บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

วาสนาบารมี (บาลีวันละคำ 782)

วาสนาบารมี
(บาลีไทย)

อ่านว่า วาด-สะ-หฺนา-บา-ระ-มี
เป็นการเอาคำว่า “วาสนา” กับ “บารมี” มาพูดรวมกัน

“วาสนา” บาลีอ่านว่า วา-สะ-นา รากศัพท์มาจาก –

(1) วสฺ (ธาตุ = อยู่) + ยุ ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิงค์), ทีฆะต้นธาตุ คือ อ ที่ ว- เป็น อา, แปลง ยุ เป็น อน
: วสฺ > วาส + ยุ > อน = วาสน + อา = วาสนา แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่อยู่ในจิต”

(2) วาสฺ (ธาตุ = อบ, บ่ม) + ยุ ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิงค์), แปลง ยุ เป็น อน
: วาส + ยุ > อน = วาสน + อา = วาสนา แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันเขาบ่มเพาะมา”

ขยายความว่า กิริยาอาการหรือลักษณะการพูดจาเป็นต้น ที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษหรือเฉพาะตัวของบุคคล ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในจิตหรือได้สั่งสมอบรมมาเป็นเวลานาน ถึงข้ามภพข้ามชาติ จนเคยชินติดเป็นพื้นนิสัยประจำตัวและแก้ไม่หายทั้งๆ ที่จิตเจตนามิได้ต้องการเป็นเช่นนั้น เช่น กิริยาเรียบร้อยหรือหลุกหลิก คำพูดกระโชกโฮกฮากหรือนุ่มนวล คำติดปากที่หยาบหรือสุภาพ เป็นต้น เหล่านี้บาลีเรียกว่า “วาสนา”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “วาสนา” ว่า that which remains in the mind, tendencies of the past, impression (สิ่งที่เหลืออยู่ในใจ, แนวโน้มของอดีต, ความฝังใจหรือประทับใจ)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“วาสนา : บุญบารมี, กุศลที่ทําให้ได้รับลาภยศ, เช่น เด็กคนนี้มีวาสนาดี เกิดในกองเงินกองทอง, มักใช้เข้าคู่กับคำ บุญ หรือ บารมี เป็น บุญวาสนา

Read More
บาลีวันละคำ

ภาษา กับ อักษร (บาลีวันละคำ 781)

ภาษา กับ อักษร

“ภาษา” บาลีเป็น “ภาสา” (ส เสือ) อ่านว่า พา-สา
สันสกฤตเป็น “ภาษา” (ษ ฤๅษี) เราเขียนตามสันสกฤตเป็น “ภาษา”

“ภาสา” รากศัพท์มาจาก –

(1) ภาส (ธาตุ = พูด) + อ ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิง์)
: ภาส + อ = ภาส + อา = ภาสา แปลตามศัพท์ว่า “การพูด” “วาจาอันคนพูด”

(2) ภา (ธาตุ = สว่าง, รุ่งเรือง) + ส ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิง์)
: ภา + ส = ภาส + อา = ภาสา แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ส่องสว่าง” “สิ่งที่รุ่งเรือง”

ภาสา – ภาษา ความหมายที่เข้าใจกันคือ คำพูด, ถ้อยคำ, วาจา (speech, language)

“อักษร” บาลีเป็น “อกฺขร” อ่านว่า อัก-ขะ-ระ
สันสกฤตเป็น “อกฺษร” เราเขียนตามสันสกฤตเป็น “อักษร” (อัก-สอน)

“อกฺขร” รากศัพท์มาจาก –

(1) น (= ไม่, ไม่ใช่) + ขร (= แข็ง, ธาตุ = พินาศ) + อ ปัจจัย, แปลง น เป็น อ, ซ้อน ก
: น > อ (+ ก) + ขรฺ = อกฺขร แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไม่เป็นของแข็ง” “สิ่งที่ไม่พินาศไป” คือไม่เสื่อมสิ้นไป

(2) น (= ไม่, ไม่ใช่) + ขี (ธาตุ = สิ้นไป) + อร ปัจจัย, แปลง น เป็น อ, แปลง อี (ที่ ขี) เป็น อ, ซ้อน ก
: น > อ (+ ก) + ขี = อกฺขี > อกฺข + อร = อกฺขร แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไม่สิ้นไป” คือใช้ไม่มีวันหมด

Read More
บาลีวันละคำ

อธิปไตยชื่อแปลกๆ (บาลีวันละคำ 780)

อธิปไตยชื่อแปลกๆ

ผู้เขียนบาลีวันละคำได้อ่านโพสต์ของ Koson Chopaka เมื่อ 7 กรกฎาคม 2557 ยกคำที่ อริสโตเติล ใช้ในงานนิพนธ์เรื่อง มิตรภาพ ตาม “ศัพท์ของพ่อก้อน คนรุ่น พ.ศ. 2468 ต้นรัชกาลที่ 7” ในหนังสือ (ดูภาพประกอบ) มาแสดง มีข้อความเป็นคำเรียกอธิปไตยเป็นคำบาลีหลายคำ เห็นว่าเป็นคำที่แปลก แต่น่ารู้ จึงขอยกมาแสดงความหมายทางภาษา ดังนี้ (ในที่นี้ไม่อธิบายคำว่า “อธิปไตย” เพราะเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปแล้ว)

(1) กุลีนาธิปไตย ตรงกับ Aristocracy เป็นวิธีปกครองของเจ้า หรือคนชั้นสูง.

กุลีน + อธิปไตย = กุลีนาธิปไตย

กุลีน มาจาก กุล (= ตระกูล) + อิน ปัจจัย, ทีฆะ อิ เป็น อี = กุลีน แปลว่า ผู้มีสกุล, ผู้สูงศักดิ์, ผู้ดี (descendant of a recognized clan) เรียกตามภาษาปากสมัยนิยมก็น่าจะตรงกับ “ไฮ-โซ”

(2) ธนิกาธิปไตย ตรงกับ Timocracy เป็นวิธีปกครองของพลเมืองที่มีสมบัติและรายได้พอเพียงตามฐานะ.

ธนิก + อธิปไตย = ธนิกาธิปไตย
ธนิก มาจาก ธน + อิก ปัจจัย (ปัจจัยตัวนี้มีความหมายว่า “ผู้มี-” หรือ “ผู้ประกอบด้วย-”) = ธนิก แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีทรัพย์” แต่ใช้ในความหมายว่า เจ้าหนี้ (a creditor) คำที่เข้าใจกันง่ายๆ คือ คนมีเงิน พวกเศรษฐี หรือภาษาปากว่า “คนมีกะตังค์”

(3) ทารุณาธิปไตย ตรงกับ Tyranny เป็นวิธีปกครองของกษัตริย์ที่ไม่เห็นแก่ทศพิธราชธรรมและโหดร้าย.

Read More
บาลีวันละคำ

อิทธิพล (บาลีวันละคำ 778)

อิทธิพล

อ่านว่า อิด-ทิ-พน
บาลีเขียนว่า “อิทฺธิพล” (มีจุดใต้ ทฺ) อ่านว่า อิด-ทิ-พะ-ละ
ประกอบด้วย อิทฺธิ + พล

“อิทฺธิ” รากศัพท์มาจาก อิธฺ (ธาตุ = เจริญ) + อิ ปัจจัย, ซ้อน ทฺ หลัง อิ ต้นธาตุ
: อิธ > อิทฺธ + อิ = อิทฺธิ แปลตามศัพท์ว่า “เหตุเป็นเครื่องเจริญ”

“อิทฺธิ” ในภาษาบาลี โดยเฉพาะที่สรุปได้จากคัมภีร์ มีความหมายดังนี้ –

(1) ความสมบูรณ์พรั่งพร้อมสมกับตำแหน่งฐานะ

(2) ความสามารถทำสิ่งใดๆ ได้ตามที่ผู้อยู่ในฐานะนั้นๆ จะพึงทำได้

(3) ความสามารถเหนือวิสัยสามัญอันเกิดจากการอบรมจิตถึงระดับ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะได้ (โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยใดๆ)

(4) การฝึกฝนอบรมให้มีคุณธรรมอันจะสามารถทำสิ่งใดๆ ให้สำเร็จได้ตามปรารถนา

Read More
บาลีวันละคำ

เจ้ากรรมนายเวร (บาลีวันละคำ 779)

เจ้ากรรมนายเวร
บาลีว่าอย่างไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“เจ้ากรรมนายเวร : ผู้เคยมีกรรมมีเวรต่อกันมาแต่ชาติก่อน, เจ้ากรรม ก็ว่า”

“เจ้ากรรมนายเวร” ตามความรู้สึกหรือความเข้าใจของคนทั่วไปหมายถึง สิ่งที่มักจะไม่มีตัวตน แต่มีอำนาจบันดาลให้เกิดโทษ เกิดทุกข์ เกิดปัญหาต่างๆ

เคยพบในบทแผ่เมตตา มีคำว่า “เวรี” มีคำแปลว่า “เจ้ากรรมนายเวร”

“เวรี” มาจากคำว่า เวร (เว-ระ) + อี ปัจจัย

“เวร” แปลตามศัพท์ว่า –

(1) “กรรมที่เป็นไปโดยอาการผิดรูป” คือเจตนาปองร้ายอันน่ารังเกียจ
(2) “อารมณ์ที่มีอยู่ในผู้กล้าโดยมาก” (ผู้จองเวรคือผู้กล้าที่จะเสีย)

“เวร” แปลตามความหมายว่า ความเกลียด, ความพยาบาท, การเป็นปรปักษ์, ความโกรธ, ความปองร้าย, ความยินร้าย, ความแค้นเคือง, ความคิดร้ายตอบแก่ผู้ทำร้าย, บาป, อกุศล (hatred, revenge, hostile action, sin)

เวร + อี = เวรี แปลว่า “ผู้มีความยินร้ายต่อกัน” หมายถึง ข้าศึก, ศัตรู, ผู้จองเวรกัน

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “เวรี” เป็นอังกฤษว่า bearing hostility, inimical, revengeful (เป็นศัตรู, เป็นปฏิปักษ์, ผูกพยาบาท)

“เวรี” สันสกฤตเป็น “ไวรี” ภาษาไทยใช้เป็น “ไพรี”

Read More
บาลีวันละคำ

มหกรรม (บาลีวันละคำ 777)

มหกรรม

อ่านว่า มะ-หะ-กำ
บาลีเป็น “มหกมฺม” อ่านว่า มะ-หะ-กำ-มะ
ประกอบด้วย มห + กมฺม

“มห” รากศัพท์มาจาก มหฺ (ธาตุ = บูชา) + อ ปัจจัย แปลว่า “งานเป็นที่บูชา” หมายถึง –

(1) การควรเคารพ, ความน่านับถือ (worthiness, venerableness)
(2) การสมโภช, การฉลอง (festival, celebration)

“กมฺม” รากศัพท์คือ กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + รมฺม (รำ-มะ) ปัจจัย ลบ รฺ ที่ธาตุ และลบ ร ที่ปัจจัย

: กรฺ > ก + รมฺม > มฺม : ก + มฺม = กมฺม แปลตามศัพท์ว่า “การกระทำ” “สิ่งที่ทำ” นิยมพูดทับศัพท์ว่า “กรรม”

“กมฺม – กรรม” มีความหมายหลายนัย :

– การกระทำทั้งปวง เรียกว่า กรรม
– การถูกทำ, สิ่งที่ถูกทำ, ผลของการกระทำ ก็เรียกว่า กรรม
– การทำกิจการงาน, การประกอบอาชีพ ก็เรียกว่า กรรม
– พิธีกรรม, พิธีการต่างๆ ก็เรียกว่า กรรม

มห + กมฺม = มหกมฺม > มหกรรม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“มหกรรม : การฉลอง, การบูชา. (ป. มหกมฺม)”

Read More
บาลีวันละคำ

บัณฑิต (บาลีวันละคำ 776)

บัณฑิต

อ่านว่า บัน-ดิด
บาลีเป็น “ปณฺฑิต” อ่านว่า ปัน-ดิ-ตะ

คำว่า “ปณฺฑิต” มีรากศัพท์มาได้หลายทาง เช่น :

(1) ปณฺฑา (= ปัญญา) + อิต (= ไป, ดำเนินไป, เกิดขึ้นพร้อม) ลบสระที่ ปณฺฑา
: ปณฺฑา > ปณฺฑ + อิต = ปณฺฑิต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา” “ผู้มีปัญญาเกิดพร้อมแล้ว”

(2) ปฑิ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ต ปัจจัย, ลงนิคหิตอาคมแล้วแปลงเป็น ณ
: ปฑิ > ปํฑิ > ปณฺฑิ + ต = ปณฺฑิต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดำเนินไปสู่ความเป็นผู้ฉลาด”

(3) ปณฺฑ (ธาตุ = รู้) + ต ปัจจัย, อิ อาคม
: ปณฺฑ + อิ = ปณฺฑิ + ต = ปณฺฑิต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รู้จักประโยชน์และมิใช่ประโยชน์”

Read More
บาลีวันละคำ

กฤษดาภินิหาร (บาลีวันละคำ 775)

กฤษดาภินิหาร

อ่านว่า กฺริด-สะ-ดา-พิ-นิ-หาน
(คำว่า กฤษ- เสียงเดียวกับคำว่า อังกฤษ ต่อด้วย -สะ-ดา-)

บาลีเป็น “กตาภินีหาร”
ประกอบด้วย กต + อภินีหาร = กตาภินีหาร

“กต” (กะ-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “อันเขาทำแล้ว” หมายถึง สิ่งที่ถูกทำ ถูกสร้างมาเรียบร้อยแล้ว

“อภินีหาร” (อภิ + นีหาร, อะ-พิ-นี-หา-ระ) แปลตามศัพท์ว่า “การนำออกอย่างดียิ่ง” หมายถึง การนำตนเองออกไป (เพื่อมุ่งไปสู่ทางที่สูงขึ้นจากที่เป็นอยู่), วิธีที่จะกระทำ, ความประพฤติที่ถูกต้อง, ความพยายาม, ความตั้งใจ, ปณิธาน (taking oneself out to, way of acting, proper behaviour, endeavour, resolve, aspiration)

กต + อภินีหาร = กตาภินีหาร เป็นคุณศัพท์ หมายถึงบุคคลที่ตั้งความปรารถนาไว้อย่างสูงแล้วทำความดีอันเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลที่ต้องการ (ทำมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่คิดจะทำหรือกำลังทำ)

ในคัมภีร์พบว่า คำว่า “กตาภินีหาร” มักปรากฏควบคู่กับคำว่า –

(1) ปุญฺญวา (ปุน-ยะ-วา) แปลว่า “ผู้มีบุญ” ดังคำเก่าของคนไทยพูดว่า “ผู้มีบุญมาเกิด”

(2) ทินฺนทาน (ทิน-นะ-ทา-นะ) แปลว่า “ผู้ให้ทานมาแล้ว” หมายถึงเป็นผู้ที่ได้เคยเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้ว

(3) ปุพฺพเหตุสมฺปนฺน (ปุบ-พะ-เห-ตุ-สำ-ปัน-นะ) แปลว่า “ผู้ทำเหตุให้ถึงพร้อมมาแต่กาลก่อน” หมายถึงเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมาแล้วทุกภพทุกชาติ

Read More
บาลีวันละคำ

อรหันต์ (บาลีวันละคำ 774)

อรหันต์

อ่านว่า อะ-ระ-หัน
(พจน.54 บอกว่า อ่านว่า ออ-ระ-หัน ก็ได้)
บาลีเป็น “อรหนฺต” อ่านว่า อะ-ระ-หัน-ตะ

คำว่า “อรหนฺต” มีรากศัพท์มาได้หลายทาง เช่น :

(1) อรห (ธาตุ = สมควร) + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ควรแก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย”

(2) น (= ไม่, ไม่ใช่) > อ + รห (ธาตุ = สละ, ทอดทิ้ง) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้อันคนดีไม่ควรทอดทิ้ง”

(3) อริ (= ข้าศึก) > อร + หนฺ (ธาตุ = กำจัด) = อรหน ลบที่สุดธาตุ > = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลสได้แล้ว”

(4) อร (= ดุม กำ กง อันประกอบเข้าเป็นวงล้อ) + หนฺ (ธาตุ = กำจัด, เบียดเบียน) = อรหน ลบที่สุดธาตุ > อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้หักซึ่งวงล้อแห่งสังสารวัฏได้แล้ว”

(5) น (= ไม่ใช่, ไม่มี) > อ + รห (= การไปมา) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ไม่มีการไปมา” คือไม่ไปเกิดในภพภูมิไหนๆ อีก

(6) น (= ไม่ใช่, ไม่มี) > อ + รห (= ความลับ, ที่ลับ, ความชั่ว) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ไม่มีความลับ” (ไม่มีความไม่ดีไม่งามที่จะต้องปิดบังใครๆ) “ผู้ไม่มีที่ลับ” (สำหรับที่จะแอบไปทำความไม่ดีไม่งาม) “ผู้ไม่มีความชั่ว”

Read More
บาลีวันละคำ

อนาคามี (บาลีวันละคำ 773)

อนาคามี

ไทยและบาลีเขียนเหมือนกัน อ่านว่า อะ-นา-คา-มี

“อนาคามี” รากศัพท์มาจาก น (นะ) (= ไม่, ไม่ใช่) + อา (คำอุปสรรค กลับความหมายของคำหลัง : ไป = มา) + คมฺ (ธาตุ = ไป) + ณี ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะต้นธาตุ (คือยืดเสียง อะ ที่ ค (< คมฺ) ให้เป็น อา : ค- > คา-

กระบวนการทางไวยากรณ์ :
ขั้นที่ 1 : อา + คมฺ = อาคม > อาคาม + ณี > อี = อาคามี แปลว่า “ผู้มา”
ขั้นที่ 2 : น + อาคามี = ?

กฎการประสมของ น + :
– ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ-
– ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ แปลง น เป็น อน-

ในที่นี้ “อาคามี” ขึ้นต้นด้วยสระ (คือ อา-) จึงแปลง น เป็น อน : น > อน + อาคามี = อนาคามี

อนาคามี แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไม่มา (เกิดเป็นมนุษย์)” หรือ “ผู้ไปไม่กลับ”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อนาคามี” ว่า one who does not return, a Never-Returner (ผู้ซึ่งไม่กลับมาอีก, ผู้ไม่หวนกลับมา)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อนาคามี : “ผู้ไม่มาสู่กามภพอีก” เป็นชื่อพระอริยบุคคลชั้นที่ ๓ ใน ๔ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์, บางทีเรียกสั้น ๆ ว่า พระอนาคา”

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้