บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

สยามมกุฎราชกุมาร (บาลีวันละคำ 439)

สยามมกุฎราชกุมาร

“สยาม” เป็นชื่อเรียกประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ประเทศไทย” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482; คำนี้หมายถึง “ของประเทศไทย” ก็ได้

“มกุฎ” บาลีเป็น “มกุฏ” (มะ-กุ-ตะ, ฏ ปฏัก สะกด) แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องประดับ” หมายถึงเครื่องสวมศีรษะ มีลักษณะต่าง ๆ กัน และมีความหมายว่า ยอด, สูงสุด, ยอดเยี่ยม ภาษาไทยใช้ว่า “มกุฏ” (มะกุด) และ “มงกุฏ” (มง-กุด) (ฎ ชฏา สะกด)

“ราชกุมาร” บาลีอ่านว่า รา-ชะ-กุ-มา-ระ คำว่า “กุมาร” แปลตามรากศัพท์ว่า “ผู้เล่นสนุก” “ผู้ขีดดินเล่น” “ผู้สนุกอยู่บนดิน” “ผู้อันบิดามารดาปรารถนา”
“ราชกุมาร” หมายถึง เจ้าชาย, โอรสของพระราชา

“สยามมกุฎราชกุมาร” (สะ-หฺยาม-มะ-กุด-ราด-ชะ-กุ-มาน) แปลตามศัพท์ว่า “เจ้าชายผู้ได้รับมงกุฎแห่งสยาม” ขยายความว่า เจ้าชายแห่งสยามผู้ได้รับเครื่องประดับพระเศียรอันเป็นเครื่องหมายแห่งผู้ที่จะสืบราชสันตติวงศ์ต่อไป

พระอิสริยยศ “สยามมกุฎราชกุมาร” (เทียบคำอังกฤษ The Crown Prince) นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงกำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2429 เพื่อเป็นรัชทายาทแทนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้า และตำแหน่งพระมหาอุปราช ซึ่งใช้สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

สยามมีพระราชกุมารที่ดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร” จนถึงปัจจุบันนับได้ 3 พระองค์ ได้แก่ –
1 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร (ในรัชกาลที่ 5)
2 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (ในรัชกาลที่ 5)
3 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (รัชกาลปัจจุบัน)

: 28 กรกฎาคม วันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

ขอจงทรงพระเจริญ

Read More
บาลีวันละคำ

เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (บาลีวันละคำ 438)

เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

อ่านว่า เพ็ด-ชะ-รัด-ราด-ชะ-สุ-ดา สิ-หฺริ-โส-พา-พัน-นะ-วะ-ดี

แต่ละคำมีคำแปลและความหมายดังนี้ –

“เพชร” บาลีเป็น “วชิร” (วะ-ชิ-ระ) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไปได้เรื่อย” (คือไม่มีอะไรขัดขวางการไปได้) หรือ “สิ่งที่ไปอย่างไม่มีอะไรขัดขวาง” โดยความมุ่งหมายแล้วคำนี้หมายถึงอสนีบาต หรือสายฟ้า ซึ่งถือว่าเป็น “อาวุธพระอินทร์” ความหมายที่เข้าใจกันคือ แก้วที่แข็งที่สุดและมีนํ้าแวววาวมากกว่าพลอยอื่น ๆ
“เพชร” ในที่นี้หมายถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระนามว่า “เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ”

“รัตน” บาลีเป็น “รตน” (ระ-ตะ-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ขยายความยินดี”( คือเพิ่มความยินดีให้) “สิ่งเป็นที่ชื่นชอบแห่งผู้คน” “สิ่งที่นำไปสู่ความยินดี” “สิ่งที่ยังความยินดีให้เกิดขึ้น” ความหมายที่เข้าใจกันคือ แก้วที่ถือว่ามีค่ายิ่ง
คำนี้ใช้ประกอบคําอื่นหมายถึงยอดเยี่ยมในพวกนั้น ๆ เช่น บุรุษรัตน์ นารีรัตน์ รัตนกวี

“ราช” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รุ่งเรืองโดยยิ่งเพราะมีเดชานุภาพมาก” “ผู้ยังคนทั้งหลายให้ยินดี” ความหมายที่เข้าใจกันคือ พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน, พระมหากษัตริย์

“สุดา” บาลีเป็น “สุตา” (สุ-ตา) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้อันบิดามารดาปกครอง” “ผู้เชื่อฟัง” หมายถึง ลูกสาว (ถ้า “สุต” (สุ-ตะ)หมายถึง ลูกชาย)

“สิริ” แปลว่า ความรุ่งเรือง, ความสว่างสุกใส, ความงาม, ความดี, ความเจริญ, โชค, ความมีเดช

“โสภา” แปลว่า ความงดงาม, ความเปล่งปลั่ง, ความสวยงาม

“พัณณวดี” บาลีเป็น “วณฺณวตี” (วัน-นะ-วะ-ตี) แปลว่า ผู้มีผิวพรรณอันควรชม, ผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง

“เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี” เป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
พระนามนี้มีความหมายว่า

“พระราชธิดาผู้มีผิวพรรณอันทรงพระสิริโฉม ผู้เป็นดั่งดวงแก้วแห่งมหาวชิราวุธ”

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พุทธศักราช 2554 พระชันษา 85 พรรษา

: เสวยสุขทุกทุกภพจบจักรวาล
: กว่าจะพบพระนฤพานผ่านภพเทอญ

Read More
บาลีวันละคำ

สัจอธิษฐาน (บาลีวันละคำ 437)

สัจอธิษฐาน
(บาลีไทย)

ในช่วงเวลาเข้าพรรษา 3 เดือน มีคนจำนวนมากตั้งใจงดการกระทำบางอย่าง เช่น ดื่มสุรา สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน เป็นต้น และเรียกการตั้งใจงดเช่นนั้นว่า “สัจอธิษฐาน”

“สัจ” บาลีเป็น “สจฺจ” อ่านว่า สัด-จะ หมายถึง ความจริง, ความจริงใจ, ความสัตย์, คำจริง ใช้เป็นคุณศัพท์หมายถึง จริง, แท้
ในทางธรรม “สจฺจ” หมายถึง สัจธรรม (ความจริงแท้), นิพพาน
“สจฺจ” แปลตามรากศัพท์ว่า –
“สิ่งที่มีในคนดีทั้งหลาย” (สัจจะจึงต้องเป็นไปในทางดี)
“สิ่งที่เบียดเบียนทุกข์” (สัจจะจึงต้องใช้เพื่อแก้ทุกข์ คือแก้ปัญหา)
“สัจจะ” เป็นบารมีอย่างหนึ่ง เรียกว่า สัจบารมี (สัด-จะ-บา-ระ-มี)

“อธิษฐาน” บาลีเป็น “อธิฏฺฐาน” (อะ-ทิด-ถา-นะ) มาจาก อธิ + ฐาน ซ้อน ฏ = อธิฏฺฐาน แปลตามศัพท์ว่า ความตั้งใจแน่วแน่, การตัดสินใจ, ความตกลงใจ
“อธิฏฺฐาน – อธิษฐาน” ตามความหมายเดิมคือ ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว, ความตั้งใจมั่นแน่วที่จะทำการให้สำเร็จลุจุดหมาย, ความตั้งใจหนักแน่นเด็ดเดี่ยวว่าจะทำการนั้นๆ ให้สำเร็จ และมั่นคงแน่วแน่ในทางดำเนินและจุดมุ่งหมายของตน เป็นบารมีอย่างหนึ่ง เรียกว่า อธิษฐานบารมี (อะ-ทิด-ถา-นะ-บา-ระ-มี)

สจฺจ + อธิฏฺฐาน เขียนแบบไทยตามหลักของราชบัณฑิตยสถาน ตัด จ ออกตัวหนึ่ง และไม่ต้องประวิสรรชนีย์ เป็น “สัจอธิษฐาน” อ่านว่า สัด-จะ-อะ-ทิด-ถาน มีความหมาย (ตามเจตนา) ว่า “ตั้งสัจจะอย่างมั่นคง”

ความจริง การตั้งใจทำความดี เพียงมี “สัจจะ” หรือ “อธิษฐาน” อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็สำเร็จได้ คือ –
จริงใจที่จะทำความดี = สัจจะ (เมื่อจริงใจ ก็ไม่เลิกล้ม)
ตั้งมั่นอยู่ในความดีที่ทำ = อธิษฐาน (เมื่อมั่นคงในความดี ก็ไม่เลิกล้ม)

: มีทั้ง “สัจจะ” มีทั้ง “อธิษฐาน” ขอให้ชนะมารโดยทั่วกันเทอญ !

Read More
บาลีวันละคำ

ธัมมจักกัปปวัตนสูตร (บาลีวันละคำ 436)

ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

“ธมฺม” (ทำ-มะ) แปลตามศัพท์ว่า “สภาพที่ทรงไว้” ความหมายกลางๆ คือ หลักธรรม, หลักการ, หลักปฏิบัติ ในที่นี้หมายถึงพระธรรม, คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น (ดูเพิ่มเติมที่ บาลีวันละคำ (115) 31-8-55)

“จกฺก” (จัก-กะ) แปลว่า ล้อรถ, แผ่นกลม, วงกลม

“ปวตฺตน” (ปะ-วัด-ตะ-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “การเคลื่อนไปข้างหน้า” ในที่นี้เป็นอาการของ “ล้อ” จึงมีความหมายว่า “หมุนไป”

“สูตร” บาลีเป็น “สุตฺต” (สุด-ตะ) หมายถึง เส้นด้าย, เส้นเชือก (ความหมายนี้แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ยาวออกไป”) และหมายถึงพระพุทธพจน์หรือพระสูตรต่างๆ ในพระไตรปิฎก (ความหมายนี้แปลตามศัพท์ว่า “วจนะที่หลั่งเนื้อความออกมา” และ “วจนะที่รักษาอรรถไว้ด้วยดี” เป็นต้น)

ธมฺม + จกฺก + ปวตฺตน + สุตฺต = ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺต (สังเกต จกฺก + ปวตฺตน ซ้อน ปฺ) เขียนแบบไทยเป็น ธัมมจักกัปปวัตนสูตร แปลความว่า “พระสูตรว่าด้วยการหมุนกงล้อแห่งธรรม”

เนื้อหาแห่งพระสูตรนี้ (เรียกสั้นๆ ว่า “พระธรรมจักร” หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “ปฐมเทศนา”) ว่าด้วยอริยสัจสี่ พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ เป็นการเริ่มประกาศพระพุทธศาสนา เมื่อวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะหลังจากตรัสรู้แล้ว 2 เดือน เมื่อจบพระสูตร ท่านโกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์บรรลุธรรม ทูลขออุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ทำให้มีพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบบริบูรณ์

: การแสดงพระสูตรนี้ มีคำพรรณนาไว้ว่า อุปมาดั่งจักรพรรดิราชธรรมราชา ทรงกรีธากองทัพธรรม ย่ำยีบดขยี้กิเลสมารน้อยใหญ่ นำเวไนยนิกรให้ลุถึงอมตนครมหานฤพานฉะนั้นแล

Read More
บาลีวันละคำ

จํานําพรรษา (บาลีวันละคำ 435)

จํานําพรรษา

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“จํานําพรรษา : เรียกผ้าที่ถวายแก่พระสงฆ์ที่อยู่จําพรรษาในวัดนั้น ๆ ว่า ผ้าจํานําพรรษา”

ตาม พจน.42 ทำให้มีปัญหาว่า “ผ้าจํานําพรรษา” คือผ้าอะไร ถวายเมื่อไร

“ผ้าจํานําพรรษา” ภาษาบาลีว่า “วสฺสาวาสิกสาฎก” หรือ “วสฺสาวาสิกสาฏิกา”

“วสฺสา” (วัด-สา) แปลว่า พรรษา หมายถึงฤดูฝน
“วาสิก” (วา-สิ-กะ) แปลว่า ผู้อยู่, ผู้อาศัยอยู่
“สาฏก” (สา-ตะ-กะ) หรือ “สาฏิกา” (สา-ติ-กา) แปลว่า ผ้า (ตามวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวชมพูทวีปโบราณ หมายถึงเสื้อผ้าชั้นนอก หรือผ้าคลุม ใช้เมื่อเวลาออกนอกบ้าน)

“วสฺสาวาสิกสาฎก” หรือ “วสฺสาวาสิกสาฏิกา” หมายถึง ผ้าที่ทายกถวายแก่พระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาครบแล้ว
โปรดสังเกตว่า “อยู่จำพรรษาครบแล้ว” คือหลังจากออกพรรษาแล้ว ไม่ใช่ก่อนเข้าพรรษา หรือระหว่างสามเดือนในพรรษา

เพราะฉะนั้น “ผ้าจํานําพรรษา” ก็คือผ้าที่ถวายหลังจากออกพรรษาแล้ว ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้พระท่านผลัดเปลี่ยนจีวรชุดเก่าที่ใช้มาตลอดพรรษา คือตลอดปีที่ผ่านมานั่นเอง

ผ้าที่เกี่ยวกับ “พรรษา” อีกชนิดหนึ่ง ภาษาบาลีเรียก “วสฺสิกสาฎก” หรือ “วสฺสิกสาฏิกา” (วัด-สิ-กะ-สา-ตะ-กะ / วัด-สิ-กะ-สา-ติ-กา)
“วสฺสิก” เป็นคุณศัพท์ แปลว่า สำหรับฤดูฝน, ซึ่งอยู่ในฤดูฝน, ซึ่งอยู่จำพรรษา
“วสฺสิกสาฎก” หรือ “วสฺสิกสาฏิกา” ก็คือ “ผ้าอาบน้ำฝน” เรียกสั้นๆ ว่า “ผ้าอาบ” คนเก่าๆ เรียก “ผ้าชุบอาบ” หรือ “ผ้าชุบสรง”
“ผ้าอาบน้ำฝน” นี้ ต้องถวายก่อนเข้าพรรษา ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้พระภิกษุสามเณรใช้ผลัดอาบนํ้าในระหว่างจำพรรษา

“ผ้าอาบน้ำฝน” จึงไม่ใช่ “ผ้าจํานําพรรษา” อย่างที่มักเรียกกันผิดๆ
(แล้วยังลามไปเรียก “เทียนพรรษา” ว่า “เทียนจํานําพรรษา” ผิดซ้ำเข้าไปอีกด้วย)

: ถ้าเมืองตาหลิ่วยังมีตางาม ก็อย่าหลิ่วตาตามไปเสียทุกเรื่อง

Read More
บาลีวันละคำ

พรรษา (บาลีวันละคำ 434)

พรรษา

บาลีเป็น “วสฺส” อ่านว่า วัด-สะ สันสกฤตเป็น “วรฺษ” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “พรรษา” อ่านว่า พัน-สา

“วสฺส – พรรษา” แปลตามศัพท์ว่า
1 “น้ำที่หลั่งรดลงมา” = ฝน
2 “ฤดูเป็นที่ตกแห่งฝน” = ฤดูฝน
3 “กาลอันกำหนดด้วยฤดูฝน” = ปี

“วสฺส -วรฺษ” ไทยเราน่าจะใช้เป็น “พรรษ” (พัด) แต่ที่เป็น “พรรษา” อาจเป็นเพราะ –
1 ในบาลีมักใช้ในรูปพหูพจน์ คือเป็น “วสฺสา” (สัน.วรฺษา) เราจึงใช้ตามที่คุ้นเป็น “พรรษา”
2 คำที่หมายถึงฤดูฝนมีอีกคำหนึ่ง คือ “วสฺสาน” (วัด-สา-นะ) คำนี้อาจกร่อนเป็น “วสฺสา-” เราก็เลยใช้เป็น “พรรษา”

ในภาษาไทย พจน.42 บอกความหมายของ “พรรษา” ไว้ว่า
– ช่วงระยะเวลา 3 เดือนในฤดูฝน เช่น เข้าพรรษา จําพรรษา
– ปี เช่น บวช 3 พรรษา, มีพระชนมายุ 25 พรรษา

คำที่เราพูดว่า “เข้าพรรษา” บาลีใช้ว่า “วสฺสูปนายิกา” (วัด-สู-ปะ-นา-ยิ-กา) แปลว่า “ดิถีเป็นที่น้อมไปสู่กาลฝน” หมายถึงดิถีเข้าพรรษา, วันเข้าพรรษา

: “พรรษา” แปลว่า ปี ควรฤๅจะทำดีแค่สามเดือน ?

Read More
บาลีวันละคำ

อาสาฬฺห (บาลีวันละคำ 433)

อาสาฬฺห

คำบาลี อ่านว่า อา-สาน-หะ

“อาสาฬฺห” เป็นชื่อหมู่ดาว
หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แสดงความหมายของศัพท์ไว้ว่า –
“อาสาฬฺโห นาม ภตีนํ ทณฺโฑ, ตํสณฺฐานตฺตา อาสาฬฺหา = ดาวที่มีรูปร่างเหมือนไม้คานของคนรับจ้าง”
เมื่อดวงจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวนี้จึงเรียกชื่อเดือนนั้น “อาสาฬฺห” คือเดือน ๘ ทางจันทรคติ ตกราวมิถุนายน – กรกฎาคม

คำสำคัญที่เกี่ยวกับเดือนนี้คือ “อาสาฬหบูชา” ซึ่งมีความหมายว่า “การบูชาในเดือน ๘” หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘ เพื่อรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นการพิเศษ เนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ทำให้เกิดมีปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และเกิดสังฆรัตนะคำรบพระรัตนตรัย

ในภาษาไทย มีปัญหาว่าจะอ่านคำ “อาสาฬห” ว่าอย่างไร ?

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกคำอ่านไว้ 2 แบบ คือ อ่านว่า อา-สาน-หะ และอ่านว่า อา-สาน-ละ-หะ
ความจริง มีคำอ่านอีกแบบหนึ่งที่มีคนอ่าน แต่ พจน.42 ไม่ได้บอกไว้ คือ อา-สา-ละ-หะ

หลักตัดสินก็คือ ในภาษาบาลี ตัว ฬ เมื่อซ้อนอยู่หน้า ห เป็นตัวสะกดอย่างเดียว ไม่ต้องออกเสียง
คำเทียบที่เห็นได้ชัดคือ
– ทัฬหีกรรม (การกระทําให้มั่นคงขึ้น) อ่านว่า ทัน-ฮี-กํา
– วิรุฬห์ (เจริญ, งอกงาม) อ่านว่า วิ-รุน
– วิรุฬหก (ชื่อท้าวจาตุมหาราชองค์หนึ่ง ประจําทิศทักษิณ) อ่านว่า วิ-รุน-หก

สาเหตุ :-
“ทั-” ยังออกเสียงเองไม่ได้ ส่วน “วิรุ-” แม้จะออกเสียงเองได้ แต่ก็ยังชวนให้มองหาตัวสะกดอีก จึงรู้ได้ชัดว่า “ฬ” เป็นตัวสะกด จึงไม่มีใครอ่านว่า ทัน-ละ-ฮี-กำ หรือ วิ-รุน-ละ-หก
แต่ “อาสาฬห” -สา- เมื่ออ่านตามที่ตาเห็น สามารถออกเสียงได้เอง ไม่ทำให้รู้สึกว่า “ฬ” เป็นตัวสะกด จึงอ่านเป็น อา-สา-ละ-หะ หรือ อา-สาน-ละ-หะ ได้ง่าย

: ห้ามคนอื่นไม่ให้ทำผิด – ยาก
: ห้ามตัวเราเองไม่ให้ทำผิด – ยิ่งยาก

Read More
บาลีวันละคำ

ทัศนคติ (บาลีวันละคำ 432)

ทัศนคติ
(บาลีไทย)

อ่านว่า ทัด-สะ-นะ-คะ-ติ

“ทัศน-” บาลีเป็น “ทสฺสน” (ทัด-สะ-นะ) แปลว่า การเห็น, การมองดู, การสังเกต, สิ่งที่เห็น, การเล็งเห็น, เครื่องรู้เห็น, ความเห็น, ทฤษฎี, ลัทธิ, ทิฐิ, การแสดง (ดูเพิ่มเติมที่ บาลีวันละคำ (352) 29-4-56)

“คติ” (คะ-ติ) แปลตามศัพท์ว่า “การไป” แต่มีความหมายอย่างอื่นอีก คือ การจากไป, การผ่านไป, ทางไป, ที่ไป, ที่อยู่, ที่เกิดใหม่, ภพภูมิที่ไปเกิด, ทิศทาง, แนวทาง, วิถีชีวิต, ความเป็นไป, แบบอย่าง, วิธี (ดูเพิ่มเติมที่ บาลีวันละคำ (351) 28-4-56)

ทัศน + คติ = ทัศนคติ เป็นศัพท์บัญญัติทางวิชาจิตวิทยา จากภาษาอังกฤษว่า attitude และมีศัพท์บัญญัติอีกคำหนึ่งว่า “เจตคติ” (เจ-ตะ-คะ-ติ) พจน.42 บอกความหมายดังนี้ –
ทัศนคติ = แนวความคิดเห็น
เจตคติ = ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ความหมาย :
ทัศนคติ (Attitude) โดยภาพรวมหมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อมอันมีแนวโน้มที่จะให้บุคคลแสดงปฏิกิริยาและกระทำต่อสิ่งนั้น ๆ ในทางสนับสนุนหรือปฏิเสธ ทัศนคติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การที่จะรู้ถึงทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ต้องใช้วิธีแปลความหมายของการแสดงออก (รุ่งนภา บุญคุ้ม. 2536. ทัศนคติของพัฒนากรต่อนโยบายการจัดตั้งศูนย์สาธิตการตลาด : กรณีศึกษาศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชน เขตที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, กรุงเทพ ฯ)

คำว่า “ทสฺสนคติ-ทัศนคติ” ไม่พบว่ามีใช้ในคัมภีร์บาลี
พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล attitude เป็นบาลีว่า อาการ, วิลาส, สณฺฐิติ
การแปล attitude ว่า “ทัศนคติ” หรือ “เจตคติ” จึงเป็นไปตามทัศนคติของนักวิชาการไทย

: ทัศนคติ เปลี่ยนได้
แต่ทัศนะที่มีอคติ เปลี่ยนยาก

Read More
บาลีวันละคำ

จริต (บาลีวันละคำ 431)

จริต

บาลีอ่านว่า จะ-ริ-ตะ ไทยอ่านว่า จะ-หฺริด

รากศัพท์มาจาก จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ, เที่ยวไป) + ต (ปัจจัย) ลง อิ อาคม : จรฺ + อิ + ต = จริต
“จริต” ถ้าใช้เป็นคำนาม แปลว่า ความประพฤติ, การเที่ยวไป, การกระทำ ถ้าใช้เป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า มีความประพฤติ, มีนิสัย, มีกิริยา (เช่นนั้นเช่นนี้)
คำว่า “สุจริต” “ทุจริต” ที่เราพูดกัน ก็มาจาก “จริต” คำนี้

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“จริต : ความประพฤติ, กิริยาหรืออาการ, เช่น พุทธจริต เสียจริต วิกลจริต, บางทีใช้ในทางไม่ดี เช่น ดัดจริต มีจริต, จริตจะก้าน ก็ว่า”
เสียจริต : เป็นบ้า, มีสติวิปลาส
วิกลจริต : มีความประพฤติหรือกิริยาผิดปรกติเพราะสติวิปลาส, เป็นบ้า
ดัดจริต : แสร้งทํากิริยาหรือวาจาให้เกินควร

ในทางธรรม “จริต” หมายถึงพื้นนิสัย หรือลักษณะทางอารมณ์ของคนที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นปกติ ท่านแบ่งจริตของคนเป็น 6 กลุ่ม คือ
1 ราคจริต หนักไปทางรักสวยรักงาม มักติดใจซาบซึ้งง่าย (คู่กับ 4)
2 โทสจริต หนักไปทางใจร้อนขี้หงุดหงิด (คู่กับ 5)
3 โมหจริต หนักไปทางเหงาซึมงมงาย ลังเล (คู่กับ 6)
4 สัทธาจริต หนักไปทางเชื่อง่าย มักคล้อยตาม
5 พุทธิจริต หนักไปทางคิดพิจารณาหาเหตุผล เชื่อยาก
6 วิตกจริต หนักไปทางคิดจับจดฟุ้งซ่าน

“ดัด” : ทําให้คดหรือตรงตามประสงค์
“จริต” มีไว้สำหรับ “ดัด”
เพราะฉะนั้น จง “ดัด” จริต แต่อย่า “ดัดจริต”

Read More
บาลีวันละคำ

มหาดไทย (บาลีวันละคำ 430)

มหาดไทย

มาจากภาษาอะไร ?

มีผู้แสดงความเห็นไว้ดังนี้

1 มาจากบาลีว่า “มหทย” (มะ-หะ-ทะ-ยะ) แปลว่า “เมตตายิ่ง” (Very Compassionate) “กรุณายิ่ง” (Very Merciful) (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, อ้างพจนานุกรมภาษาบาลี ของชิลเดอร์)

2 มาจากคำว่า “มหาอุทัย” แปลว่า “พระอาทิตย์แรกขึ้น” เราเขียน อุ พลาดเป็น ฦ ฦ กลายเป็น ฎ ชฎา เป็น “มหาฎทัย” เลยอ่านว่า มะ-หาด-ไท ภายหลังใช้ ด เด็ก แทน ฎ ชะฎา จึงเป็น “มหาดทัย” = มหาดไทย (หลวงวิจิตรวาทการ, อ้างประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย)

3 มาจากคำอินเดียว่า “มหามาตร” หมายถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง แขกพูดเร็วเป็น “มหาวัต” ฝรั่งฟังเป็น MAHOUT (มะเฮาท์ พจน.สอ เสถบุตร แปลว่า ควาญช้าง, มหาด) ไทยฟังเป็น “มหาต” เราเรียนวิชาคชกรรมจาก “มหาตอินเดีย” จนเชี่ยวชาญเรื่องช้าง จึงแยกเรียกเป็น “มหาตไทย” เพื่อให้ต่างจาก “มหาตอินเดีย” (ขุนวิจิตรมาตรา, อ้างความสำคัญของช้างกับชนชาติไทย อันเป็นเหตุให้พวก “มหาตไทย” ที่ใช้ช้างเป็นกำลังสำคัญในยามศึกสงคราม กลายมาเป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่ดูแลสุขทุกข์ของราษฎร์ในยามสงบ)

4 มาจาก มหา + อัต = มหาต มีความหมายว่า “คนที่เป็นใหญ่” “ข้าราชการผู้ใหญ่ที่มีอิสระพอที่จะสั่งปฏิบัติงานได้ด้วยอำนาจของตนเอง” อันเป็นลักษณะของข้าราชการมหาดไทย (ไม่ปรากฏนามเจ้าของความเห็น)

ข้อมูลในภาษาบาลี –

1 “มหทย” ไม่พบในคัมภีร์ แต่มี “ทยา” แปลว่า ความเห็นใจ, ความเมตตา, ความกรุณา (sympathy, compassion, kindness) “มีกรุณายิ่ง” บาลีใช้ว่า “ทยาลุ” (ทะ-ยา-ลุ) ไม่ใช่ “มหทย”

2 “อุทัย” บาลีเป็น “อุทย” (อุ-ทะ-ยะ) แปลว่า การขึ้น, ความเจริญ, การเพิ่มพูน, รายได้, ผลประโยชน์

3 “มหามาตร” ใกล้เคียงกับ “มหามตฺต” (มะ-หา-มัด-ตะ) ที่เราทับศัพท์ว่า “มหาอำมาตย์” แปลว่า อำมาตย์ผู้ใหญ่ (chief minister)

4 มหา + อัต = มหาต บาลีเป็น “มหตฺตา” แปลว่า “ผู้มีตนยิ่งใหญ่” หมายถึงพระอรหันต์

: “มหาดไทย” จะมาจากคำว่าอะไร
ก็ขึ้นอยู่กับคน “มหาดไทย” จะทำให้มันมีความหมายว่าอะไร

—————–
(ตามคำอาราธนาของ ผจญ จอจาน และ Noppadon Intaptim)

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้