บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

จะเป็นกับมัน หรือจะรู้ทันมัน

จะเป็นกับมัน หรือจะรู้ทันมัน

————————

ในช่วงเวลาที่มีการชุมนุมกันทางการเมือง มีคำพูดที่น่าสนใจอยู่ ๒ คำที่มีคนพูดกัน คือ 

– “โลกสวย” และ

– “อยู่กับความจริง

พวก “โลกสวย” หมายความว่า ควรอยู่อย่างสงบๆ ไม่ควรให้มีเรื่องขัดแย้งวุ่นวาย 

ใครโกงกินอย่างไร ก็ปล่อยให้เขาโกงกินไปเงียบๆ อย่าเอะอะ 

ใครทุกข์ยากอย่างไร ก็ทนทุกข์ไปอย่างสงบๆ อย่าโวยวาย 

บ้านเมืองมีขื่อมีแป ใครผิดใครถูกว่ากันไปตามตัวบทกฎหมาย

พวกเอะอะโวยวายเป็นพวกทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ทำให้โลกนี้ไม่สวย

ส่วนพวก “อยู่กับความจริง” ก็หมายความว่า ให้ยอมรับความเป็นจริงว่าสังคมไทยมีคนโกงอยู่ทุกวงการ การจะไปทำให้บ้านเมืองเรียบราบไม่มีคนโกงเลยย่อมฝืนความจริง ควรยอมรับว่าการทุจริตโกงกินเป็นเรื่องธรรมดา ประเทศไหนๆ ก็มี ฝรั่งที่ว่าเจริญก็โกงเลือกตั้ง และโกงพิสดารว่าบ้านเราด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะอยู่กับความจริง ไม่ใช่มัวแต่คิดเพ้อฝันดุเดือดว่าจะต้องปราบคนโกงให้สิ้นซาก ต้องปฏิรูปกันให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้

—————-

พวก “โลกสวย” รู้สึกว่าจะมีคนพูดพาดพิงกันมากแล้ว 

แต่พวก “อยู่กับความจริง” นี่ ยังไม่ค่อยได้ยินใครพูด 

ผมว่าน่าสนใจมาก

อยู่กับความจริง” คือทำอย่างไร ?

คำว่า “ความจริง” ภาษาบาลีว่า “สจฺจ” (สัด-จะ) เขียนแบบไทยว่า “สัจจะ” หรือ “สัจ” ถ้าเขียนตามรูปสันสกฤตก็เป็น “สัตย์

คำพวกนี้คนไทยคุ้นกันดี

และสัจจะความจริง เรื่องสำคัญที่มีสอนในพระพระพุทธศาสนา ท่านเรียกว่า “อริยสัจจะ” หรือ “อริยสัจ” แปลตามศัพท์ว่า “ความจริงอันประเสริฐ” แปลตามสมัยหน่อยก็ว่า ความจริงแบบอารยชน

อริยสัจจะ” มี ๔ ข้อ – ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 

คนไทยคุ้นกันดีอีกเหมือนกัน 

แต่อาจจะยังเข้าใจความหมายไม่ค่อยชัดเจน

วันนี้วันพระ ขออนุญาตขึ้นธรรมาสน์หน่อยนะครับ

ทุกข์ คือตัวปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นรุมล้อมชีวิตเรา

หน้าที่อันจะต้องทำกับทุกข์ ไม่ใช่ให้ละความทุกข์ อย่างที่มักจะพูดกัน

หน้าที่อันจะต้องทำกับทุกข์เรียกตามภาษาพระพุทธเจ้าว่า “ปริญฺเญยฺย” แปลว่า “กำหนดรู้” คือทำความรู้จักกับมัน และยอมรับก่อนว่ามันคือปัญหา 

เรื่องนี้ เหตุอย่างนี้ ทำกันอย่างนี้ ฯลฯ

เป็นปัญหา

ถ้าไม่ยอมรับก่อนว่าเป็นปัญหา ความคิดที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือทำอะไรต่อไปกับเรื่องนั้นก็จะไม่มี 

คือก็จะไปมัวแต่หลงผิดคิดว่า มันไม่เป็นปัญหา 

ทั้งๆ ที่มันเป็นปัญหาจริงๆ

เมื่อเห็นว่ามันไม่เป็นปัญหา ก็จะต้องไปทำอะไรกับมันทำไมกัน

ใช่ไหมครับ

ในกระบวนการกำหนดรู้หรือยอมรับนั้น ท่านก็ให้ศึกษาให้ทะลุไปด้วย ว่าสภาพของปัญหาคืออย่างไร 

ศึกษากำหนดรู้ให้ถึงขนาดว่า-ปัญหาจะแฝงรูปมาท่าไหน รู้จักรู้ทันทะลุหมด

สมุทัย คือ สาเหตุของปัญหา 

อันนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากการกำหนดรู้ในข้อแรก 

คือศึกษาจนรู้จริงว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไรบ้าง 

หน้าที่อันจะต้องทำในข้อนี้ท่านเรียกว่า “ปหาตพฺพ” 

ผมขอแปลว่า “ต้องรื้อทิ้ง

ถ้าอยากจะละ ก็ต้องมาละกันตรงนี้นะครับ ไม่ใช่ไปละที่ตัวปัญหา

รื้อสาเหตของปัญหาทิ้งไป 

และอย่าสร้างมันขึ้นมาอีก

นิโรธ แปลว่า ความดับทุกข์ 

หน้าที่อันจะต้องทำในข้อนี้ท่านใช้คำว่า”สจฺฉิกาตพฺพ” แปลว่า “ทำให้แจ้ง” 

หมายถึงตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร 

จะจัดการกับปัญหานั้นๆ ให้มันเกิดผลอะไรขึ้นมา ต้องชัดเจนตรงนี้ก่อน

ไม่ใช่ว่าทำไปโดยไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม

ถ้าเป็นการเดินทางก็คือกำหนดว่าที่หมายคือตรงไหน 

เพราะถ้าไม่ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ก็จะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึง และเมื่อไรจึงจะเสร็จงาน

และที่สำคัญ ต้องเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ คือมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ สามารถไปให้ถึงได้

มรรค คือ ทางดำเนิน 

ขั้นนี้คือลงมือแก้ปัญหาไปตามขั้นตอนที่ศึกษาและวางแผนไว้ 

หมายความว่า ไม่ใช่เพียงแค่ –

ยอมรับปัญหา 

ศึกษาสาเหตุของปัญหา

ตั้งเป้าหมาย 

และวางแผนแก้ปัญหาไว้ดิบดี 

แต่ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง 

แบบนั้นใช้ไม่ได้ 

หน้าที่อันจะต้องทำในข้อนี้ท่านใช้คำว่า “ภาเวตพฺพ” แปลว่า “ทำให้เป็นผลสำเร็จ” 

คือลงมือทำด้วย 

และต้องทำให้เป็นผลสำเร็จด้วย 

ไม่ใช่ทำยังไม่เสร็จแล้วเลิก

เมื่อทำตามขั้นตอนเหล่านี้ครบถ้วนกระบวนการแล้ว ก็จะหมดปัญหา

แม้ตัวปัญหา-ตัวความจริง จะยังคงมีอยู่ตามธรรมดาสามัญของโลก แต่มันก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

“ไม่เป็นปัญหา” คือไม่เป็นตัวทุกข์ให้แก่ผู้ปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้ได้ครบถ้วนกระบวนการแล้ว

ถึงมันจะมากระทบ แต่ก็ไม่กระเทือน

ที่ว่ามานี้คือวิธี “อยู่กับความจริง” แบบของพระพุทธเจ้า

———————

“อยู่กับความจริง” แบบของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่จบแค่พูดว่าให้ยอมรับความจริง

การยอมรับความจริงเป็นเพียงเริ่มกระบวนการขั้นที่ ๑ เท่านั้น

ต้องไปต่อไปครับ

“ไปต่อไป” คือทำอย่างไร 

ถ้าไม่เข้าใจ ก็ย้อนไปอ่านมาจากข้างต้นใหม่

จนกว่าจะคิดออกว่า จะเป็นกับมัน 

หรือจะรู้ทันมันแล้วจัดการมัน

แต่ที่แน่ๆ อยู่กับความจริงไม่ใช่จมอยู่กับความจริง

๗ เมษายน ๒๕๕๗

ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้