.; ป. อริย).”
(๒) “ธรรม”
บาลีเป็น “ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)
: ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มฺม = ธมฺม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า –
(1) “กรรมที่ทรงไว้ซึ่งความดีทุกอย่าง” (หมายถึงบุญ)
(2) “สภาวะที่ทรงผู้ดำรงตนไว้มิให้ตกไปในอบายและวัฏทุกข์” (หมายถึงคุณธรรมทั่วไปตลอดจนถึงโลกุตรธรรม)
(3) “สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งสัตว์ผู้บรรลุมรรคเป็นต้นมิให้ตกไปในอบาย” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)
(4) “สภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ หรืออันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้” (หมายถึงสภาพหรือสัจธรรมทั่วไป)
(5) “สภาวะอันพระอริยะมีโสดาบันเป็นต้นทรงไว้ ปุถุชนทรงไว้ไม่ได้” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)
คำแปลตามศัพท์ที่เป็นกลาง ๆ “ธมฺม” คือ “สภาพที่ทรงไว้”
บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม”
ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้ –
(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม
(2) คําสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า
(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม
(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม
(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม
(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ
(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ
(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม
อริย + ธมฺม = อริยธมฺม (อะ-ริ-ยะ-ทำ-มะ) แปลว่า “ธรรมอันประเสริฐ” หรือ “ธรรมของผู้ประเสริฐ”
“ธรรมอันประเสริฐ” หมายถึง ธรรมที่นำผู้ปฏิบัติให้บรรลุมรรคผล หรือธรรมในระดับโลกุตระ คือมรรคผล
“ธรรมของผู้ประเสริฐ” คำว่า “ผู้ประเสริฐ” หมายถึง พระอริยบุคคล
สรุปว่า “อริยธมฺม” ในพระพุทธศาสนาหมายถึง ธรรมที่นำผู้ปฏิบัติให้บรรลุมรรคผล หรือตัวมรรคผลนั้นเอง
“อริยธมฺม” ในภาษาไทยใช้เป็น “อารยธรรม” (อา-ระ-ยะ-ทำ)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“อารยธรรม : (คำนาม) ความสงบสุขของสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งศีลธรรมและกฎหมาย; ความเจริญเนื่องด้วยองค์การของสังคม เช่น การเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรม, ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี.”
ขยายความ :
“อารยธรรม” ในบาลีหมายถึง ธรรมชั้นสูงที่นำผู้ปฏิบัติให้บรรลุมรรคผลหรือหมายถึงตัวมรรคผลโดยตรง
แต่ “อารยธรรม” ในภาษาไทยมีความหมายที่เข้าใจกันเพียงว่า ความสงบสุขของสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งศีลธรรมและกฎหมาย หรือความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี ไม่ได้เล็งไปที่มรรคผลใด ๆ
ชวนให้นึกถึงคำที่เข้าคู่กัน คือ “อริยวินัย” หรือ “อารยวินัย”
ในพระพุทธศาสนา คำว่า “ธรรม” และ “วินัย” เป็นคำที่คู่กัน เรียกควบกันเป็น “ธรรมวินัย” (ทำ-มะ-วิ-ไน)
มี “อารยธรรม”
ก็ต้องมี “อารยวินัย”
“อารยวินัย” หรือ “อริยวินัย” เป็นคำที่มีใช้ในคัมภีร์ หมายถึงพระสัทธรรมคำสอนทั้งมวลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันจำแนกเป็นพระธรรมและพระวินัย กล่าวโดยความหมาย “อริยวินัย” ก็คือแบบแผนของพระอริยะ หรือระบบชีวิตหรือระบบการฝึกฝนอบรมของอารยชนนั่นเอง
หลักการสำคัญอย่างหนึ่งของ “อารยวินัย” ปรากฏในพระไตรปิฎกมีข้อความดังนี้ –
…………..
วุฑฺฒิ เหสา ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย โย อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรติ อายตึ สํวรํ อาปชฺชติ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่บุคคลยอมรับความประพฤติผิดพลาดว่าเป็นความผิดพลาดจริง แล้วแก้ไขให้ถูกต้องตามธรรม ตั้งใจสำรวมระวังต่อไป นี่แลเป็นความเจริญในอารยวินัย
ที่มา: จัมเปยยขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 2
พระไตรปิฎกเล่ม 5 ข้อ 174
…………..
ลักษณะเด่นของ “อารยวินัย” คือ
(๑) ควบคุมตนด้วยตนเอง ความชั่วจะมีใครรู้เห็นหรือไม่รู้เห็น ก็ไม่ทำ ความดีจะมีใครรู้เห็นหรือไม่รู้เห็น ก็ทำ บุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนประกอบหรือส่วนเสริม
(๒) ตัดสินตนด้วยตนเอง คือ ถูกผิด ดีชั่ว จริงเท็จ ตนรู้อยู่แก่ใจตน ไม่ต้องรอให้ใครฟ้องร้องกล่าวโทษหรือพิพากษา แต่สามารถพิพากษาตัวเองหรือลงโทษตัวเองโดยธรรมโดยวินัย
กล่าวได้ว่า ถ้าปฏิบัติตาม “อารยวินัย” ก็จะนำให้บรรลุถึง “อารยธรรม”
เรามักภาคภูมิใจกับ “อารยธรรม”
แต่ไม่มีใครเน้นย้ำให้ตระหนักถึง “อารยวินัย”
…………..
ดูก่อนภราดา!
: หน้าบาง ไม่เหมาะที่จะอยู่ในหมู่พาล
: หน้าด้าน ไม่เหมาะที่จะอยู่ในอารยธรรม
#บาลีวันละคำ (4,900)
11-11-68
…………………………….
…………………………….
