บาลีวันละคำ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา (บาลีวันละคำ 1,049)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา

เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ

สยามบรมราชกุมารี

คำอ่าน (ตามหลักภาษา) :

สม-เด็ด-พฺระ-เทบ-พะ-รัด-ตะ-นะ-ราด-ชะ-สุ-ดา

เจ้า-ฟ้า-มะ-หา-จัก-กฺรี-สิ-ริน-ทอน

รัด-ถะ-สี-มา-คุ-นา-กอน-ปิ-ยะ-ชาด

สะ-หฺยาม-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-กุ-มา-รี

————-

ขอบเขต :

(๑) แยกศัพท์ที่เป็นบาลีสันสกฤตในพระนามาภิไธย

(๒) แสดงความหมายของแต่ละศัพท์

(๓) ไม่แสดงความหมายโดยรวมในพระนามาภิไธย เว้นแต่คำที่สมาสสนธิกันบางคำ

————-

(๑) สมเด็จ

คำว่า “สมเด็จ” ผู้รู้ทางภาษาสันนิษฐานว่าเราได้มาจากเขมร จะเป็นคำเขมรแท้ๆ หรือเขมรได้มาจากใครอีกต่อหนึ่งเป็นข้อที่ควรศึกษาสืบค้นต่อไป

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

สมเด็จ : (คำนาม) คํายกย่องหน้าชื่อฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิด หรือแต่งตั้ง หมายความว่า ยิ่งใหญ่หรือประเสริฐ เช่น สมเด็จพระราชินี สมเด็จเจ้าฟ้า สมเด็จเจ้าพระยา สมเด็จพระราชาคณะ, ใช้แต่ลำพังว่า สมเด็จ ก็มี.”

(๒) พระ

คำว่า “พระ” มีผู้ให้ความเห็นว่าน่าจะมาจาก “วร” (วะ-ระ) ในบาลีสันสกฤต แปลว่า “ผู้ประเสริฐ” แปลง เป็น ออกเสียงว่า พะ-ระ แล้วกลายเสียงเป็น พฺระ (ร กล้ำ)

ในที่นี้ใช้ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ตอนหนึ่งว่า –

“… ใช้ประกอบหน้าคําอื่นแสดงความยกย่อง ๑. เทพเจ้าหรือเทวดาผู้เป็นใหญ่ … ๒. พระเจ้าแผ่นดินหรือของที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายชั้นสูง เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ …”

(๓) เทพ

เทพ” บาลีเป็น “เทว” (เท-วะ) รากศัพท์มาจาก ทิวฺ (ธาตุ = รุ่งเรือง, เล่น, สนุก, เพลิดเพลิน) + ปัจจัย, แผลง อิ ที่ ทิ-(วุ) เป็น เอ

: ทิวฺ + = ทิว > เทว แปลตามศัพท์ว่า (1) “ผู้รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ของตน” (2) “ผู้เพลิดเพลินด้วยเบญจกามคุณ

ความหมายของ “เทว” ที่มักเข้าใจกัน คือหมายถึง เทพเจ้า, เทวดา

แต่ความจริง “เทว” ในบาลียังหมายถึง พระยม, ความตาย, สมมติเทพ, พระราชา, ฟ้า, ท้องฟ้า, ฝน, เมฆฝน อีกด้วย

เทว” เมื่อใช้ในภาษาไทยแปลง เป็น ตามสูตรที่นิยมทั่วไป เช่น วร เป็น พร วิวิธ เป็น พิพิธ : เทว > เทพ

(๔) รัตน

รัตน”  บาลีเป็น “รตน” (ระ-ตะ-นะ) แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งที่ขยายความยินดี” คือเพิ่มความยินดีให้ (2) “สิ่งเป็นที่ชื่นชอบแห่งผู้คน” (3) “สิ่งที่นำไปสู่ความยินดี” (4) “สิ่งที่ยังความยินดีให้เกิดขึ้น

รตน > รัตน ความหมายที่เข้าใจกันคือ แก้วที่ถือว่ามีค่ายิ่ง ถ้าใช้ประกอบคําอื่นหมายถึงยอดเยี่ยมในพวกนั้น ๆ เช่น บุรุษรัตน์ นารีรัตน์ รัตนกวี

(๕) ราชสุดา

ประกอบด้วย ราช + สุดา

ราช” (บาลีอ่านว่า รา-ชะ) รากศัพท์มาจาก –

(1) ราชฺ (ธาตุ = รุ่งเรือง) + ปัจจัย = ราช แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รุ่งเรืองโดยยิ่งเพราะมีเดชานุภาพมาก

(2) รญฺชฺ (ธาตุ = ยินดี พอใจ) + ปัจจัย, ลบ , ลบ ญฺ, ยืดเสียง อะ ที่ – เป็น อา

: รญฺชฺ > รช + = รช > ราช แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังคนทั้งหลายให้ยินดี” หมายความว่า ผู้อำนวยความสุขให้ทวยราษฎร์ จนคนทั้งหลายร้องออกมาว่า “ราชา ราชา” (พอใจ พอใจ)

ราช” หมายถึง พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน ใช้นำหน้าคำให้มีความหมายว่า เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน, เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นของหลวง

สุดา” บาลีเป็น “สุตา” (สุ-ตา) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันบิดามารดาปกครอง” “ผู้เชื่อฟัง” หมายถึง ลูกสาว (ถ้า “สุต” (สุ-ตะ) หมายถึง ลูกชาย)

ราช + สุดา = ราชสุดา แปลตามศัพท์ว่า “ลูกสาวของพระราชา

(๖) เจ้าฟ้า

พจน.54 บอกไว้ว่า –

เจ้าฟ้า ๑ : (คำนาม) สกุลยศสำหรับพระราชโอรสหรือพระราชธิดาซึ่งพระมารดาเป็นพระราชธิดาหรือพระราชนัดดาของพระมหากษัตริย์; เรียกเจ้าผู้ครองแคว้นไทยถิ่นอื่น เช่น เจ้าฟ้าเชียงตุง.”

(๗) มหา

มหา” (มะ-หา, คำเดิม “มหนฺต”) แปลว่า ใหญ่, ยิ่งใหญ่, กว้างขวาง, โต, สำคัญ, เป็นที่นับถือ บางทีใช้ในความหมายว่า “มาก

(๘) จักรี

จักรี” เป็นรูปสันสกฤต (จกฺรี หรือ จกฺรินฺ) บาลีเป็น “จกฺกี” อ่านว่า จัก-กี

จกฺกี” มาจาก จกฺก + อี = จกฺกี แปลว่า “ผู้มีจักร

จกฺก” (ไทยเขียน “จักร”) ความหมายสามัญคือ ล้อรถ สัญลักษณ์แห่งการขับเคลื่อนพัฒนาของมนุษยชาติ แล้วพัฒนาเป็นแผ่นกลม คือ อาวุธสำหรับขว้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจเพื่อปราบยุคเข็ญ

เมื่อเกิดคติว่า พระนารายณ์อวตารลงมาปราบยุคเข็ญ จึงเรียกพระนารายณ์ว่า “จกฺกีจักรีผู้มีจักร

ต่อมา “จักรี” หมายถึง พระราชา ตามคติความเชื่อของไทยที่ถือว่าพระราชาเป็นพระนารายณ์อวตาร

คำว่า “จักรี” ยังหมายถึง “ราชวงศ์จักรี” ได้อีกด้วย

(๙) สิรินธร

บาลีเป็น “สิรินฺธร” อ่านว่า สิ-ริน-ทะ-ระ

ประกอบด้วย สิริ + ธร

สิริ” (อ่านว่า สิ-ริ, บาลีมี “สิรี” อีกรูปหนึ่ง) รากศัพท์มากจาก สิ (ธาตุ = เสพ, คบหา, อาศัย) + ปัจจัย + อิ หรือ อี (ปัจจัยที่ทำให้เป็นอิตถีลิงค์)

: สิ + = สิร + อิ (อี) = สิริ (สิรี)

สิริ” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันผู้ทำความดีไว้ได้สัมผัส” หรือ “สิ่งที่อาศัยอยู่ในบุคคลผู้ทำความดีไว้

พจนานุกรมบาลี-อังฤษ แยกความหมายของ “สิริ” ไว้ดังนี้ –

1 ความโอ่อ่าอลังการ, ความสวยงาม (splendour, beauty)

2 โชค, ความรุ่งโรจน์, ความมีเดช, ความรุ่งเรือง (luck, glory, majesty, prosperity)

3 เทพธิดาแห่งโชคลาภ (the goddess of luck)

4 (เมื่อ + คพฺภ = สิริคพฺภ) ห้องบรรทม (the royal bed-chamber)

ธร” รากศัพท์มากจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + อ ปัจจัย

: ธรฺ + = ธร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทรงไว้” หมายถึง รองรับ, สวม, เก็บ; จำไว้ในใจ, ท่องจำ (bearing, wearing, keeping; holding in mind, knowing by heart)

สิริ + ธร ตรงตัวเป็น สิริธร แต่มีกฎว่า “ซ้อนพยัญชนะท้ายวรรคของคำหลัง” ซึ่งมีกระบวนการดังนี้ –

(1) “คำหลัง” ในที่นี้คือ “ธร” พยัญชนะต้นคำคือ “

(2) “พยัญชนะวรรค” ของ “” คือ ต ถ ท ธ น

(3) “พยัญชนะท้ายวรรค” คือ “

(4) เอา “” มาซ้อน คือแทรกระหว่าง สิริธร และทำหน้าที่เป็นตัวสะกด

(5) : สิริ + นฺ + ธร = สิรินฺธร

สิรินฺธร” เขียนแบบไทย ไม่มีจุดใต้ เป็น “สิรินธร” อ่านแบบไทยว่า สิ-ริน-ทอน

สิรินธร” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งสิริ” (glorious) หมายถึง ผู้มีความรุ่งโรจน์ สง่างาม เป็นสิริมงคลแก่ผู้พบเห็น

สิรินธร” เป็นพระนามของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อประสูติได้รับการถวายพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์”

(๑๐) รัฐ

รัฐ” บาลีเป็น “รฏฺฐ” (รัด-ถะ) รากศัพท์มาจาก –

(1) รฐฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ปัจจัย, แปลง ฐต เป็น ฏฐ

: รฐฺ + = รฐต > รฏฺฐ แปลตามศัพท์ว่า “ดินแดนเป็นที่เป็นไปแห่งชาวเมือง

(2) รชิ (ธาตุ = เจาะ, ทำลาย) + ปัจจัย, ลบสระท้ายธาตุ, แปลง ชต เป็น ฏฐ

: รชิ > รช + = รชต > รฏฺฐ แปลตามศัพท์ว่า “ดินแดนเป็นเหตุให้พระราชาทั้งหลายทำลายป้อมค่ายกัน” (ในการเข้ายื้อแย่งเพื่อยึดครองดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง)

รฏฺฐ” ความหมายที่เข้าใจกันก็คือ ดินแดน, อาณาจักร, ประเทศ, แผ่นดิน, บ้านเมือง

ในภาษาไทย ท่านให้ตัด ปฏัก ออก “รฏฺฐ” จึงเขียนเป็น“รัฐ” ถ้าอยู่ท้ายคำ อ่านว่า รัด (เคยมีนิยมพูดกันเป็น รัด-ถะ อยู่บ้าง) ถ้ามีคำอื่นมาสมาสข้างท้ายอ่านว่า รัด-ถะ- เช่นในคำว่า “รัฐสีมา” อ่านว่า รัด-ถะ-สี-มา

(๑๑) สีมา

สีมา” รากศัพท์มาจาก สี (ธาตุ = ผูก) + ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: สี + = สีม + อา = สีมา แปลตามศัพท์ว่า “ขอบเขตอันเขาผูกไว้” หมายถึง แดน, ขอบเขต, ตำบล (boundary, limit, parish)

(๑๒) คุณากร

ประกอบด้วย คุณ + อากร

คุณ” (บาลีอ่านว่า คุ-นะ) รากศัพท์มาจาก คุณฺ (ธาตุ = ประกาศ, ผูก, มัด, สั่งสม) + ปัจจัย

: คุณฺ + = คุณ แปลตามศัพท์ว่า –

(1) “สิ่งที่ประกาศความดีของตน” = เมื่อทำสิ่งนั้น ก็จะประกาศให้รู้ว่าสิ่งที่ทำหรือผู้ทำสิ่งนั้นมีความดี

(2) “สิ่งที่ผูกผลไว้กับตน” = เมื่อทำสิ่งนั้นก็เท่ากับได้ผลของสิ่งนั้นติดพันมาด้วย

(3) “สิ่งอันผู้ต้องการความดีสั่งสม” = ใครต้องการความดีก็ต้องสั่งสมสิ่งนั้น ถ้าไม่สั่งสมก็ไม่มีและไม่ได้สิ่งที่ต้องการ

คุณ” หมายถึง คุณภาพ, คุณความดี, ผลประโยชน์, ผลบุญ (quality, good quality, advantage, merit)

อากร” (บาลีอ่านว่า อา-กะ-ระ) ตามรูปศัพท์มาจาก อา (ทั่วไป, ข้างหน้า) + กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ปัจจัย

: อา + กรฺ + = อากร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำไปทั่วๆ” “ผู้ทำไปข้างหน้า” หมายถึง บ่อ, แหล่งกำเนิดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (a mine)

คุณ + อากร = คุณากร แปลว่า แหล่งกำเนิดแห่งความดีงาม

(๑๓) ปิยชาติ

ประกอบด้วย ปิย + ชาติ

ปิย” (ปิ-ยะ) รากศัพท์มาจาก ปี (ธาตุ = รักใคร่, ชอบใจ) + ณฺย ปัจจัย, ลบ , รัสสะ อี เป็น อิ

: ปี + ณฺย > = ปีย > ปิย แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันบุคคลพึงรักใคร่” “สิ่งที่ควรรักชอบ

ชาติ” (บาลีอ่านว่า ชา-ติ) รากศัพท์มาจาก ชนฺ (ธาตุ = เกิด) + ติ ปัจจัย, แปลง ชนฺ เป็น ชา หรือแปลง นฺ ที่สุดธาตุเป็น อา

: ชนฺ > ชา + ติ = ชาติ แปลตามศัพท์ว่า “การเกิด

ปิย + ชาติ = ปิยชาติ แปลว่า “เกิดมาเป็นที่รัก

(๑๔) สยาม

คำว่า “สยาม” (สะ-หฺยาม) พจน.54 บอกไว้ว่า “ชื่อเรียกประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒”

สยาม” คำนี้เคยสันนิษฐานกันว่ามาจาก “ศฺยาม” ในสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า “สาม” (สา-มะ) แปลว่า ดำ, คล้ำ, สีน้ำตาล นักบาลีในไทยใช้ทับศัพท์ว่า “สฺยาม” (เซียม-มะ, มีจุดใต้ สฺ)

แต่พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สาม” อีกความหมายหนึ่งว่า yellow, of a golden colour, beautiful (เหลือง, มีสีทอง, งดงาม) คำแปลนี้น่าจะเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับชื่อดินแดน “สุวรรณภูมิ

(๑๕) บรม

บรม” บาลีเป็น “ปรม” (ปะ-ระ-มะ) รากศัพท์มาจาก –

(1) ปร (ข้าศึก) + มรฺ (ธาตุ = ตาย) + กฺวิ ปัจจัย, ลบที่สุดธาตุ และลบปัจจัย

: ปร + มรฺ = ปรมร + กฺวิ = ปรมร > ปรม แปลตามศัพท์ว่า “ยังข้าศึกให้ตาย

(2) (ยิ่ง, สุงสุด) + รมฺ (ธาตุ = ยินดี) + ปัจจัย

: + รมฺ + = ปรม แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ยินดีในความยิ่งใหญ่

(3) ปรฺ (ธาตุ = รักษา) + ปัจจัย = ปรม แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่รักษาความสูงสุดของตนไว้ได้

ปรม” (ปะ-ระ-มะ) เป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า สูงสุด, พิเศษสุด, เป็นเลิศ, ดีที่สุด

ปรม” ภาษาไทยใช้ว่า “บรม” (บอ-รม) พจน.54 บอกไว้ว่า –

บรม, บรม– : (คำวิเศษณ์) อย่างยิ่ง, ที่สุด, (มักใช้นําหน้าคําที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดิน และพระอัครมเหสี เป็นต้น เพื่อแสดงพระเกียรติยศยิ่งใหญ่) เช่น บรมศาสดา บรมบพิตร บรมราชินี บรมมหาราชวัง. (ป., ส. ปรม).”

(๑๖) ราชกุมารี

ประกอบด้วย ราช + กุมารี

ราช” ดูคำนี้ที่หมายเลข (๕) ข้างต้น

กุมารี” รากศัพท์มาจาก –

(1) กุมารฺ (ธาตุ = เล่น) + ปัจจัย = กุมาร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เล่นสนุก

(2) กมุ (ธาตุ = ปรารถนา) + อาร ปัจจัย, แปลง ที่ -(มุ) เป็น อุ, ลบสระท้ายธาตุ

: กมุ > กุมุ > กุม + อาร = กุมาร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันบิดามารดาปรารถนา

(3) กุ (แผ่นดิน) + ขรฺ (ธาตุ = ขีด, เขียน) + ปัจจัย, ยืดเสียง อะ ที่ เป็น อา, แปลง เป็น

: กุ + ขรฺ + = กุขร > กุมร > กุมาร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ขีดดินเล่น

(4) กุ (แผ่นดิน) + รมฺ (ธาตุ = สนุก, ยินดี) + ปัจจัย, ผัน รมฺ เป็น มรฺ, ยืดเสียง อะ ที่ เป็น อา

: กุ + รมฺ > มร + = กุมร > กุมาร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้สนุกอยู่บนดิน

กุมาร” (บาลีอ่านว่า กุ-มา-ระ) หมายถึง เด็กชาย

กุมาร + อี ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ = กุมารี หมายถึง เด็กหญิง

ราช + กุมารี = ราชกุมารี หมายถึง ธิดาของพระราชา, เจ้าหญิง

————-

๏ แถลงพระนามตามนัยบาลี เป็นอนุสรณีย์

เนื่องในศุภมงคลวาร

๏ แถลงศัพท์จับโดยพิสดาร ถวายเป็นราชสักการ

ประดับพระปัญญาบารมี๚ะ๛

2-4-58

ดูโพสต์ในเฟซบุ๊กของครูทองย้อย