ส่งเสด็จไปไหน (บาลีวันละคำ 1,297)

ส่งเสด็จไปไหน ?

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 สื่อมวลชนได้รายงานข่าวโดยใช้ถ้อยคำแตกต่างกัน เท่าที่พบมีดังนี้ –

– ส่งเสด็จสู่นิพพาน

– ส่งเสด็จสู่สวรรค์

– ส่งพระศพสังฆราชสู่สวรรคาลัย

– สู่ธรรมาลัย

ทำให้เกิดคำถามว่า ควรใช้คำไหนจึงจะถูกต้อง

หาความรู้จากความหมายของคำ :

(๑) “นิพพาน

๑) “นิพฺพาน” ในแง่ภาษา :

1- “สภาวธรรมที่ออกพ้นจากเครื่องร้อยรัด”

2- “สภาวธรรมเป็นเหตุดับไปแห่งไฟราคะเป็นต้น”

3- “สภาวธรรมเป็นที่ไม่มีตัณหา”

4- “สภาวธรรมที่เมื่อบุคคลได้บรรลุแล้วย่อมไม่มีตัณหา”

๒) “นิพฺพาน” ในแง่ความหมาย :

1- การดับของไฟหรือความร้อน

2- อนามัย, ความรู้สึกว่าร่างกายมีความผาสุกสวัสดี

3- การดับไฟทางใจ 3 กอง

4- ความรู้สึกมีสุขภาพในด้านดี, ความมั่นคง, ความถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ, ชัยชนะและความสงบ, ความพ้นจากอบายมุข, ความสุขสำราญ

๓) “นิพฺพาน” ในแง่ความเข้าใจ :

1- นิพพานไม่ใช่สถานที่ ซึ่งมีอยู่แล้ว ณ เวลานี้ แล้วก็พยายามจะไปกันให้ถึง แต่นิพพานเป็นสภาวะหรือคุณภาพของจิตใจ

2- นิพพานเป็นสัจธรรม ไม่ขึ้นกับความเชื่อหรือความเข้าใจของใคร ไม่ว่าใครจะเชื่ออย่างไรหรือไม่เชื่ออย่างไร นิพพานก็เป็นจริงอย่างที่นิพพานเป็น

3- นิพพานเข้าใจได้ด้วยการสัมผัสของจริง ไม่ใช่ด้วยการอ่านหรือฟังคำบรรยาย เหมือนรสอาหาร ต่อให้พรรณนาหยดย้อยก็รู้ไม่ได้ แต่เมื่อได้ลิ้มรส แม้ไม่ต้องพรรณนาก็รู้ได้เอง

4- ผู้บรรลุนิพพานไม่ต้องออกไปอยู่นอกสังคมหรือนอกโลก พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ตามปกติ

(๒) “สวรรค์

บาลีเป็น “สคฺค” (สัก-คะ) แปลตามศัพท์ว่า “ที่ดำรงอยู่ยืนนานและสวยงาม” “แดนอันแสนดีเลิศล้ำด้วยกามคุณ” “แดนที่มีอารมณ์อันเลิศ” (คือได้พบเห็นสัมผัสแต่สิ่งที่น่าเพลิดเพลินเจริญใจ) “แดนที่ติดข้อง

สคฺค สันสกฤตเป็น “สฺวรฺค” ภาษาไทยเขียนอิงสันสกฤตเป็น “สวรรค์” (สะ-หฺวัน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายไว้ว่า “โลกของเทวดา, เมืองฟ้า

ฝรั่งแปล “สคฺคสวรรค์” ว่า heaven, the next world แล้วขยายความว่า popularly conceived as a place of happiness and long life (ตามมโนภาพทั่วๆ ไป เข้าใจกันว่าเป็นสถานที่มีควมสุขและมีอายุยืน)

ตามปกติคำว่า “สคฺคสวรรค์” หมายถึง สวรรค์ที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม 6 ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี

(๓) “สวรรคาลัย

อ่านว่า สะ-หฺวัน-คา-ไล เทียบเป็นบาลีว่า สคฺค + อาลย = สคฺคาลย > สฺวรฺคาลย > สวรรคาลัย ตามศัพท์แปลว่า “แดนสวรรค์

พจน.54 บอกความหมายไว้ว่า “ตาย (ใช้แก่เจ้านายชั้นสูง), (กลอน) ตาย

ในคัมภีร์บาลียังไม่พบศัพท์ “สคฺคาลย” แต่มีคำว่า “สคฺคคต” (สัก-คะ-คะ-ตะ) ตรงกับคำว่า “สวรรคต” และ “ทิวงฺคต” (ทิ-วัง-คะ-ตะ) ตรงกับคำว่า “ทิวงคต” ทั้งสองศัพท์นี้แปลว่า “ไปสวรรค์” หมายถึง ตาย

สันนิษฐานว่า “สวรรคาลัย” คำเดิมในภาษาไทยคงจะเป็น “สวรรค์ครรไล” (สะ-หฺวัน-คัน-ไล) แปลว่า “ไปสวรรค์” (ครรไล = ไป) แต่พูดเพี้ยนเป็น สะ-หฺวัน-คา-ไล แล้วเลยเขียนเป็น “สวรรคาลัย” พจน.54 จึงให้ความหมายว่า “ตาย” (= “ไปสวรรค์”) แต่บางกรณีที่ใช้พูดหรือเขียนกัน “สวรรคาลัย” หมายถึง “แดนสวรรค์” อันเป็นความหมายที่ตรงตามรูปศัพท์

(๔) “ธรรมาลัย

อ่านว่า ทำ-มา-ไล มาจากคำว่า ธรรม + อาลัย

๑) “ธรรม” บาลีเป็น “ธมฺม” (ทำ-มะ) รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม ปัจจัย ลบ รฺ ที่สุดธาตุ และ ต้นปัจจัย = ธมฺม แปลว่า “สภาพที่ทรงไว้” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม” และแปลทับศัพท์ว่า ธรรม ความหมายรวบยอดของ “ธรรม” ก็คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นบ่อเกิดแห่งความดี (ดูคำแปลอย่างละเอียดที่ บาลีวันละคำ (115) 31-8-55)

๒) “อาลัย

บาลีเป็น “อาลย” (อา-ละ-ยะ) รากศัพท์มาจาก อา (= ทั่ว, มาก, ยิ่ง) + ลิ (ธาตุ = ติดใจ, ติดแน่น) + ปัจจัย, ลบ , แปลง อิ ที่ ลิ เป็น (ลิ > ลย)

: อา + ลิ + = อาลิณ > อาลิ > อาลย แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ใจไปติดแน่นอยู่

อาลยอาลัย” ในทางรูปธรรม หมายถึง สถานที่พักอาศัย, ที่อยู่, แหล่งรวมของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, ในทางนามธรรม หมายถึง ความมีใจผูกพัน, ความเยื่อใย, ความติดใจปรารถนา, ความรักใคร่

ธมฺม + อาลย = ธมฺมาลย > ธรรมาลัย เป็นคำที่มีผู้คิดขึ้นใช้ในความหมายว่า “แสดงความอาลัยรักโดยทางธรรม” คือแทนที่จะร้องไห้คร่ำครวญหรือจมอยู่กับความโศกเศร้า ก็หวนคิดถึงสภาพธรรมดาของชีวิตอันเป็นสัจธรรม เป็นเหตุให้จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว

อภิปราย :

เมื่อดูถึงเจตนาของผู้ใช้ถ้อยคำเหล่านั้น น่าจะเห็นว่าเป็นการแสดงความรู้สึกว่าการพระราชทานเพลิงพระศพเป็นการส่งสมเด็จพระสังฆราชไปสู่ภพภูมิอันใดอันหนึ่ง

ถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงพูดว่า “ขอให้วิญญาณจงไปสู่สุคติ” แต่เมื่อพระองค์ท่านเป็นพระสงฆ์ การพูดเท่านั้นผู้พูดรู้สึกว่ายังต่ำเกินไปไม่สมสถานภาพ จึงนึกถึงภพภูมิอื่นๆ ที่เข้าใจว่าน่าจะสูงกว่า เช่นคิดว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาควรจะไปนิพพาน จึงเป็นที่มาของคำว่า “ส่งเสด็จสู่นิพพาน

ผู้คิดใช้ถ้อยคำเหล่านี้น่าจะใช้ไปตามจินตนาการของตนมากกว่าที่จะคำนึงถึงความเป็นจริงตามหลักวิชา เช่น เข้าใจว่านิพพานเป็นภพภูมิที่มีอยู่ ณ ดินแดนแห่งใดแห่งหนึ่งและสามารถตั้งความปรารถนาดีให้พระสงฆ์ไปอยู่ในนิพพานได้ ซึ่งความเข้าใจเช่นนี้ไม่ตรงกับคำสอนในพระพุทธศาสนา

คำอื่น เช่น สวรรคาลัย ธรรมาลัย ก็เป็นการใช้ถ้อยคำที่ไม่ตรงกับความหมาย

ถ้าถามว่า แล้วควรจะใช้ถ้อยคำว่าอย่างไรจึงจะถูกต้อง

ผู้เขียนบาลีวันละคำมีความเห็นว่า ควรเว้นถ้อยคำที่แสดงความปรารถนาให้พระองค์ท่านไปถึงหรือไปอยู่ในภพภูมิใดๆ

คำกลางๆ ที่เราใช้กับบุคคลทั่วไปคือ “ไปสู่สุคติ” น่าจะมีความหมายที่เหมาะสม แต่จะประดิษฐ์ถ้อยคำอย่างไรให้มีความหมายว่า “ไปสู่สุคติ” เป็นเรื่องที่ควรให้ผู้รู้ช่วยกันพิจารณาอย่างทั่วถึง

แนวเทียบก็อย่างเช่น-เรามีหลักเกณฑ์การใช้ราชาศัพท์ที่คนทั่วไปกำหนดจดจำและเข้าใจได้ตรงกันโดยไม่ต้องถกเถียงกันว่าจะใช้ถ้อยคำอย่างไรจึงจะถูกต้อง เช่น คำกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ใช้คำขึ้นต้นว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” คำลงท้ายให้ใช้ว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับภาษาของชาติสามารถจัดทำหลักเกณฑ์การใช้ถ้อยคำภาษาในพิธีการและกิจการต่างๆ ที่ควรใช้ภาษาให้เป็นแบบแผนขึ้นแล้วเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบว่า กรณีอย่างนี้ งานเช่นนี้ ให้ใช้ถ้อยคำอย่างนี้ๆ ความสับสนอลหม่านทางภาษาก็จะเบาบางลงไป หากจะมีเกิดขึ้นก็มีหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินได้แน่นอน ทั้งยังจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความจำเริญทางภาษาของชาติได้อีกโสดหนึ่ง

—–

สัจจะมี 2 คือ –

สมมติสัจจะ = ความจริงโดยสมมุติ (conventional truth)

ปรมัตถสัจจะ = ความจริงโดยปรมัตถ์ (ultimate truth)

: ภาษาเป็นสิ่งสมมุติก็จริง แต่ก็เป็นสัจจะ

———–

(ภาพประกอบจากเฟซของ Wiroj Pispeng และ ยุทธเศรษฐ วังกานนท์)

17-12-58

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย