บาลีวันละคำ

อวิหา (บาลีวันละคำ 3,525)

อวิหา

รูปพรหมชั้นที่สิบสอง

อ่านว่า อะ-วิ-หา 

อวิหา” รากศัพท์มาจาก –

(1) (คำนิบาต = ไม่, ไม่ใช่) + วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ชหฺ (ธาตุ = ละ, สละ) + กฺวิ ปัจจัย, ลบ ชฺ ต้นธาตุและ กฺวิ, “ทีฆะสระหน้า” คือ อะ ที่ เป็น อา, แปลง เป็น  

: + วิ + ชหฺ = นวิชหฺ + กฺวิ = นวิชหฺกฺวิ > นวิหฺกฺวิ > นวิห > นวิหา > อวิหา แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไม่ละฐานะของตนโดยกาลเล็กน้อย” (คือจะไม่พรากไปจากสมบัติที่ตนครองอยู่นั้นแม้เพียงชั่วครู่ยาม)

(2) (คำนิบาต = ไม่, ไม่ใช่) + วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + หา (ธาตุ = เสื่อม) + (อะ) ปัจจัย, แปลง เป็น  

: + วิ + หา = นวิหา + = นวิหา > อวิหา แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตนๆ” 

อวิหา” หมายถึง พรหมชั้นอวิหา, พรหมโลกชั้นอวิหา

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกความหมายของ “อวิหา” ว่า the world of the Aviha’s, i.e. the 12th of the 16 Brahmā-words (พรหมโลกชั้นอวิหา, คือเป็นชั้นที่ 12 ของพรหมโลก 16 ชั้น) 

ในภาษาบาลี “อวิหา” เป็นรูปศัพท์อิตถีลิงค์ ใช้เป็นคุณศัพท์ขยายคำว่า “เทวา” (เทวดาทั้งหลาย) คงรูปเป็น “อวิหา” 

อวิหา” ใช้ในภาษาไทยตามรูปบาลีเป็น “อวิหา” คำนี้ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

อภิปรายขยายความ :

คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี อรรถกถาวิภังคปกรณ์ อภิธรรมฺปิฎก ตอนธัมมหทยวิภังคนิทเทส หน้า 836 กระจายศัพท์ให้เห็นที่มาของชื่อนี้ว่า 

…………..

อตฺตโน  สมฺปตฺติยา  น  หายนฺติ  อวิหา  ฯ

แปลว่า ชื่อว่า อวิหา เพราะย่อมไม่เสื่อมสูญไปจากสมาบัติของตน

…………..

อวิหา” เป็นชื่อของพรหมชั้นที่ 12 ในรูปาวจรภูมิซึ่งมีทั้งหมด 16 ชั้น 

อวิหา” เป็นพรหมที่อยู่ในชั้นที่เรียกว่า “สุทธาวาส” ซึ่งมี 5 จำพวก คือ อวิหาพรหม อตัปปาพรหม สุทัสสาพรหม สุทัสสีพรหม และอกนิฏฐพรหม 

อวิหาพรหมเป็นพรหมชั้นที่ 1 ในชั้นสุทธาวาส มีอายุยืนยาว 1,000 กัป

…………..

แถม :

ในฆฏิกรสูตร สังยุตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 152 มีคำของฆฏิการพรหมกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ –

…………..

อวิหํ อุปปนฺนาเส

วิมุตฺตา สตฺต ภิกฺขโว

ราคโทสปริกฺขีณา

ติณฺณา โลเก วิสตฺติกนฺติ.

(ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า)

ภิกษุ 7 รูปผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอวิหา

เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว 

มีราคะโทสะสิ้นแล้ว

ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้แล้ว

เย จ เต อตรุํ สงฺคํ

มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ

เต หิตฺวา มานุสํ เทหํ

ทิพฺพโยคํ อุปจฺจคุนฺติ.

(พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า)

ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง

ข้ามบ่วงมารอันเครื่องข้องที่ข้ามได้แสนยาก

ละกายมนุษย์แล้ว

ก้าวข้ามขึ้นไปถึงกายทิพย์

อุปโก ผลคณฺโฑ  จ

ปุกฺกุสาติ จ เต ตโย 

ภทฺทิโย ขณฺฑเทโว จ

พหุทนฺตี จ สิงฺคิโย

เต หิตฺวา มานุสํ เทหํ

ทิพฺพโยคํ อุปจฺจคุนฺติ.

(ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า)

คือ ท่านอุปกะ 1 ท่านผลคัณฑะ 1

ท่านปุกกุสาติ 1 เป็น 3

ท่านภัททิยะ 1 ท่านขัณฑเทวะ 1

ท่านพหุทันตี 1 ท่านสิงคิยะ 1 (รวมเป็น 7)

ท่านเหล่านั้นละกายมนุษย์แล้ว

ก้าวข้ามขึ้นไปถึงกายทิพย์

…………..

ดูก่อนภราดา!

: ธาตุขันธ์ เราไม่ต้องทำอะไรมันก็เสื่อมไปเอง

: แต่กิเลสตัณหา ถ้าเราไม่ทำอะไร มันก็ไม่เสื่อมไปเอง

#บาลีวันละคำ (3,525)

5-2-65 

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *