บทความเกี่ยวกับศาสนา-ภาษา-สังคม

คิดเฟื่องเรื่องอยู่ปริวาส (๓)

คิดเฟื่องเรื่องอยู่ปริวาส (๓)

————————–

ปัญหาก็คือ –

พระไม่ได้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสจะอยู่ปริวาสได้หรือไม่

ที่จัดกิจกรรมอยู่ปริวาสกันที่นั่นที่โน่น เป็นการอยู่ปริวาสที่ถูกต้องหรือไม่

ชาวบ้านไปร่วมอยู่ปริวาสด้วยได้หรือไม่

………

อรรถกถา อัคคัญญสูตร (สุมังคลวิลาสินี ภาค ๑ ฉบับเรียนพระไตรปิฎก หน้า ๗๑) มีข้อความตอนหนึ่งว่า –

………………………………

ภิกฺขูสุ  ปริวสนฺตีติ  เตเนว  ติตฺถิยปริวาสํ  วสนฺติ  น  อาปตฺติปริวาสํ.  อปริปุณฺณวสฺสตฺตา  ปน  ภิกฺขุภาวํ  ปฏฺฐยมานา  วสนฺติ.

แปลว่า –

สองบทว่า  ภิกฺขูสุ  ปริวสนฺติ  ความว่า สามเณรทั้งสองนั้น (คือสามเณรวาเสฏฐะ และสามเณรภารทวาชะ) อยู่ติตถิยปริวาส (ปริวาสสำหรับเดียรถีย์) หาใช่อยู่อาปัตติปริวาส (ปริวาสเพื่อพ้นอาบัติ) ไม่ เพราะมีอายุยังไม่บริบูรณ์ สามเณรทั้งสองจึงอยู่ (ปริวาส เพราะ) ปรารถนาความเป็นภิกษุ ( = อยู่ปริวาสเพื่อรอบวช)

………………………………

ตามอรรถกถาที่อ้างนี้ ท่านเอ่ยถึงปริวาส ๒ อย่าง คือ ติตฺถิยปริวาส และ อาปตฺติปริวาส

ติตฺถิยปริวาส แปลว่า “ปริวาสสำหรับเดียรถีย์” หมายถึงผู้ที่นับถือศาสนาอื่นมาก่อน (สามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะเคยบวชเป็นปริพาชกมาก่อน) หากจะเข้ามาบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา จะต้อง “อยู่ปริวาส” ก่อน ตามเวลาที่กำหนดไว้ ที่รู้กันก็คือ ๔ เดือน ความมุ่งหมายก็เพื่อจะดูความประพฤติหรือ “วัดใจ” ว่าการที่เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนานั้นมีความตั้งใจจริงแค่ไหนนั่นเอง 

ส่วน อาปตฺติปริวาส แปลว่า “ปริวาสเพื่อพ้นอาบัติ” นี่ก็คือปริวาสที่กำลังพูดถึง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เหตุที่จะทำให้ต้องอยู่ปริวาสมี ๒ อย่างเท่านั้น คือ

๑ คนนอกศาสนาจะขอมาบวชเป็นพระ ต้องอยู่ปริวาสก่อน ๔ เดือน

๒ พระต้องอาบัติสังฆาทิเสสและปิดเรื่องไว้ ต้องอยู่ปริวาสเท่าจำนวนวันที่ปิดไว้

นอกจากสาเหตุดังกล่าวนี้แล้ว ก็ไม่มีพุทธบัญญัติให้พระต้องอยู่ปริวาส

ในคัมภีร์มีคำว่า “ปริวาส” ที่น่าสนใจอยู่อีกคำหนึ่ง คือ “วิปัสสนาปริวาส” ขอยกมา ๒ แห่งดังนี้ –

………………………………

อถสฺสา  อุตฺตรึ  ติณฺณํ  มคฺคผลานํ  วิปสฺสนาปริวาสตฺถาย  สตฺถา  สุญฺญตกมฺมฏฺฐานํ  กเถตุํ  นนฺเท  มา  อิมสฺมึ  สรีเร  สาโร  อตฺถีติ  สญฺญํ  กริ  อปฺปมตฺตโกปิ  หิ  เอตฺถ  สาโร  นตฺถิ  ตีณิ  อฏฺฐิสตานิ  อุสฺสาเปตฺวา  กตํ  อฏฺฐีนํ  นครเมตนฺติ  วตฺวา  อิมํ  คาถมาห …

แปลว่า

ลำดับนั้น เพื่อจะตรัสสุญญตกรรมฐานเพื่อต้องการอบรมวิปัสสนาเพื่อมรรคผลทั้ง ๓ ยิ่งขึ้นไปแก่พระนาง (นันทา) พระศาสดาจึงตรัสว่า “นันทา เธออย่าทำความเข้าใจว่า ‘สาระในสรีระนี้มีอยู่’ เพราะสาระในสรีระนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี, สรีระนี้อันกรรมยกกระดูก ๓๐๐ ท่อนขึ้นสร้างให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย” ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ …

(รูปนันทาเถรีวัตถุ (๑๒๒) ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๑๐๖)

………………………………

คำว่า วิปสฺสนาปริวาสตฺถาย (วิปสฺสนาปริวาส + อตฺถาย) ท่านแปลว่า “เพื่อต้องการอบรมวิปัสสนา

อีกแห่งหนึ่ง ข้อความเป็นดังนี้ –

………………………………

กิเลเส  ปน  วิกฺขมฺเภตฺวา  วิปสฺสนาปริวาสํ  มคฺคปาตุภาวํ  สณิกํ  กุรุมานา

แปลว่า

แต่ครั้นข่มกิเลสได้แล้ว ค่อยๆ ทำการบ่มวิปัสสนาไปให้มรรคปรากฏ

(วิสุทธิมรรค ภาค ๓ หน้า ๓๑๔ – ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทส 

วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๒ หน้า ๑๙๗)

………………………………

คำว่า วิปสฺสนาปริวาสํ ท่านแปลว่า “การบ่มวิปัสสนา

คำว่า “วิปสฺสนาปริวาส” ดูเผินๆ เหมือนจะเข้าชุดกับ “ติตฺถิยปริวาส” และ “อาปตฺติปริวาส

ติตฺถิยปริวาส” แปลว่า ปริวาสสำหรับเดียรถีย์

อาปตฺติปริวาส” แปลว่า ปริวาสเพื่อพ้นอาบัติ

วิปสฺสนาปริวาส” ก็น่าจะแปลว่า ปริวาสเพื่อวิปัสสนา คืออยู่ปริวาสเพื่อเจริญวิปัสสนา

หมายความว่า ที่จัดให้มีกิจกรรมบุญปริวาสกันนั้นก็คือ วิปัสสนาปริวาส ตัวนี้เอง ไม่ใช่อยู่ปริวาสเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสสอย่างที่ยกขึ้นมาตั้งข้อสงสัย เพราะฉะนั้น พระสงฆ์หรือชาวบ้านจึงสามารถเข้าร่วมกิจกรรมบุญปริวาสได้ เพราะเป็นปริวาสเพื่อปฏิบัติธรรม

แต่ – ภาษาบาลีจะดูกันแค่ศัพท์ไม่ได้ ต้องดูไปที่เรื่องราวด้วย

ตามเรื่องที่ยกมานี้ “วิปสฺสนาปริวาส” ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ “การอยู่ปริวาส” ตามความหมายที่กำลังพูดกันอยู่นี้เลย

วิปสฺสนาปริวาส” แปลว่า “การอบรมวิปัสสนา” หรือ “การบ่มวิปัสสนา” หมายถึงการอบรมจิตให้เข้าถึงภาวะแห่งวิปัสสนา 

ปริวาส” ในคำว่า “วิปสฺสนาปริวาส” ไม่ได้แปลว่า “อยู่ปริวาส

วิปัสสนาปริวาส จึงเป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้นในกระบวนการบำเพ็ญจิตภาวนาหรือเจริญพระกรรมฐาน

ไม่ได้เกี่ยวกับการอยู่ปริวาสหรือไม่อยู่ปริวาสแต่อย่างใดทั้งสิ้น 

ใครอยากเจริญวิปัสสนาก็ปฏิบัติอบรมจิตของตนไป ไม่ต้องไป “อยู่ปริวาส” กันที่ไหนเลยก็ปฏิบัติได้

ถ้าดูเหตุผลของนักอยู่ปริวาสก็จะยิ่งเห็นชัดว่า อ้างเป็น “วิปัสสนาปริวาส” ไม่ได้เลย เพราะท่านให้เหตุผลว่า อยู่ปริวาสเพื่อศีลจะได้บริสุทธิ์ ซึ่งนั่นก็คือ อาปัตติปริวาสปริวาสเพื่อพ้นอาบัติ นั่นเอง

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปลคำว่า “ปริวาส” เป็นภาษาอังกฤษคำหนึ่งว่า living under probation

พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปลคำว่า probation ว่า การทดลองดูความสามารถ, เพื่อทดลอง, พิสูจน์

และมีคำว่า probationer มีคำแปลว่า “นักโทษในระหว่างทดลองความประพฤติ ก่อนได้ปล่อย

จะเห็นได้ว่า การอยู่ปริวาสนั้นแท้จริงแล้วเป็นมาตรการลงโทษภิกษุที่ทำความผิดในขั้นร้ายแรง คือต้องอาบัติสังฆาทิเสสนั่นเอง

และการจะอยู่ปริวาสก็มีเงื่อนไขแน่นอน คือ –

๑ ต้องปรากฏอย่างแน่ชัดแล้วว่าภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส และ

๒ ภิกษุนั้นรู้อยู่แล้วว่าตนต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่จงใจปกปิดไว้หรือมีพฤติกรรมที่เข้าลักษณะปกปิดอาบัติ

ถ้าไม่มีเงื่อนไข ๒ ข้อนี้ การอยู่ปริวาสก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุที่จะต้องอยู่ปริวาส

………………………………

๒ คิดอย่างไรกับกิจกรรมบุญปริวาส 

………………………………

ปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมอยู่ปริวาส คือเชิญชวนให้พระภิกษุไปอยู่ปริวาสโดยอ้างว่า อยู่ปริวาสแล้วทำให้ศีลบริสุทธิ์ ญาติโยมที่ไปอุปถัมภ์บำรุงพระที่มาอยู่ปริวาสก็เชื่อกันว่าได้บุญมากเป็นพิเศษเพราะมีส่วนส่งเสริมให้พระมีศีลบริสุทธิ์ 

บางทีชาวบ้านก็เลยถือเป็นโอกาสอยู่ปริวาสไปกับพระด้วยเลย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ตัวเองเป็นคนบริสุทธิ์ได้ด้วย

พระที่ไปอยู่ปริวาส ก็ให้เหตุผลว่า ในห้วงเวลาปีหนึ่งที่ผ่านมา ไม่แน่ใจว่าได้ทำอะไรผิดพลาดจนถึงขั้นเป็นอาบัติสังฆาทิเสสเข้าบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ทำผิดก็รอดตัวไป แต่ถ้าได้ทำผิดพลาดไว้ ถ้าไม่อยู่ปริวาสก็จะมีมลทินติดตัวไปตลอด ดังนั้นการอยู่ปริวาสจึงถูกต้องแล้ว เพราะเป็นการชำระศีลให้บริสุทธิ์

พูดง่ายๆ ว่า อยู่ปริวาสกันเหนียว หรือเกินดีกว่าขาดนั่นเอง

………….

(มีต่อ)

………….

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕

๑๐:๓๗

…………………………….

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย

…………………………….

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *