บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

อาสน์สงฆ์ (บาลีวันละคำ 376)

อาสน์สงฆ์
(บาลีแบบไทย)

อ่านว่า อาด-สง

“อาสน์สงฆ์” คือ อาสน์ + สงฆ์

“อาสน์” เขียนแบบไทย บาลีเป็น “อาสน” อ่านว่า อา-สะ-นะ แปลว่า การนั่ง, การนั่งลง, ที่นั่ง, เครื่องปูรองนั่ง, ตั่ง, บัลลังก์

“สงฆ์” บาลีเป็น “สงฺฆ” (สัง-คะ) มีความหมายว่า ฝูงชน, ชุมนุมชน, หมู่, ฝูง, คณะสงฆ์, พระ, นักบวช, พุทธจักร, กลุ่มใหญ่, ประชาคม; ในทางพระวินัย หมายถึงภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป

ในคำว่า “อาสน์สงฆ์” นี้ “สงฆ์” หมายถึงพระภิกษุสามเณร

“อาสน์” รวมกับ “สงฆ์” แบบไทย เป็น “อาสน์สงฆ์” แปลว่า “ที่นั่งของพระสงฆ์” พจน.42 บอกความหมายเฉพาะว่า “ที่ยกพื้นสําหรับพระสงฆ์นั่ง”

คำว่า “อาสน์สงฆ์” มีข้อควรสังเกตบางประการทางภาษาและวัฒนธรรม คือ

1 คำนี้ น์ การันต์ เพราะเป็นการประสมคำแบบไทย ถ้าไม่การันต์ เขียนเป็น “อาสนสงฆ์” (อ่านว่า อา-สะ-นะ-สง) จะเสียวัฒนธรรมทางภาษา เพราะ “ที่นั่งของพระสงฆ์” คำเก่าพูดว่า “อาด-สง” ไม่ใช่ อา-สะ-นะ-สง

2 อาสน์สงฆ์มักสร้างเป็นยกพื้นถาวรในศาลาการเปรียญ หรือศาลาบำเพ็ญกุศล เพราะเป็นธรรมเนียมที่พระสงฆ์เมื่ออยู่ในพิธีจะนั่งพับเพียบกับพื้น ในกรณีที่มีพิธีนอกศาลา จะต้องทำยกพื้นชั่วคราวเป็นอาสน์สงฆ์ (ไม่นั่งเก้าอี้)

3 ตามวัฒนธรรมไทย เราเคารพสงฆ์อย่างยิ่ง แม้แต่ที่นั่งของสงฆ์ ฆราวาสโดยเฉพาะสตรีเพศ จะไม่อาจเอื้อมขึ้นไปนั่งเด็ดขาด

: จะเปลี่ยนแปลงอะไร อย่าลืมเกรงใจวัฒนธรรม

Read More
บาลีวันละคำ

นวารหาทิคุณ (บาลีวันละคำ 375)

นวารหาทิคุณ

อ่านว่า นะ-วา-ระ-หา-ทิ-คุน
ประกอบด้วยคำว่า นว (= เก้า) + อรห (= บทว่า อรหํ) + อาทิ (= เป็นต้น) + คุณ (= พระคุณ) แปลว่า “คุณพระพุทธเจ้า 9 ประการ มีบท อรหํ เป็นต้น”

พระพุทธคุณ 9 ประการ ที่เป็นภาษาบาลี เขียนแบบไทยดังนี้ –

อิติปิ โส ภควา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

Read More
บาลีวันละคำ

-ธิคุณ (บาลีวันละคำ 374)

ธิคุณ

(ท้ายคำเรียกพระพุทธคุณทั้งสาม)

ผู้รู้ประมวลพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็น 3 ส่วน คือ พระปัญญา พระวิสุทธิ และ พระกรุณา

มีผู้ใช้คำเรียกพระคุณทั้งสามว่า พระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ (ลำดับก่อนหลังอาจต่างกันไป)

ปัญหาคือ “-ธิคุณ” ท้ายคำทั้งสามนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ?

พิจารณาตามหลักภาษาบาลี

1 “ปัญญาธิคุณ” แยกเป็น ปัญญา + อธิคุณ = พระคุณอันยิ่งคือปัญญา
2 “วิสุทธิคุณ” แยกเป็น วิสุทธิ + คุณ = พระคุณคือวิสุทธิ
3 “กรุณาธิคุณ” แยกเป็น กรุณา + อธิคุณ = พระคุณอันยิ่งคือกรุณา

ดูเผินๆ ลงท้ายว่า “-ธิคุณ” เหมือนกัน ก็น่าจะถูกต้องแล้ว แต่เมื่อแยกศัพท์จะเห็นได้ว่า “ปัญญา” และ “กรุณา” + “อธิคุณ” แต่ “วิสุทธิ” + “คุณ” (ไม่ใช่ “อธิคุณ”) น้ำหนักของคำจึงไม่สมเสมอกัน

Read More
บาลีวันละคำ

ดุษฎี – ดุษณี (บาลีวันละคำ 373)

ดุษฎี – ดุษณี

คำแรกอ่านว่า ดุด-สะ-ดี (ดี-เสียง ด เด็ก)
คำหลังอ่านว่า ดุด-สะ-นี (นี-เสียง น หนู)

“ดุษฎี” (ฎ ชฎา) ตรงกับบาลีว่า “ตุฏฺฐิ” (ตุด-ถิ) แปลว่า ความยินดี, ความร่าเริง, ความชื่นชม, ความรื่นเริง, ความบันเทิง, ความปลื้มใจ (คำเดียวกับ ดุษฎีบัณฑิต)

“ดุษณี” (ณ เณร) ตรงกับบาลีว่า “ตุณฺหี” (ตุน-นฮี ณ สะกดและเป็นกึ่งตัวนำพยางค์หลัง) แปลว่า นิ่ง, เงียบ, อาการนิ่งซึ่งแสดงถึงการยอมรับ นิยมใช้ว่า “โดยดุษณี” หรือ “โดยดุษณีภาพ” เช่น “เขายอมรับผิดโดยดุษณี”

คำสองคำนี้มีปัญหาการใช้ในภาษาไทย คือ ในที่อันควรจะใช้ว่า “ดุษณี” (= ยอมรับโดยการนิ่ง) แต่มักจะพูดว่า “เขายอมรับโดยดุษฎี” (ดุษฎี =ความยินดี, ความปลื้มใจ) บางทีผิดไปจนถึงว่า “เขายอมรับโดยสดุดี” (สดุดี = ยกย่อง, สรรเสริญ) แล้วยังพลอยสงสัยไปถึงคำว่า “อุษณีษ์” ที่เสียงคล้ายกัน แต่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลย (“อุษณีษ์” ตรงกับบาลีว่า “อุณหีส” แปลว่า มงกุฎ และโปรดสังเกต ษ ฤๅษีการันต์ ไม่ใช่ ย ยักษ์)

คำเหล่านี้มีความหมายต่างกัน ดูที่ฝรั่งแปลไว้อาจช่วยได้บ้าง
ยินดี-ดุษฎี = pleasure, joy, enjoyment
นิ่งเงียบ-ดุษณี = silently, silence, attitude of consent
ยกย่อง-สดุดี = praise
มงกุฎ-อุษณีษ์ = diadem, a turban

Read More
บาลีวันละคำ

ปาฏิหาริย์ (บาลีวันละคำ 372)

ปาฏิหาริย์

อ่านว่า ปา-ติ-หาน
บาลีเป็น “ปาฏิหาริย” อ่านว่า ปา-ติ-หา-ริ-ยะ (มีรูปคำอื่นๆ อีกด้วย)

“ปาฏิหาริย” แปลตามศัพท์ว่า “พลังที่นำไปเสีย (คือกำจัดได้) ซึ่งปฏิปักษ์” “พลังที่ใช้กับปฏิปักษ์” “พลังอันผู้สำเร็จนำให้เป็นไปเป็นพิเศษ” (โปรดสังเกตว่า ปาฏิหาริย์มักใช้ต่อเมื่อมี “ปฏิปักษ์” คือฝ่ายตรงข้าม หรืออีกฝ่ายหนึ่ง เกิดขึ้นเท่านั้น)
ความหมายที่เข้าใจกันก็คือ สิ่งที่น่าอัศจรรย์, เรื่องที่น่าอัศจรรย์, สิ่งที่ประหลาดเหลือ, ความมหัศจรรย์, ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด, การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์

Read More
บาลีวันละคำ

กลียุค (บาลีวันละคำ 371)

กลียุค

อ่านว่า กะ-ลี-ยุก
บาลีเป็น “กลิยุค” อ่านว่า กะ-ลิ-ยุ-คะ ประกอบด้วย กลิ + ยุค

“กลิ” แปลว่า โทษ, ความชั่ว, บาป, ความปราชัย, ความพ่ายแพ้, เคราะห์ร้าย, ความระทมทุกข์ ภาษาไทยใช้ว่า “กลี” (อิ เป็น อี) แผลงเป็น “กาลี” ก็มี

“ยุค” ความหมายเดิมคือ ชั่วคนที่ครองคู่กันแล้วมีลูกสืบเชื้อสาย (ฝรั่งแปลว่า generation) หมายถึง คราว, สมัย, ระยะกาลที่จัดแบ่งตามช่วงอายุของคนและตามเหตุการณ์หรือสภาพความเป็นไปของโลก

ตามคติของพราหมณ์ แบ่งอายุของโลกออกเป็น 4 ยุค คือ
1 กฤดายุค แปลว่า “ยุคทำเสร็จแล้ว” ศีลธรรมมีเต็มเปี่ยม (เทียบหน้าลูกเต๋ามีสี่แต้ม) มนุษย์มีแต่ความสุข ไม่ต้องลำบาก เพราะทุกอย่าง “ทำเสร็จแล้ว”
2 ไตรดายุค แปลว่า “ยุคมีสาม” ศีลธรรมพร่องไปส่วนหนึ่ง ยังมีอยู่สามส่วน (เทียบหน้าลูกเต๋ามีสามแต้ม) มนุษย์รู้จักทุกข์บ้าง แต่สุขมากกว่า
3 ทวาบรยุค แปลว่า “ยุคเหลืออีกสอง” ศีลธรรมเสื่อมไปครึ่งหนึ่ง (เทียบหน้าลูกเต๋ามีสองแต้ม) สุขกับทุกข์พอๆ กัน
4 กลียุค แปลว่า “ยุคชั่วร้าย” ศีลธรรมเหลือเพียงส่วนเดียว (เทียบหน้าลูกเต๋ามีแต้มเดียว) มนุษย์มีแต่ทุกข์ยากเดือดร้อน สุขบ้างก็น้อยเต็มที

“กลิยุค-กลียุค” มีความหมายที่เข้าใจกันในภาษาไทยว่า ยุคสมัยแห่งความเดือดร้อน วุ่นวาย ผู้คนเบียดเบียนล้างผลาญกันอย่างไม่เลือกหน้า ความชั่วที่เหลือเชื่อของมนุษย์ จะได้เห็นกันในยุคนี้

คาถากันทุกข์ :
ถ้าฝึกใจให้เป็นดั่ง “บัวบานเหนือถ่านเพลิง” ได้เมื่อไร
อยู่ในยุคไหนๆ ก็ไม่ต้องกลัวทุกข์

Read More
บาลีวันละคำ

บุญ-ทาน (บาลีวันละคำ 370)

บุญ-ทาน

“บุญ” ไทยอ่านว่า บุน บาลีเป็น “ปุญฺญ” อ่านว่า ปุน-ยะ แปลตามรากศัพท์ว่า “การกระทำที่ชำระสันดานของผู้ทำให้สะอาด” ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปคือ การกระทําดีตามหลักคําสอนในศาสนา
“ทาน” ไทยอ่านว่า ทาน บาลีอ่านว่า ทา-นะ แปลว่า การให้, การเผื่อแผ่, การแบ่งปัน, ความเอื้อเฟื้อ, ของบริจาค
(ดูเพิ่มเติมที่คำว่า ปุญฺญ และ ทาน)

บุญ กับ ทาน เหมือนกันหรือต่างกัน ?
คนส่วนมากเข้าใจว่า –
บุญ คือถวายของแก่พระสงฆ์ เช่นตักบาตร หรือบริจาคให้แก่กิจการการกุศล เรียกว่า “ทำบุญ”
ทาน คือให้แก่คนธรรมดาหรือให้แก่สัตว์ เช่นให้เงินคนขอทาน หรือให้อาหารแก่สุนัข เรียกว่า “ให้ทาน”

หลักความเข้าใจที่ถูกต้องแบบง่ายๆ คือ “บุญ คือความดีทั้งปวง, ทาน คือวิธีทำบุญแบบหนึ่ง”

Read More
บาลีวันละคำ

โอษฐภัย (บาลีวันละคำ 369)

โอษฐภัย
(บาลีไทย)

