บาลีวันละคำ

สัมปชานมุสาวาท (บาลีวันละคำ 4,961)

สัมปชานมุสาวาท

โกหกตาใส

อ่านว่า สำ-ปะ-ชา-นะ-มุ-สา-วาด

แยกศัพท์เป็น สัมปชาน + มุสาวาท 

(๑) “สัมปชาน” 

เขียนแบบบาลีเป็น “สมฺปชาน” อ่านว่า สำ-ปะ-ชา-นะ รากศัพท์มาจาก สํ (คำอุปสรรค = พร้อมกัน, ร่วมกัน) + (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + ญา (ธาตุ = รู้) + ยุ ปัจจัย, แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น มฺ (สํ > สมฺ), แปลง ญา เป็น ชา, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: สํ + + ญา = สํปญา + ยุ > อน = สํปญาน > สมฺปญาน > สมฺปชาน แปลตามศัพท์ว่า (1) “การรู้ทั่วพร้อม” (2) “ผู้รู้ทั่วพร้อม” หมายถึง การรู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่, ผู้ที่รู้อยู่ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่

(๒) “มุสาวาท

บาลีอ่านว่า มุ-สา-วา-ทะ ประกอบด้วยคำว่า มุสา + วาท

(ก) “มุสา” เป็นคำจำพวก “นิบาต” บาลีไวยากรณ์จัดอยู่ในกลุ่ม “นิบาตมีเนื้อความต่าง ๆ” นักเรียนบาลีท่องจำกันมาว่า “มุสา = เท็จ

มุสา” แปลว่า โดยเท็จ, โดยผิด (falsely, wrongly) ตามหลักบาลีไวยากรณ์ เรียกศัพท์เช่นนี้ว่า “กิริยาวิเสสนะ” หมายถึงคำที่ขยายกริยาให้ชัดลงไปว่าเป็นการกระทำเช่นไร โดยปกติคำว่า “มุสา” นี้จะใช้คู่กับกริยาที่แปลว่า พูด, กล่าว เช่น วทติ, ภณติ, ภาสติ และ พฺรูติ = พูดโดยเท็จ กล่าวเท็จ

(ข) “วาท” บาลีอ่านว่า วา-ทะ รากศัพท์มาจาก วทฺ (ธาตุ = พูด, กล่าว) + ปัจจัย, ลบ , ทีฆะ (ยืดเสียง) อะ ที่ -(ทฺ) เป็น อา (วท > วาท)

: วทฺ + = วทณ > วท > วาท (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “คำเป็นเครื่องพูด

คำว่า “วาท” ที่ใช้ในภาษาบาลีมีความหมายกว้างกว่าที่เราเข้าใจกันในภาษาไทย กล่าวคือ :

(1) การพูด, คำพูด, การคุย (speaking, speech, talk)

(2) สิ่งที่พูดกัน, ชื่อเสียง, คุณสมบัติ, ลักษณะพิเศษ (what is said, reputation, attribute, characteristic)

(3) การสนทนา, การทะเลาะกัน, การโต้เถียง, ความขัดแย้ง, การคัดค้าน (discussion, disputation, argument, controversy, dispute)

(4) คำสอน, ทฤษฎี, ความเชื่อ, หลักความเชื่อ, ลัทธิ, นิกาย (doctrine, theory put forth, creed, belief, school, sect)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

วาท, วาท– : (คำนาม) คำพูด, ถ้อยคำ; ลัทธิ, ความเห็น. (ป., ส.).”

มุสา + วาท = มุสาวาท แปลว่า “การกล่าวเท็จ” “คำพูดเท็จ” หมายถึง มุสาวาท, การกล่าวเท็จ, การโกหก (lying, a falsehood, a lie)

สมฺปชาน + มุสาวาท = สมฺปชานมุสาวาท แปลตามศัพท์ว่า “การรู้อยู่กล่าวเท็จ” หมายถึง การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ว่าตนกำลังกล่าวเท็จ, พูดปดทั้งรู้ ๆ (deliberate lie)

สมฺปชานมุสาวาท” ตัดสินด้วยเจตนา เพราะฉะนั้น พูดด้วยสำคัญผิดก็ดี พูดพลั้ง คือพูดโดยด่วนไม่ทันยั้งก็ดี พูดพลาด คือใจคิดอย่างหนึ่งปากพูดอย่างหนึ่งก็ดี ไม่เป็น “สมฺปชานมุสาวาท

สมฺปชานมุสาวาท” ใช้ในภาษาไทยเป็น “สัมปชานมุสาวาท” (สำ-ปะ-ชา-นะ-มุ-สา-วาด) คำนี้ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “สัมปชานมุสาวาท” ไว้ว่า –

…………..

สัมปชานมุสาวาท : รู้ตัวอยู่กล่าวเท็จ, การพูดเท็จทั้งที่รู้ คือรู้ความจริงแต่จงใจพูดให้คลาดจากความจริง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นอย่างอื่นจากความจริง (สิกขาบทที่ ๑ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์)

…………..

หนังสือ วินัยวินิจฉัย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย อธิบายคำว่า “มุสาวาท” ไว้ตอนหนึ่ง เห็นว่าจะช่วยให้เข้าใจความหมายของ “สัมปชานมุสาวาท” ดียิ่งขึ้น จึงขอยกมาเสนอไว้ในที่นี้ ดังนี้ –

…………..

        มุสาวาท: เมื่อจะกล่าวถึงโทษแห่งการพูดมุสา ควรเข้าใจลักษณะแห่งการมุสาก่อน ลักษณะแห่งการพูดมุสานั้น มี ๔ คือ :-

        ๑. คำหรือเรื่องที่จะพูดนั้นไม่จริง.

        ๒. ผู้พูดก็รู้ว่าไม่จริง.

        ๓. ได้พูดออกไป เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจผิดจากความจริง.

        ๔. และผู้ฟังรู้ความที่พูดออกมานั้น ดังนี้ เป็นลักษณะแห่งการพูดมุสา.

        มุสานั้นเป็นมลทินอย่างเอกสำหรับบรรพชิต ประดุจแผลเป็น คนพูดมุสาได้ชื่อว่าทำตนให้เป็นคนเลวทราม เพราะธรรมดาคนที่พูดมุสานั้น ซึ่งจะไม่ทำความชั่วอย่างอื่นเป็นไม่มีเลย และการพูดมุสาย่อมเป็นเครื่องส่อให้คนอื่นเห็นได้ว่าเป็นคนมีความประพฤติเป็นอย่างไร

        โทษของการพูดมุสามีหลายอย่าง คือทำให้เสียหายทั้งฝ่ายตนและผู้อื่น ฝ่ายตนนั้น คือไม่เป็นที่ชอบที่เชื่อถือของผู้อื่น ฝ่ายผู้อื่น การพูดมุสานั้นย่อมทำประโยชน์ของเขาให้เสื่อมไป และเป็นเครื่องทำลายความสามัคคีแห่งหมู่คณะ …

ที่มา: วินัยวินิจฉัย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย หน้า 58-59

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ต้องซื่อตรงเมื่อเป็นผู้ตาม

: ต้องสง่างามเมื่อเป็นผู้นำ

: ถ้าพูดคำโกหกคำ 

: ก็ไม่ต้องถามถึงความสง่างามหรือความซื่อตรง

#บาลีวันละคำ (4,961)

11-1-69 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้