มละ (บาลีวันละคำ 2,605)

มละ

ใน “มละ” มีธัมมัง

ใน “มลํ” มีธรรมะ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีคำว่า “มละ” อ่านว่า มะ-ละ เป็นคำกริยา แปลว่า ละ, ทิ้ง

มละ” ในที่นี้ไม่ใช่ “มละ” ตามพจนานุกรมฯ แต่เป็น “มละ” ที่มาจากบาลีว่า “มล” อ่านว่า มะ-ละ เหมือนกัน แต่ความหมายคนละอย่างกัน

มล” ที่เป็นคำบาลี (อ่านว่า มะ-ละ) รากศัพท์มาจาก มลฺ (ธาตุ = เคลื่อนที่; มัวหมอง) + ปัจจัย

: มลฺ + = มล แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งที่เคลื่อนออกมา” (เช่นสิ่งสกปรกจากร่างกาย) (2) “สิ่งเป็นเหตุให้มัวหมอง”

มล” (นปุงสกลิงค์) หมายถึง สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์, มลทิน; ความสกปรก, ของโสโครก; ความไม่บริสุทธิ์ (anything impure, stain; dirt; impurity)

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกความหมายของ “มล” ในสันสกฤตไว้ดังนี้ –

มล : (คุณศัพท์) เปื้อนเปรอะ; dirty; – (คำนาม) สิ่งโสมมหรือเปื้อนเปรอะทั่วไป; บาป; dirt or filth in general; sin.”

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “มละ” เป็นอังกฤษว่า –

Mala: dirt; impurity; stain; refuse; dust.

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

มล, มล– [มน, มนละ-] : (คำนาม) ความมัวหมอง, ความสกปรก, ความไม่บริสุทธิ์; สนิม, เหงื่อไคล. (คำวิเศษณ์) มัวหมอง, สกปรก, ไม่บริสุทธิ์. (ป., ส.).”

อภิปราย :

มล” ที่มาจากบาลี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บเป็น “มล” และ “มล-”

มล” บอกคำอ่านว่า มน

มล-” (มีขีดท้าย) บอกคำอ่านว่า มน-ละ- (ไม่ใช่ มะ-ละ-) หมายถึงในกรณีที่มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย เช่น –

มลพิษ” ให้อ่านว่า มน-ละ-พิด ไม่ใช่ มะ-ละ-พิด หรือ มน-พิด

มลสาร” อ่านว่า มน-ละ-สาน ไม่ใช่ มะ-ละ-สาน หรือ มน-สาน

เป็นอันว่า “มล” ที่มาจากบาลี พจนานุกรมฯ ไม่ได้สะกดเป็น “มละ

ที่สะกดเป็น “มละ” แปลว่า ละ, ทิ้ง ก็ไม่ใช่คำบาลี

ผู้เขียนบาลีวันละคำขอเสนอให้ราชบัณฑิตยฯ เก็บคำว่า “มละ” ไว้ในพจนานุกรมฯ อีกคำหนึ่งเป็น “มละ ๒” ใช้คำนิยามเดียวกับ “มล, มล-”

เหตุที่เสนอให้เก็บ “มละ” อีกคำหนึ่งก็เพราะในภาษาธรรม (ถ้อยคำที่ใช้อธิบายธรรมะ) “มล” ที่มาจากบาลี ถ้าอ่านว่า มะ-ละ ท่านสะกดเป็น “มละ” ไม่ได้สะกดเป็น “มล” และถ้าสะกดเป็น “มล” ก็ต้องอ่านว่า มน ไม่ใช่อ่านว่า มะ-ละ

แถม ๑ : ใน “มละ” มีธัมมัง

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มีคำว่า “มละ” บอกไว้ดังนี้ –

…………..

มละ : มลทิน, เครื่องทำให้มัวหมอง เปรอะเปื้อน, กิเลสดุจสนิมใจ มี ๙ อย่างคือ

๑. โกธะ ความโกรธ

๒. มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน

๓. อิสสา ความริษยา

๔. มัจฉริยะ ความตระหนี่

๕. มายา มารยา

๖. สาเถยยะ ความโอ้อวดหลอกเขา

๗. มุสาวาท การพูดเท็จ

๘. ปาปิจฉา ความปรารถนาลามก

๙. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด

…………..

แถม ๒ : ใน “มลํ” มีธรรมะ

ในคัมภีร์ธรรมบท (พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 28 มลวรรค) มีคำว่า “มลํ” (มะ-ลัง, คือคำว่า “มล” ที่แจกด้วยวิภัตติแล้ว) อยู่ในคาถาบทหนึ่ง แสดงหลักธรรมะ ดังนี้ –

อสชฺฌายมลา มนฺตา

อนุฏฺฐานมลา ฆรา

มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ

ปมาโท รกฺขโต มลํ.

(อะสัชฌายะมะลา มันตา

อะนุฏฐานะมะลา ฆะรา

มะลัง วัณณัสสะ โกสัชชัง

ปะมาโท รักขะโต มะลัง)

ถอดความว่า –

1 ไม่หมั่นทบทวน เป็นมลทินของหลักวิชา

2 ไม่ขยันหา เป็นมลทินของครอบครัว

3 ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เป็นมลทินของเนื้อนวล

4 เผอเรอเรรวน เป็นมลทินของเวรยาม

…………..

ดูก่อนภราดา!

: บางครั้งเราจำเป็นต้องอ่อนข้อให้คนชั่ว

: แต่ไม่จำเป็นต้องอ่อนข้อให้ความชั่ว

#บาลีวันละคำ (2,605)

31-7-62

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย