ขอเรียนเชิญด้วยความเคารพ

ขอเรียนเชิญด้วยความเคารพ

——————————

ในบรรดาคุณธรรมที่ขาดแคลนในสังคมไทยเรา การทำผิดแล้วยอมรับผิดนับว่าขาดแคลนอย่างยิ่ง

เรามักพบเห็นได้ทั่วไป-ถึงกรณีคนไม่ได้ทำผิด ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ผิด 

อันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

แต่เราก็มักพบเห็นได้ทั่วไป-ถึงกรณีคนทำผิดแท้ๆ ตัวเองก็รู้ว่าตัวทำผิด แต่ไม่ยอมรับว่าตัวทำผิด ทั้งไม่ยอมรับผิดชอบต่อผลเสียอันเกิดจากการทำผิดของตน มิหนำซ้ำยังพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ใครๆ รับรองว่าตนไม่ผิด 

อันนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องวิปริต

การทำผิดแล้วยอมรับผิดนั้นเป็นวัฒนธรรมของอารยชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปลงอาบัติของพระภิกษุ

วิถีชีวิตของพระภิกษุนั้นท่านกำหนดไว้ว่า ให้พิจารณาการกระทำของตนอยู่เนืองๆ ถ้าเห็นข้อผิดพลาดบกพร่อง-โดยเฉพาะการล่วงละเมิดสิกขาบทต่างๆ-ท่านกำหนดให้ต้องประกาศยอมรับความผิดพลาดนั้นต่อเพื่อนภิกษุด้วยกันทันที

ยอมรับเพื่อสำรวมระวัง ไม่ทำผิดพลาดเช่นนั้นอีก

ไม่ใช่ยอมรับวันนี้ เพื่อทำผิดซ้ำในวันพรุ่งนี้ 

และทำผิดซ้ำซากอีกในวันต่อไป

———————-

ที่น่าสยดสยองยิ่งไปกว่านั้น-นอกจากทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด-ก็คือ การพยายามสร้างค่านิยมเลวทรามที่ว่า – 

“ถึงจะทำผิดก็ไม่เป็นไร 

ที่ไหนๆ เขาก็ทำอย่างนี้”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่าทุจริตเลือกตั้ง

เมื่อเมืองไทยมีระบบเลือกตั้งใหม่ๆ นั้น การเลือกตั้งกระทำกันอย่างโปร่งใส ใครทุจริตถือว่าเป็นเรื่องเลวทราม สังคมไม่ยอมรับ

แต่วันนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร การทุจริตเลือกตั้งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา สังคมยอมรับอย่างหน้าตาเฉยว่า ที่ไหนๆ เขาก็ทำกัน

โดยเฉพาะอ้างว่า ฝรั่งเขายังทำกันเลย

สังคมเรามีค่านิยมบูชาฝรั่ง เห็นฝรั่งเป็นเทวดา อะไรที่ฝรั่งทำถือว่าเป็นดีไปหมด

พออ้างว่าฝรั่งเขายังทำกันเลย ก็เลยได้สิทธิ์ที่จะทำทุจริตตามฝรั่งทันที

การทำทุจริตแล้วยอมรับกันว่า-ไม่เป็นไร คืออภิมหาวิปริตหาที่สุดมิได้

———————-

นักการเมืองโกงกิน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนว่าทำได้ ไม่เป็นไร

เคยได้ยินมีผู้อ้างเหตุผลว่า-ก็เขาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ก็ต้องยอมให้เขาได้ผลประโยชน์บ้างเป็นธรรมดา

การโกงกินก็เลยถูกถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปอีกเรื่องหนึ่ง

มิหนำซ้ำมีแนวร่วมใกล้ๆ วัด สนับสนุนเสียด้วย อ้างว่าการโกงกินมันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลโน่นแล้ว

อ้างเสร็จ ได้สิทธิ์โกงโดยชอบธรรมทันที

———————-

นึกถึงความเสื่อมของคุณธรรมในใจคน ทำให้นึกความตอนหนึ่งในจักกวัตติสูตร 

ขอนำความบางตอนมาเสนอไว้ในที่นี้ ดังนี้ 

…………………

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักมีสมัยที่มนุษย์เหล่านี้มีบุตรอายุ ๑๐ ปี ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปีจักสมควรมีสามีได้ 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี กุศลกรรมบถ ๑๐ จักอันตรธานไปหมดสิ้น อกุศลกรรมบถ ๑๐ จักรุ่งเรืองเหลือเกิน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี แม้แต่ชื่อว่า “กุศล” ก็จักไม่มี คนทำกุศลจักมีแต่ไหน 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี คนทั้งหลายจักไม่ปฏิบัติชอบในมารดา จักไม่ปฏิบัติชอบในบิดา จักไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ จักไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ จักไม่ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล เขาเหล่านั้นก็จักได้รับการบูชาและได้รับการสรรเสริญเหมือนคนปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูลในบัดนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เขาจักไม่มีจิตคิดเคารพยำเกรงว่านี่แม่ นี่น้า นี่พ่อ นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ หรือว่านี่ภรรยาของท่านที่เคารพทั้งหลาย สัตว์โลกจักถึงความสมสู่ปะปนกันหมด เปรียบเหมือนแพะ ไก่ สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี สัตว์เหล่านั้นต่างก็จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน มารดากับบุตรก็ดี บุตรกับมารดาก็ดี บิดากับบุตรก็ดี บุตรกับบิดาก็ดี พี่ชายกับน้องหญิงก็ดี น้องหญิงกับพี่ชายก็ดี จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่ากันอย่างแรงกล้า นายพรานเนื้อเห็นเนื้อเข้าเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน.

ที่มา: จักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๔๖

…………………

ตรงที่ว่า–เขาเหล่านั้นก็จักได้รับการบูชาและได้รับการสรรเสริญเหมือนคนปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูลในบัดนี้–หมายความว่ากระไร?

ก็หมายความว่า คนประพฤติชั่วกลับได้รับยกย่องนับถือสรรเสริญว่าเป็นคนดี เหมือนกับที่ใครทำผิดทำชั่วแล้วไม่รับผิดและไม่รับผิดชอบ ใครโกงกินถือว่าเป็นคนฉลาด ที่สังคมเรากำลังยกย่องนับถือกันอยู่ ณ บัดนี้นั่นเอง

ใครยังไม่เคยอ่านจักกวัตติสูตร ขอแนะนำให้ไปหาอ่านโดยพลัน เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจได้ถูก

———————-

ถามว่า แล้วจะทำอย่างไรกัน 

ตอบได้เลยว่า ไม่ต้องคิดฝันว่าจะไปแก้ไขสังคมให้กลับมาเป็นสังคมคนดี และไม่ต้องไปเรียกร้องให้คนนั้นคนโน้นทำอย่างนั้นอย่างนี้ หน่วยงานนั่นนี่ทำอย่างนี้อย่างนั้น

สิ่งที่แต่ละคนทำได้ในบัดนี้ก็คือ รู้ทันความชั่ว 

และอย่ายอมสยบให้แก่คนชั่ว

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเป็นคนชั่วเสียเอง

พร้อมกันนั้นก็พยายามสร้างภูมิต้านทานและภูมิคุ้มกันขึ้นในชีวิตของตนเองให้เต็มที่

อย่าอึดอัดขัดเคืองไปกับสภาพสังคม จนถึงผรุสวาทหรือประทุษร้ายใครเข้า

อย่าเอาความบกพร่องของคนอื่นมาเป็นเหตุให้ตัวเองบกพร่องไปอีกคนหนึ่ง

สังคมมีคนไม่ดีมากเกินพอแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่มจำนวนคนชั่วขึ้นอีกคนหนึ่ง-คือตัวเราเอง

จงมีกำลังใจที่จะเริ่มทำความดี 

ถ้าทำอยู่แล้วก็อย่าหมดกำลังที่จะทำต่อไปและทำให้ยิ่งขึ้นไป ทั้งความดีส่วนตัวและเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

เมื่อทำได้ดังนี้ แม้จะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย ก็ภาคภูมิใจได้ว่าได้ทำหน้าที่สมาชิกที่ดีของโลกตามควรแก่สติปัญญาสามารถแล้ว 

จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา

แต่ถ้าใครมีวาสนาบารมีมากเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช สามารถจะล้างสังคมให้สะอาดได้ 

ก็-ขอเรียนเชิญด้วยความเคารพครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๐

๑๖:๓๐

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *