หนทางแห่งหายนะ

หนทางแห่งหายนะ

——————-

ได้ทราบมาเป็นการภายในว่า ขณะนี้วัดพระธรรมกายกำลังรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ให้ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเสนอไปยังรัฐบาลเป็นการเร่งเร้าให้รัฐบาลรีบดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาโดยเร็ว

“แหล่งข่าว” กล่าวว่า แหล่งรายชื่อที่เป็นเป้าหมายหลักก็คือ บัญชีรายชื่อผู้สมัครเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕

ผมฟังแล้วก็อุทานในใจว่า หวยออกแล้วไง

เหตุผลที่อุทานเช่นนั้นก็คือ โครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ นั้น มีเสียงซุบซิบมาตั้งแต่เริ่มต้นนั่นแล้วว่าคิดขึ้นมาเพื่อเป็นบันไดให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ไต่ขึ้นไปสู่ดวงดาว

พูดไม่อ้อมค้อมก็คือ เป็นโครงการหาเสียงเพื่อให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช

โครงการนี้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ท่านจะคิดเองหรือมีใครคิดให้ก็ตาม แต่ท่านก็แถลงบอกกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า ไม่ใช่โครงการของท่าน แต่เป็นโครงการของมหาเถรสมาคม คือเป็นโครงการของคณะสงฆ์ มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้สนองงาน เพราะฉะนั้นจะว่าเป็นโครงการของทางราชการนั่นเองก็ว่าได้

แต่กระนั้นผู้คนก็ยังซุบซิบคำเดิมกันอยู่ตลอดเวลา

ถ้ารายงานข่าวจากวัดพระธรรมกายที่กล่าวข้างต้นเป็นความจริง ก็จะเท่ากับเป็นการรับรองยืนยันว่า เสียงซุบซิบหรือความเข้าใจของผู้คนนั้นเป็นความจริง

และถ้าความจริงเป็นดังที่ว่านี้ หวยก็ออกตรงกับที่ชาวบ้านเขาแทงกันไว้

—————-

ผมเคยบอกแล้วว่า วัดพระธรรมกายนั้นมีความสามารถในการสร้างภาพจัดฉากให้ดูดี อลังการ น่าศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง 

โครงการต่างๆ ของวัดพระธรรมกายตรงกับโฆษณาสินค้าชนิดหนึ่งที่เคยฮิตติดอันดับ 

หลายคนคงนึกออก

……..

เล็กๆ มิต้าไม่

ใหญ่ๆ มิต้าทำ

……..

แต่เมื่อผู้คนศรัทธาแล้ว ก็ใช้ศรัทธานั่นเองเป็นท่อดูดเอาผลประโยชน์ต่างๆ เช่นความมั่งคั่งเป็นต้น มาสู่สำนักต่อไป

แนวทางของวัดพระธรรมกายก็คือ เอาทรัพยากรที่มีในพระพุทธศาสนาออกมาแปรรูปเป็นสินค้า ยกตัวอย่างเพียงชนิดเดียวก็จะเห็นชัด เช่นโครงการธุดงค์ธรรมชัยที่โด่งดัง

เวลานี้สังคมไม่เคยได้ข่าวว่าพระที่วัดพระธรรมกายจัดหามาเข้าฉากเดินธุดงค์เป็นร้อยเป็นพันนั้นไปเดินธุดงค์อยู่ที่ไหน

การปฏิบัติธุดงควัตรในพระพุทธศาสนาอันเป็นของจริง ทำจริงเป็นชีวิตจิตใจ ไม่แสดงอวดใคร ถูกวัดพระธรรมกายเอามาแปรรูปเป็นการแสดงเพื่อเรียกศรัทธา พอได้ผลประโยชน์เสร็จแล้วก็เลิก จบการแสดง

—————-

ถ้าวัดพระธรรมกายเอาจำนวนผู้คนที่เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ เป็นฐานเสียงสนับสนุนให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ได้เป็นสังฆราช ก็ไม่ควรจะมีใครสงสัย เพราะนี่เป็นแนวทางที่วัดพระธรรมกายถนัดอยู่แล้ว –

แปรรูปศีล ๕ เป็นมรรคาไปสู่ความเป็นสังฆราช 

แล้วแปรรูปความเป็นสังฆราชเป็นมรรคาไปสู่การขยายอิทธิพลและเพิ่มพูนความมั่งคั่งต่อไปอีก

วิธีการของวัดพระธรรมกายไม่ต่างไปจากบริษัทพาณิชย์ที่ผลิตสินค้าออกมาชนิดหนึ่ง แล้วโฆษณาว่าประชาชนผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการใช้สินค้าชนิดนี้ เช่นสุขภาพดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น 

แต่เป้าหมายที่แท้จริง ใครก็รู้ว่า-อยู่ที่ผลกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้นนั่นต่างหาก 

สุขภาพคุณภาพอะไรนั่นเป็นเพียงตัวล่อ หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเอง

—————-

ผมก็อยากให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ได้เป็นสังฆราชครับ-พูดไปทำไมมี

วัดปากน้ำเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของวัดมหาธาตุ ราชบุรี อันเป็นสำนักของผมมาตลอด เนื่องเพราะท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำเป็นกัลยาณมิตรในชุดที่เรียกกันว่า “เบญจภาคี” กับพระเดชพระคุณพระเทพวิสุทธิโมลี (ช้อย ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุที่ล่วงลับไป

พระธรรมปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุรูปปัจจุบันก็เป็นศิษย์แท้ๆ ของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำ (หลวงพ่อสมเด็จวัดปากน้ำเป็นคู่สวด)

พระเดชพระคุณพระเทพวิสุทธิโมลี ช้อย เป็นทั้งพระอุปัชฌาย์ เป็นทั้งพระอาจารย์สอนบาลีของผม

พูดภาษาชาวบ้าน หลวงพ่อสมเด็จวัดปากน้ำเป็นเพื่อนรักกับพระอุปัชฌาย์ผม ทำไมผมจะไม่อยากให้ท่านได้เป็นใหญ่เป็นโต

ผมก็อยาก แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับวิธีการ โดยเฉพาะการเรียกร้องหรือกดดัน

ฐานันดรยศศักดิ์ ก็มีสถานะอย่างเดียวกับคำยกย่องคำชม

จะให้ใครยกย่องเราชมเรา ควรให้เขายกย่องหรือชมโดยบริสุทธิ์ใจ

ไม่ใช่ไปเที่ยวสะกิดบอกว่า ยกย่องฉันหน่อยซี ชมฉันหน่อยซี

การเรียกร้องหรือกดดันไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดๆ มีความหมายเท่ากับไปเที่ยวสะกิดบอกว่า ยกย่องฉันหน่อยซี ชมฉันหน่อยซี นั่นเอง

เป็นวิธีที่วิปริต บัณฑิตไม่ทำครับ

—————-

การชุมนุมพระสงฆ์ที่พุทธมณฑลเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ที่ธรรมกายสนับสนุนนั้น เจตนาที่แท้จริงก็เพื่อเรียกร้องกดดันให้สถาปนาท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นวัตถุประสงค์หลัก

แต่ได้พ่วงเอาการเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเข้าไปด้วยเป็นข้อสุดท้าย

แล้วเลยกลายเป็นผลพลอยเสียไปโดยคาดไม่ถึง

นั่นก็คือ คนทั้งหลายเลยเข้าใจผิดไปว่า การเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้นเป็นแผนการของธรรมกาย

ดังที่เกิดกระแสความคิดเห็นออกมาว่า-นี่ขนาดยังไม่ได้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ธรรมกายยังกร่างได้ถึงเพียงนี้ ถ้าบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ธรรมกายจะวางอำนาจขึ้นไปอีกสักเพียงไหน

เลยกลายเป็นสร้างภูเขาอีกลูกหนึ่งขวางหน้าการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

—————-

ผมได้เสนอความคิดไปแล้วว่า ถ้าท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ประกาศสละสิทธิ์เสีย ก็จะเป็นการยุติปัญหา ทั้งเปิดทางให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างปลอดโปร่งใจ

มีเสียงแย้งว่า เมื่อมันเป็นสิทธิ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปสละสิทธิ์ ด้วยเหตุผลนั่นนี่โน่น

ไม่สละ ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ วัดปากน้ำท่านก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะสละสิทธิ์หรือไม่สละสิทธิ์ก็ได้

แต่ผมมีความเชื่อว่า การเคลื่อนไหวเพื่อกดดันหรือเรียกร้องไม่ว่าจะโดยรูปแบบใดๆ หรือโดยอ้างสิทธิใดๆ ก็ตาม มีแต่จะทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชห่างไกลออกไปทุกที 

และพร้อมกันนั้นก็ขยายภาพที่น่าเกลียดน่าชังให้ใหญ่ขึ้นและชัดขึ้นไปทุกที โดยที่ผู้กระทำการหาได้รู้สึกหรือมองเห็นไม่

เมื่อความปรารถนาเข้าครอบงำ คำเตือนก็ไร้ค่า

ผมรู้สึกว่า พูดอะไรไปก็เหนื่อยเปล่า

—————-

ในพระไตรปิฎกมีชาดกเรื่องหนึ่งชื่อ คิชฌชาดก ว่าด้วยเรื่องแร้งติดบ่วง เล่าเรื่องพญาแร้งโพธิสัตว์หลงไปติดบ่วงเข้า นายพรานถามว่า ธรรมดาแร้งมีสายตาดี มองเห็นเหยื่อที่อยู่ไกลเป็นร้อยโยชน์ นี่บ่วงอยู่ใกล้แค่ปลายเท้าทำไมจึงมองไม่เห็น

พญาแร้งโพธิสัตว์ตอบว่า –

ยทา  ปราภโว  โหติ

โปโส  ชีวิตสงฺขเย  

อถ  ชาลญฺจ  ปาสญฺจ

อาสชฺชาปิ  น  พุชฺฌติ.

(คิชฌชาดก ทุกะนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๑๗๘)

เมื่อใด ถึงคราวจะหายนะ

ถึงวาระที่จะสิ้นชีวิต

เมื่อนั้น ข่ายและบ่วงอยู่เฉียดชิด

ก็ไม่รู้สึกตัว

……..

ความข้อนี้คล้ายกับภาษิตในฝ่ายสันสกฤตที่ว่า

วินาศกาเล  วิปรีตพุทฺธิ

เมื่อถึงคราวจะพินาศ 

ความคิดก็วิปลาสไปหมด

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙

๑๖:๒๖

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *