บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

สันนิษฐาน (บาลีวันละคำ 290)

สันนิษฐาน

ในภาษาบาลีมีคำว่า “สนฺนิฏฺฐาน” (สัน-นิด-ถา-นะ) รูปคำและเสียงลงรอยกับกับ “สันนิษฐาน” คือ ฏฐ บาลี เป็น ษฐ ในสันสกฤต “สนฺนิฏฺฐาน” บาลี เขียนแบบไทยอิงสันสกฤตจึงเป็น “สันนิษฐาน” (สัน-นิด-ถาน) แต่ความหมายตรงกันข้าม

“สนฺนิฏฺฐาน” ประกอบด้วย สํ (พร้อมกัน) + นิ (ลง) + ฐา (ธาตุ = หยุด) + ยุ (ปัจจัย แปลงเป็น “อน”) : สํ + นิ + ฐา + อน = สนฺนิฏฺฐาน แปลตามศัพท์ว่า “การหยุดลงพร้อมกัน”

ขอให้นึกถึงภาพหมู่คน หรือรถ หรืออะไรก็ตาม ที่เคลื่อนไหวสับสนวุ่นวาย แล้วอยู่ๆ ก็ “หยุดลงพร้อมกัน” นั่นแหละคือความหมายของ “สนฺนิฏฺฐาน” คือ ข้อยุติ, การสรุปความ, การตกลงใจ, การลงมติ, การลงความเห็นเป็นที่สุด, ข้อยุติที่แน่นอน

Read More
บาลีวันละคำ

องคมนตรี (บาลีวันละคำ 289)

องคมนตรี

ประกอบด้วย องค + มนตรี อ่านว่า อง-คะ-มน-ตฺรี

“องค” บาลีเป็น “องฺค” (อัง-คะ) ในภาษาไทยถ้าอยู่ท้ายคำหรืออยู่เดี่ยว ใช้ว่า “องค์” (อง) แปลว่า ส่วนของร่างกาย, อวัยวะ, ชิ้นส่วน, ส่วนประกอบ, ส่วนประกอบของทั้งหมด หรือของระบบ (เช่น ศีลข้อปาณาติบาตจะขาด ต้องประกอบด้วยองค์ 5)

“มนตรี” บาลีเป็น “มนฺตี” (มัน-ตี) แปลตามศัพท์ว่า “คนมีความคิด” ใช้ในความหมายว่า ที่ปรึกษา, อำมาตย์, เสนาบดี (ฝรั่งแปลคำนี้ว่า counselor, minister)
องฺค + มนฺตี = องฺคมนฺตี เขียนเป็นไทยว่า “องคมนตรี”
“องฺคมนฺตี – องคมนตรี” ศัพท์เดียวแบบนี้ไม่มีในบาลี เป็นคำที่เราคิดขึ้นใช้เทียบภาษาอังกฤษว่า privy councilor โดยกำหนดความหมายว่า “องค์” คือ “ส่วนพระองค์” (ของพระมหากษัตริย์ = privy) และ “มนตรี” คือ “ที่ปรึกษา” (= councilor)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมาย “องคมนตรี” ว่า “ผู้มีตําแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์”

“มนตรี” แปลว่า “ที่ปรึกษา” ในที่อื่นๆ เท่าที่พบมา มักไม่ขาดก็เกิน คือ
– ตั้งไว้ แต่ไม่มีใครปรึกษา – ขาด
– ที่ปรึกษา ถลาลงไปทำเอง – เกิน

Read More
บาลีวันละคำ

รัฐบุรุษ (บาลีวันละคำ 288)

รัฐบุรุษ

อ่านว่า รัด-ถะ-บุ-หฺรุด

“รัฐ” บาลีเป็น “รฏฺฐ” (รัด-ถะ) แปลตามศัพท์ว่า “ดินแดนเป็นที่เป็นไปแห่งชาวเมือง” หรือ “ดินแดนเป็นเหตุให้พระราชาทั้งหลายทำลายป้อมค่ายกัน” ความหมายที่เข้าใจกันก็คือ ดินแดน, อาณาจักร, ประเทศ, แผ่นดิน

“บุรุษ” บาลีเป็น “ปุริส” (ปุ-ริ-สะ) คำนี้เราเข้าใจกันว่าหมายถึง “ผู้ชาย” แต่ความหมายจริงๆ หมายถึง “คน” เช่นเดียวกับ man ที่เราแปลกันว่า ผู้ชาย แต่ความหมายเดิมก็คือ มนุษย์ หรือคน โดยไม่จำกัดว่าหญิงหรือชาย

คำว่า “รฏฺฐ” (รัฐ) และ “ปุริส” (บุรุษ) มีในภาษาบาลี แต่ที่รวมเป็น “รฏฺฐปุริส” (รัฐบุรุษ) ไม่พบในคัมภีร์

Read More
บาลีวันละคำ

วิพากษ์วิจารณ์ (บาลีวันละคำ 287)

วิพากษ์วิจารณ์
(คำไทยใช้บาลีสันสกฤต)

“วิพากษ์” สันสกฤตเป็น “วิวกฺษา” บาลีเป็น “ววกฺขา” (วะ-วัก-ขา) แปลตามศัพท์ว่า “ปรารถนาจะเรียก” คำนี้ภาษาไทยใช้ว่า “พิพากษา” และ “วิพากษ์” มีความหมายว่า “พิจารณาตัดสิน”
อาจมีมูลมาจากเมื่อศาลจะตัดสินคดี จะต้อง “เรียก” โจทก์จำเลยเข้ามาฟัง คำว่า “ววกฺขา-วิวกฺษา-วิพากษ์-พิพากษา” จึงกลายความหมายเป็น “พิจารณาตัดสิน” ไปในที่สุด

Read More
บาลีวันละคำ

วิหาร (บาลีวันละคำ 286)

วิหาร

อ่านว่า วิ-หา-ระ
ภาษาไทยเขียนเหมือนกัน อ่านว่า วิ-หาน (เว้นแต่มีคำต่อท้ายบางกรณี อ่านว่า วิ-หา-ระ-)

“วิหาร” รากศัพท์มาจาก วิ (พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + หร (ธาตุ = อยู่อาศัย) = วิหาร
“วิหาร” ถ้าใช้เป็นอาการนาม มีความหมายว่า “การอยู่” ถ้าหมายถึงสถานที่ แปลว่า “ที่อยู่”

ในภาษาบาลี “วิหาร” ที่แปลว่า “ที่อยู่” โดยทั่วไปหมายถึง “วัด” (monastery สถานที่ทางศาสนา โดยปรกติเป็นที่อยู่ของสงฆ์) เช่น เวฬุวัน เชตวัน บุพพาราม ชีวกัมพวัน สถานที่เหล่านี้ล้วนมีฐานะเป็น “วิหาร” คือที่อยู่ของพระสงฆ์

ในภาษาไทย “วิหาร” เข้าใจกันในความหมายเฉพาะว่า อาคารที่สร้างเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป คู่กับ “โบสถ์” คืออาคารที่สร้างเพื่อเป็นที่ทำสังฆกรรม

Read More
บาลีวันละคำ

สญฺญา (บาลีวันละคำ 285)

สญฺญา

อ่านว่า สัน-ยา
ภาษาไทยเขียน “สัญญา” อ่านเหมือนบาลี

“สญฺญา” ประกอบด้วย สํ (พร้อมกัน) + ญา (ธาตุ = รู้) = สญฺญา มีความหมายหลายอย่าง คือ
– ความรู้สึก, ความรับรู้, ความจำได้, ความหมายรู้
– ความสังเกตจดจำ, ความสุขุม, ความตระหนัก
– แนวความคิด, ความคิด, ความเข้าใจ
– สัญญาณ, กิริยาท่าทาง, เครื่องแสดง, เครื่องหมาย
– ความประทับใจที่เกิดจากความรู้สึกและการจำได้, ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่เหมือนกัน (เช่นเห็นคนหนึ่งแล้วนึกถึงอีกคนหนึ่ง)

Read More
บาลีวันละคำ

จราจร (บาลีวันละคำ 284)

จราจร
(บาลีไทย)

อ่านว่า จะ-รา-จอน

“จราจร” ตามรูปศัพท์ ประกอบด้วย จร + อาจร = จราจร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายของ “จราจร” ไว้ว่า “การที่ยวดยานพาหนะ คน หรือ สัตว์พาหนะเคลื่อนไปมาตามทาง”
คำว่า “เคลื่อนไปมา” ส่องเจตนาว่า “จร” ให้หมายถึง “ไป” และ “อาจร” ให้หมายถึง “มา” ทำนองเดียวกับ คมน = ไป, อาคม = มา : คมนาคม = การไปมา

Read More
บาลีวันละคำ

อนฺธพาล (บาลีวันละคำ 283)

อนฺธพาล

อ่านว่า อัน-ทะ-พา-ละ
ภาษาไทยเขียน “อันธพาล” อ่านว่า อัน-ทะ-พาน

“อนฺธพาล” ประกอบด้วย อนฺธ + พาล = อนฺธพาล
“อนฺธ” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ป่วยทางจักษุ” ความหมายตามตัวคือ มืด, ตาบอด, ถูกทำให้แลไม่เห็น, ถูกปิดตา. ความหมายตามสำนวนคือ มืดมนทางใจ, มีใจไม่สดใส, ไม่มีเหตุผล, ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี

“พาล” มีความหมาย 2 อย่าง คือ –
1 เด็กอ่อน, เด็กน้อย (แปลตามศัพท์ : “ผู้อันบิดามารดาคอยระวัง” “ผู้อันบิดามารดาต้องพาไปด้วย”)
2 คนพาล, คนโง่, ผู้อ่อนด้อย, ผู้ขาดเหตุผล (แปลตามศัพท์ : “ผู้มีชีวิตอยู่เพียงหายใจเข้าออก” “ผู้ตัดประโยชน์สองอย่าง คือประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน”)

Read More
บาลีวันละคำ

ยุคล (บาลีวันละคำ 282)

ยุคล

อ่านว่า ยุ-คะ-ละ
ในภาษาไทยใช้เหมือนกัน อ่านว่า ยุ-คน ถ้ามีศัพท์อื่นต่อท้าย อ่านว่า ยุ-คน-ละ-

“ยุคล” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ประกอบกันอยู่” หมายถึงคู่, ทั้งสอง, สิ่งที่เป็นคู่กัน เช่น ยุคลบาท (ยุ-คน-ละ-บาด) = เท้าทั้งคู่

“ยุคล” มีรากเดียวกับ “ยุค” (ยุ-คะ) ความหมายเดิมคือ ไม้ขวางเทียมคันไถหรือเกวียน คือแอก ซึ่งปกติใช้โคสองตัว (“ยุค” ความหมายนี้ใกล้กับภาษาอังกฤษ yoke = แอก, นำมาเข้าคู่, เทียมแอก)
“ยุค” จึงกลายความหมายเป็น “คู่” คือสองตัว หรือสองชิ้น และหมายถึงสิ่งที่เป็นคู่กันอยู่โดยปกติ
และเมื่อมองไปที่ชายหญิงที่ครองคู่กันแล้วมีลูกสืบเชื้อสาย ช่วงอายุขัยของคนคู่หนึ่งจึงเรียกว่า “ยุค” (ภาษาไทยอ่านว่า “ยุก”) “ยุค” จึงขยายความหมายไปอีกเป็น-คราว, สมัย, ระยะกาลที่จัดแบ่งตามช่วงอายุของคนและตามเหตุการณ์หรือสภาพความเป็นไปของโลก

Read More
บาลีวันละคำ

เปม (บาลีวันละคำ 281)

เปม

อ่านว่า เป-มะ

“เปม” สันสกฤตเป็น “เปฺรมนฺ” (ปฺเร-มัน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “เปรม” (เปฺรม) ให้ความหมายว่า สบาย, รื่นเริง, อิ่มใจ; ความรัก, ความชอบใจ

“เปม” แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะแห่งความรัก” “ภาวะแห่งความอิ่มเอิบ”
ความหมายที่เข้าใจกันคือ ความรัก, ความเยื่อใย, ความเสน่หา

ความรักแบบ “เปม-เปฺรมนฺ-เปรม” มี 2 ลักษณะ คือ –
1 เคหสิตเปม (เค-หะ-สิ-ตะ-เป-มะ) แปลตามศัพท์ว่า “รักอาศัยเรือน” คือรักที่ต้องปลูกสร้างบ้านเรือน ท่านว่าชั้นเดิมเพื่อปิดบังจากสายตาของบุคคลที่สามเมื่อเวลาร่วมรัก ต่อมาก็ใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย เป็นที่มาของคำว่า “ออกเรือน” หรือ “มีเรือน” ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงมีคู่ครอง
2 สทฺธาเปม (สัด-ทา-เป-มะ) แปลตามศัพท์ว่า “รักด้วยศรัทธา” คือรักด้วยความนับถือ เลื่อมใส ชื่นชม ยินดี ยกย่อง ปราศจากตัณหาราคะ

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้