Author: Admin ชมรมธรรมธารา

บาลีวันละคำ

อิจฉา-ริษยา (บาลีวันละคำ 385)

อิจฉา-ริษยา

อิจฉา บาลีเขียน “อิจฺฉา” (มีจุดใต้ จ) รากศัพท์คือ อิสฺ (ธาตุ = ปรารถนา, อยาก) + ณฺย (ปัจจัย = ความ-, การ-)

กระบวนการทางไวยากรณ์คือ ลบ ณ คง ย ไว้ แปลง ย กับ สฺ ที่สุดธาตุเป็น จฺฉ = อิจฺฉ + “อา” (เครื่องหมายอิตถีลิงค์) = อิจฺฉา

“อิจฺฉา” ความหมายเดิมในบาลีแปลว่า ความปรารถนา, ความประสงค์, ความอยากได้

ในภาษาไทย ความหมายเพี้ยนไป พจน.42 บอกว่า –

“อิจฉา : เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ อยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง (มีความหมายเบากว่า ริษยา).”

อิจฉา ตามความหมายในภาษาไทยตรงกับบาลีว่า “อิสฺสา” (อิด-สา) แปลว่า ความโกรธเคือง, ความริษยา, ความชิงชัง, เจตนาร้าย
“อิสฺสา” สันสกฤตเป็น “อีรฺษา” และ “อีรฺษฺยา” เราเอามาเขียนเป็น “ริษยา” (ริด-สะ-หฺยา) มีความหมายว่า อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี, เห็นเขาได้ดีแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้, เห็นคนอื่นได้ดีแล้วไม่สบายใจ

ไทยเราก็คงรู้ว่า เราใช้ “อิจฉา” ในความหมายของ “ริษยา” ดังนั้นจึงมักพูดควบกันไป เช่น “จะไปอิจฉาริษยาเขาทำไม”

คติ :
เป็นไปไม่ได้เลยที่การอิจฉาริษยาเขาจะทำให้เขาแย่ลง หรือช่วยให้เราดีขึ้น

แต่เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเกิดผลในทางกลับกัน

Read More
บาลีวันละคำ

ปรารถนา (บาลีวันละคำ 384)

ปรารถนา

คำไทยเขียนอิงสันสกฤต อ่านว่า ปฺราด-ถะ-หฺนา
บาลีเป็น “ปตฺถนา” อ่านว่า ปัด-ถะ-นา

รากเดิมมาจาก ปตฺถ (ธาตุ = ต้องการ, ขอ) + ยุ (ปัจจัย แปลงเป็น อน [อะ-นะ]) : ปตฺถ + อน = ปตฺถน + “อา” (เครื่องหมายอิตถีลิงค์) = ปตฺถนา
“ปตฺถนา” แปลว่า การตั้งเป้าหมาย, ความอยากได้, การขอร้อง, ปณิธาน, การสวดอ้อนวอน

ความหมายเด่นของ “ปตฺถนา” คือ การตั้งเป้าหมายที่จะมี จะเป็น จะได้ ซึ่งมักเกิดจากแรงบันดาลใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น นักเรียนเห็นครูที่มาสอนจบปริญญาเอก ก็ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนให้จบปริญญาเอกเหมือนครูให้จงได้ อย่างนี้คือ “ปตฺถนา – ปรารถนา” = ตั้งความปรารถนา

“ปรารถนา” ในภาษาไทยมักเขียนผิดเป็น “ปราถนา” (ตกเรือหน้าถุง)
วิธีจำแบบง่ายๆ คือจำว่า ปรา – รถ – นา

นอกจากเขียนผิดแล้ว “ปรารถนา” ยังมักถูกอ่านพลาดเป็น “ปรารภ” (ปรา-รบ = กล่าวถึง; ตั้งต้น; ดําริ) เพราะเห็น ถ ถุง เป็น ภ สำเภา ครั้นเห็น “นา” อยู่ท้ายก็เลยอ่านแก้ใหม่เป็น ปฺราด-ถะ-หฺนา จึงเกิดเป็นคำว่า “ปรารภปรารถนา” ที่ทำท่าจะนิยมใช้กันหนาหูหนาตาขึ้น

ปรารถนาสารพัดในปัฐพี
เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง
: สุนทรภู่

Read More
บาลีวันละคำ

พระบรมสารีริกธาตุ (บาลีวันละคำ 383)

พระบรมสารีริกธาตุ

อ่านว่า พระ-บอ-รม-มะ-สา-รี-ริ-กะ-ทาด

ประกอบด้วยคำว่า พระ + บรม + สารีริก + ธาตุ

“พระ” ผู้รู้ว่ามาจาก “วร” (วะ-ระ) แปลว่า ประเสริฐ ใช้ประกอบหน้าคําอื่นแสดงความยกย่อง

“บรม” บาลีเป็น “ปรม” (ปะ-ระ-มะ) แปลว่า อย่างยิ่ง, เยี่ยม, ยอดเยี่ยม, สูงสุด, ดีที่สุด ในภาษาไทยมักใช้นําหน้าคําที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดิน และพระอัครมเหสี เป็นต้น เพื่อแสดงพระเกียรติยศยิ่งใหญ่

“สารีริก” (สา-รี-ริ-กะ) คำเดิมคือ “สรีร” (สะ-รี-ระ) หมายถึงร่างกาย, ตัว, เรือนร่าง
สรีร + ณิก ปัจจัย = สารีริก
สูตรของ ณิก ปัจจัย คือ ลบ ณ เหลือแต่ อิก และถ้าพยางค์ต้นศัพท์เป็นเสียงสั้น (อะ อิ อุ) ให้ยืดเป็นเสียงยาว (อะ เป็น อา, อิ เป็น อี, อุ เป็น อู)
ดังนั้น สรีร (ส- เสียงสั้น) จึงเปลี่ยนรูปเป็น สารีร + อิก = สารีริก แปลตามศัพท์ว่า “มีอยู่ในสรีระ” “เกี่ยวกับร่างกาย” หมายถึงกระดูก

“ธาตุ” (บาลีอ่านว่า ทา-ตุ) ความหมายทางธรรมว่า สิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย (= รากเดิมของสิ่งต่างๆ) แต่ในที่นี้หมายถึงกระดูกของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์

“พระบรมสารีริกธาตุ” จึงหมายถึงพระอัฐิธาตุคือกระดูกของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่คนไทยคุ้นปากกันเป็นอันดี แต่อาจจะไม่ทันได้นึกว่า “สารีริก” รากศัพท์มาจาก “สรีระ” นี่เอง

วันอัฐมี คือแรม ๘ ค่ำ เดือนวิสาขะ เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ชาวโลกได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุเป็นครั้งแรก และได้ทำสักการบูชาเป็นพุทธานุสติสืบมาจนถึงทุกวันนี้
บาลีวันละคำ วันนี้ ถวายเป็นอัฐ

Read More
บาลีวันละคำ

ราชทินนาม (บาลีวันละคำ 382)

ราชทินนาม
(บาลีไทย)

อ่านว่า ราด-ชะ-ทิน-นะ-นาม

ประกอบด้วยคำว่า ราช + ทิน + นาม
“ราช” แปลว่า พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน
“ทิน” บาลีเป็น “ทินฺน” (ทิน-นะ, น หนู สองตัว) แปลว่า “(สิ่งที่ถูก) ให้” ตรงกับคำที่เราพูดกันว่า “เขาให้มา”
“นาม” บาลีอ่านว่า นา-มะ แปลว่า ชื่อ
“ราชทินนาม” แปลตามศัพท์ว่า “ชื่อที่พระราชาให้”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายไว้ว่า “ชื่อบรรดาศักดิ์หรือสมณศักดิ์ชั้นสัญญาบัตรที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน”

“ราชทินนาม” เกี่ยวเนื่องด้วยฐานันดรศักดิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งให้ข้าราชการหรือบุคคลทั่วไปเป็นเจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น พัน และทนาย โดยทรงตั้งชื่อให้ใหม่ เรียกว่า “ราชทินนาม”
ราชทินนามมักสอดคล้องกับงานหรือหน้าที่ของผู้นั้น เช่น –
“หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” ราชทินนามของนายปรีดี พนมยงค์ (“มนูธรรม” หมายถึงรัฐธรรมนูญ ท่านผู้นี้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก)
“พระยาอนุมานราชธน” ราชทินนามของนายยง เสฐียรโกเศศ (“ราชธน” หมายถึงรายได้ของหลวง ท่านผู้นี้รับราชการที่กรมศุลกากร)

“ราชทินนาม” ยังเกี่ยวด้วยสมณศักดิ์ คือพระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งและสถาปนาให้เป็นพระราชาคณะตั้งแต่ชั้นสามัญขึ้นไป (ที่ภาษาปากเรียกกันว่า “ท่านเจ้าคุณ”) จนถึงชั้นสมเด็จพระราชาคณะ จะมีราชทินนามต่างๆ เช่น พระโสภณคณาภรณ์ พระธรรมโกศาจารย์

ราชทินนามเป็นกลุ่มคำ จึงต้องเขียนติดกันเป็นคำเดียว
ข้อบกพร่องที่พบเสมอในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยนี้ก็คือ เขียนราชทินนามแยกเป็น ๒ คำ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นชื่อกับนามสกุล เช่น –
หลวงประดิษฐ์ มนูธรรม เข้าใจผิดว่าชื่อ ประดิษฐ์ นามสกุล มนูธรรม
พระยาอนุมาน ราชธน เข้าใจผิดว่าชื่อ อนุมาน นามสกุล ราชธน
พระโสภณ คณาภรณ์ เข้าใจผิดว่าชื่อ พระโสภณ นามสกุล คณาภรณ์

ราชทินนาม เป็นความงามของภาษา
ช่วยกันคงคุณค่า : เขียนให้ถูกต้อง อ่านให้คล่องแคล่ว

Read More
บาลีวันละคำ

กวี (บาลีวันละคำ 381)

กวี

อ่านว่า กะ-วี
บาลีกับไทยใช้เหมือนกัน แต่บาลีมีทั้งที่เป็น “กวิ” และ “กวี”

“กวี” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้สรรเสริญ” (คือแต่งบทสรรเสริญเทพเจ้า) “ผู้ผูกทั่ว” (คือเอาถ้อยคำมาผูกเข้าเป็นบทกลอน) “ผู้กล่าวถ้อยคำที่น่ารักเป็นปกติ” “ผู้กล่าวถ้อยคำดื่มด่ำ”

ในคัมภีร์จำแนก “กวี” ออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. จินฺตากวี = แต่งโดยความคิด (an original poet.กวีที่ไม่เลียนแบบใคร)
2. สุตกวี = แต่งโดยได้ฟังมา (one who puts into verse what he has heard. ผู้แต่งร้อยกรองจากเรื่องที่ได้ฟังมา)
3. อตฺถกวี = แต่งตามความจริง (a didactic poet. กวีที่แต่งสั่งสอนคน)
4. ปฏิภาณกวี = แต่งกลอนสด (an improvisor. กวีผู้แต่งร้อยกรองขึ้นโดยปัจจุบันทันที)
(ความหมายตาม พจน.42, ในที่นี้ยกคำอังกฤษมาเทียบเพื่อศึกษาว่า ฝรั่งกับเราเข้าใจตรงกันหรือไม่)

ภาษาไทยในระยะหลังๆ มีผู้ใช้คำว่า “นักกวี” ซึ่งไม่ถูกต้อง
“นัก” ใช้ประกอบหน้าคํานามธรรมดาหรือคำกริยาให้เป็นคำนามที่หมายถึง “บุคคล” และมีความหมายว่า –
– “ผู้” เช่น นักเรียน = ผู้ศึกษาเล่าเรียน, ผู้รับการศึกษาจากโรงเรียน
– “ผู้ชอบ” เช่น นักดื่ม นักท่องเที่ยว
– “ผู้ชํานาญ” เช่น นักเทศน์ นักดนตรี นักคํานวณ นักสืบ
– “ผู้มีอาชีพในทางนั้น ๆ” เช่น นักกฎหมาย นักแสดง นักเขียน
– “ผู้ฝักใฝ่ในทางนั้นๆ” เช่น นักการเมือง, นักเลง- (เช่น นักเลงหนังสือ)
คำเหล่านี้ ถ้าไม่มี “นัก-” นำหน้า ก็จะไม่หมายถึง “บุคคล”

Read More
บาลีวันละคำ

สงฺเกต (บาลีวันละคำ 380)

สงฺเกต

อ่านว่า สัง-เก-ตะ
เขียนแบบไทยเป็น “สังเกต” อ่านว่า สัง-เกด

“สงฺเกต” ในบาลี เป็นคำนาม แปลว่า การหมายไว้, การกำหนดไว้, ความตกลง, การนัดหมาย, สถานที่นัดหมาย, ที่นัดพบ
“สังเกต” ในภาษาไทย (กรณีไม่มีคำนำหน้าหรือตามหลัง) ใช้เป็นคำกริยา มีความหมายว่า กําหนดไว้, หมายไว้, ตั้งใจดู, จับตาดู

“สังเกต” ในภาษาไทยมักเขียนผิดเป็น “สังเกตุ” (มีสระ อุ ใต้ ต) ในภาษาบาลีไม่มีปัญหานี้เนื่องจากรูปศัพท์เป็น “สงฺเกต” และอ่านว่า สัง-เก-ตะ จึงไม่มีทางที่จะเขียนผิดเป็น “สงฺเกตุ” เหมือนในภาษาไทย

ข้อสังเกตเหตุที่มักเขียน “สังเกต” เป็น “สังเกตุ”
1 คำไทยที่มาจากบาลีสันสกฤตซึ่งมี ต เต่า เป็นตัวสะกด มักมีตัวตาม เช่น
มิตร (คำว่า “นิมิต” มักจะเขียนผิดเป็น “นิมิตร”)
เนตร (เทียบคำว่า “เขต” เคยเขียนเป็น “เขตร”)
วิจิตร (คำว่า “จิตใจ” เคยเขียนเป็น “จิตรใจ”)
ดังนั้น พอจะเขียน “สังเกต” ความรู้สึกจึงบอกว่าต้องมีพยัญชนะหรือสระตามมาอีก

2 ต ที่มีสระและเป็นตัวสะกด ที่เราคุ้นกันมาก ก็เช่น ชาติ (ชาด) ธาตุ (ทาด) เหตุ (เหด) โดยเฉพาะ “เหตุ” โครงสร้างของรูปคำและระดับเสียงเข้ากับ “เกตุ” ได้พอดี พอเห็นคำว่า “สังเกต” (ไม่มีสระ อุ = ถูก) ใจก็สั่งให้เขียนเป็น “สังเกตุ” (มีสระ อุ = ผิด) ตามความเคยชินที่ซึมซับมาจากคำอื่นๆ

3 ประกอบกับการที่คนทั่วไปมักไม่ระแวงหรือไม่ชอบสงสัยว่าคำในภาษาเดิมจะสะกดอย่างไร จึงพากันเขียนผิดเพลินไปโดยไม่รู้ตัว

เชื่อหรือไม่ :
เขียนผิดเพราะไม่รู้ – รู้แล้วก็ควรเลิกเขียน (ผิด)
ทำผิดเพราะไม่รู้ – รู้แล้วก็ควรเลิกทำ

Read More
บาลีวันละคำ

อธิษฐาน (บาลีวันละคำ 379)

อธิษฐาน

พจน.42 บอกว่า อ่านว่า อะ-ทิด-ถาน ก็ได้ อะ-ทิด-สะ-ถาน ก็ได้
บาลีเป็น “อธิฏฺฐาน” อ่านว่า อะ-ทิด-ถา-นะ

“อธิฏฺฐาน” แยกเป็น อธิ + ฐาน ซ้อน ฏ สำเร็จรูปเป็น อธิฏฺฐาน
“อธิ” เป็นคำอุปสรรค แปลว่า ยิ่ง, ใหญ่, ทับ
“ฐาน” แปลว่า ฐานะ, การตั้งอยู่, การดำรงอยู่, การหยุดอยู่, ที่ตั้ง, หลักแหล่ง, ตำแหน่ง, เหตุ, โอกาส
“อธิฏฺฐาน” เขียนอิงสันสกฤตเป็น “อธิษฐาน” แปลตามศัพท์ว่า ความตั้งใจแน่วแน่, การตัดสินใจ, ความตกลงใจ

“อธิฏฺฐาน – อธิษฐาน” ตามความหมายเดิมคือ ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว, ความตั้งใจมั่นแน่วที่จะทำการให้สำเร็จลุจุดหมาย, ความตั้งใจหนักแน่นเด็ดเดี่ยวว่าจะทำการนั้นๆ ให้สำเร็จ และมั่นคงแน่วแน่ในทางดำเนินและจุดมุ่งหมายของตน เป็นบารมีอย่างหนึ่ง เรียกว่า อธิษฐานบารมี

ในภาษาไทย “อธิษฐาน” เข้าใจกันในความหมายว่า ตั้งใจมุ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง, ตั้งจิตปรารถนา, ตั้งจิตขอร้องต่อสิ่งที่ตนถือว่าศักดิ์สิทธิ์เพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

จะเอาอย่างไหนดี อย่างบาลี หรืออย่างไทย ?
“อธิฏฺฐาน” บาลี : ตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จด้วยความพยายามของตน
“อธิษฐาน” ไทย : ตั้งใจขอเพื่อจะได้หรือให้สำเร็จด้วยอำนาจดลบันดาลโดยตนเองไม่ต้องทำ

Read More
บาลีวันละคำ

มารวิชย (บาลีวันละคำ 378)

มารวิชย

อ่านว่า มา-ระ-วิ-ชะ-ยะ
ภาษาไทยเขียน “มารวิชัย” อ่านตามหลักภาษาว่า มา-ระ-วิ-ไช อ่านตามสะดวกปากว่า มาน-วิ-ไช

“มารวิชย” ประกอบด้วย มาร + วิชย
“มาร” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ให้ตาย” มีความหมายว่า สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี
“วิชย” แปลว่า ชัยชนะ, ความมีชัย, การปราบหรือพิชิต

“มารวิชย-มารวิชัย” แปลว่า “ชนะมาร”
คำนี้ไม่พบในคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎก แต่มีในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา และท่านระบุว่า “มาร” ในที่นี้คือ “กิเลส”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 อธิบายคำ “มารวิชัย” ว่า “ชื่อพระพุทธรูปปางหนึ่ง อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางควํ่าลงที่พระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นธรณีในคราวที่พระองค์ทรงเอาชนะมารได้ ว่า พระปางมารวิชัย, พระปางชนะมาร หรือ พระปางสะดุ้งมาร ก็เรียก”

ความจริง คำว่า “สะดุ้งมาร” เป็นคำที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เรื่องมีอยู่ว่าเจ้านายพระองค์หนึ่งไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ เห็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์หนึ่งช่างทำพุทธลักษณะไม่งาม จึงตรัสอย่างเป็นคำคะนองด้วยอารมณ์ขันว่า “พระองค์นี้น่ากลัวจะสะดุ้งมาร”
คำว่า “สะดุ้งมาร” เป็นคำเตะหู ผู้ได้ยินคำนั้นเอาไปพูดต่อกันไป เลยติดหูและติดปาก แล้วกลายเป็นคำที่เรียกกันไปจริงๆ มาจนทุกวันนี้

: เข้าใจผิดทุกวาร ก็ “สะดุ้งมาร” ทุกวัน
: เข้าใจถูกเมื่อใด ก็ “มารวิชัย” เมื่อนั้น

Read More
บาลีวันละคำ

สมมต – สมมติ – สมมุติ (บาลีวันละคำ 377)

สมมต – สมมติ – สมมุติ

คำที่เป็นหลักใน 3 คำนี้ คือ สม + มต
“สม” บาลีเป็น สํ (สัง) แปลงนิคหิต (เครื่องหมายกลมๆ บน ส) เป็น มฺ = สมฺ อ่านว่า สำ
“มต” (มะ-ตะ, เป็นคำกริยา) แปลว่า “รู้แล้ว”
ลง ติ ปัจจัย เป็น “มติ” (เป็นคำนาม) แปลว่า ความรู้, ญาณ, ปัญญา, ความคิด
แปลง อ (ที่ ม) เป็น อุ เป็น “มุติ” (เป็นคำนาม) แปลว่า ญาณ, ปัญญา, ความรู้, ความเข้าใจ, สติปัญญา, การกำหนดรู้โดยทางประสาท, ประสบการณ์

มต, มติ, มุติ เติม “สมฺ” เข้าข้างหน้า ได้รูปเป็น สมฺมต, สมฺมติ, สมฺมุติ เขียนแบบไทยเป็น สมมต, สมมติ, สมมุติ (ลบจุดใต้ ม ตัวแรก)
สมมต, สมมติ อ่านแบบไทยว่า สม-มด
สมมุติ อ่านแบบไทยว่า สม-มุด
ทั้งสามคำนั้นแปลตามศัพท์ว่า “รู้พร้อมกัน” “รับรู้ร่วมกัน” “ยอมรับร่วมกัน”

ภาษาไทย ใช้ในความหมายที่แตกต่างออกไป พจน.42 บอกไว้ดังนี้
– “รู้สึกนึกเอาว่า” เช่น สมมติให้ตุ๊กตาเป็นน้อง
– “ต่างว่า, ถือเอาว่า” เช่น สมมุติว่าได้มรดกสิบล้าน จะบริจาคช่วยคนยากจน สมมุติว่าถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 จะไปเที่ยวรอบโลก
– “ยอมรับตกลงกันเองโดยปริยาย โดยไม่คํานึงถึงสภาพที่แท้จริง” เช่น สมมติเทพ

คำตามความหมายเหล่านี้ เราออกเสียงเป็น สม-มุด กันโดยทั่วไป

: สมมุติไม่ใช่เรื่องจริง แต่เมื่อสมมุติให้เป็นอะไร จงทำหน้าที่นั้นให้จริง

Read More
บาลีวันละคำ

อาสน์สงฆ์ (บาลีวันละคำ 376)

อาสน์สงฆ์
(บาลีแบบไทย)

อ่านว่า อาด-สง

“อาสน์สงฆ์” คือ อาสน์ + สงฆ์

“อาสน์” เขียนแบบไทย บาลีเป็น “อาสน” อ่านว่า อา-สะ-นะ แปลว่า การนั่ง, การนั่งลง, ที่นั่ง, เครื่องปูรองนั่ง, ตั่ง, บัลลังก์

“สงฆ์” บาลีเป็น “สงฺฆ” (สัง-คะ) มีความหมายว่า ฝูงชน, ชุมนุมชน, หมู่, ฝูง, คณะสงฆ์, พระ, นักบวช, พุทธจักร, กลุ่มใหญ่, ประชาคม; ในทางพระวินัย หมายถึงภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป

ในคำว่า “อาสน์สงฆ์” นี้ “สงฆ์” หมายถึงพระภิกษุสามเณร

“อาสน์” รวมกับ “สงฆ์” แบบไทย เป็น “อาสน์สงฆ์” แปลว่า “ที่นั่งของพระสงฆ์” พจน.42 บอกความหมายเฉพาะว่า “ที่ยกพื้นสําหรับพระสงฆ์นั่ง”

คำว่า “อาสน์สงฆ์” มีข้อควรสังเกตบางประการทางภาษาและวัฒนธรรม คือ

1 คำนี้ น์ การันต์ เพราะเป็นการประสมคำแบบไทย ถ้าไม่การันต์ เขียนเป็น “อาสนสงฆ์” (อ่านว่า อา-สะ-นะ-สง) จะเสียวัฒนธรรมทางภาษา เพราะ “ที่นั่งของพระสงฆ์” คำเก่าพูดว่า “อาด-สง” ไม่ใช่ อา-สะ-นะ-สง

2 อาสน์สงฆ์มักสร้างเป็นยกพื้นถาวรในศาลาการเปรียญ หรือศาลาบำเพ็ญกุศล เพราะเป็นธรรมเนียมที่พระสงฆ์เมื่ออยู่ในพิธีจะนั่งพับเพียบกับพื้น ในกรณีที่มีพิธีนอกศาลา จะต้องทำยกพื้นชั่วคราวเป็นอาสน์สงฆ์ (ไม่นั่งเก้าอี้)

3 ตามวัฒนธรรมไทย เราเคารพสงฆ์อย่างยิ่ง แม้แต่ที่นั่งของสงฆ์ ฆราวาสโดยเฉพาะสตรีเพศ จะไม่อาจเอื้อมขึ้นไปนั่งเด็ดขาด

: จะเปลี่ยนแปลงอะไร อย่าลืมเกรงใจวัฒนธรรม

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้