อ่านว่า โอด-ถะ-ไพ

“โอษฐภัย” เขียนเป็นบาลีว่า “โอฏฺฐภย” อ่านว่า โอด-ถะ-พะ-ยะ ประกอบด้วย โอฏฺฐ + ภย

“โอฏฐ” แปลตามศัพท์ว่า “อวัยวะที่ถูกเผาโดยความร้อนในข้าวสุกเป็นต้น” “อวัยวะที่ชอบข้าวสุกเป็นต้น” เราเขียนตามสันสกฤตเป็น “โอษฐ” ความหมายที่เข้าใจกันคือ ปาก, ริมฝีปาก
ดูความหมายตามศัพท์จะเห็นได้ว่า เล็งถึงอวัยวะที่ทำหน้าที่เคี้ยวกินอาหารเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงที่ทำหน้าที่พูด
แต่ในภาษาไทย “ปาก” มีความหมาย ๒ นัย คือ เกี่ยวกับการกิน เช่น “เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง” และเกี่ยวกับการพูด เช่น “ปากกล้า” = พูดไม่เกรงกลัวใคร “ปากหวาน” = พูดจาไพเราะ

“ภย” แปลว่า ความกลัว, ความตกใจกลัว, ความหวาดหวั่น, สิ่งที่น่ากลัว, อันตราย

โอฏฐ + ภย = โอฏฐภย = โอษฐภัย เป็นคำที่เราผูกขึ้นจากบาลี (ไม่มีใช้ในคัมภีร์) แปลตามศัพท์ว่า “ภัยเกิดจากปาก” แปลตามความหมายในภาษาไทยว่า “ภัยที่เกิดจากคําพูด” หมายถึง ผลร้ายที่เกิดจากการพูดกระทบกระเทือนถึงผู้มีอำนาจ แล้วถูกกระทำให้เดือดร้อนโดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

: สจฺจํเว อมตา วาจา
ความจริงไม่เคยทำให้คนพูดตาย
การไม่ยอมรับความจริงต่างหากที่ทำ
เพราะฉะนั้น พูดความจริงกับคนที่ไม่ยอมรับความจริง : โอษฐภัย !

Read More
บาลีวันละคำ

โลกอุดร (บาลีวันละคำ 368)

โลกอุดร
(บาลีแปลงรูป)

อ่านว่า โลก-อุ-ดอน

บทสวดสรรเสริญพระธรรมคุณ สำนวนของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) มีความตอนหนึ่งว่า

“ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล และเก้ากับทั้งนฤพาน
สมญาโลกอุดรพิสดาร อันลึกโอฬาร พิสุทธิ์พิเศษสุกใส”

และอีกตอนหนึ่งว่า

“คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง ยังโลกอุดรโดยตรง”

“โลกอุดร” เป็นคำที่แปลงมาจากบาลีว่า “โลกุตฺตร” (โล-กุด-ตะ-ระ) คือ โลก (โล-กะ) + อุตฺตร (อุด-ตะ-ระ)
“โลก” ในที่นี้หมายถึงวิสัยหรือธรรมดาของโลก เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย พบ พราก ได้ เสีย อิ่ม อด สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
“อุตฺตร” แปลว่า เหนือ, อยู่เหนือ, สูงกว่า, ดีกว่า, ยอดกว่า, เกินกว่า, เหนือกว่า
“อุตฺตร” เขียนแบบไทยเป็น “อุดร” (สูตร : ตะ เป็น ดะ ลบตะตัวหนึ่ง) คำที่เราคุ้นกันดีคำหนึ่ง คือ “ทิศอุดร” แปลว่า ทิศเหนือ
โลก + อุดร = โลกอุดร มีความหมายว่า เหนือโลก, พ้นวิสัยของโลก
โลกอุดร ไม่ใช่โลกหรือดินแดนอีกแห่งหนึ่ง แต่เป็นภูมิหรือระดับจิตของผู้ที่ฝึกฝนพัฒนาตนเองจนจิตอยู่เหนือโลก คือแม้วิสัยโลกมากระทบก็ไม่กระเทือน มีสติสมบูรณ์มั่นคง ไม่ฟู ไม่แฟบ

Read More
บาลีวันละคำ

โลกวัชชะ (บาลีวันละคำ 367)

โลกวัชชะ

อ่านว่า โล-กะ-วัด-ชะ
บาลีเป็น “โลกวชฺช”

“โลกวชฺช” ประกอบด้วย โลก + วชฺช

“โลก” หมายถึงหมู่มนุษย์, ชาวโลก, สังคม (“โลก” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่จะพินาศไป” “สิ่งที่จะย่อยยับไป”)

“วชฺช” แปลว่า ควรกล่าว, ควรพูดติ, ควรถูกตำหนิ (มีความหมายอย่างอื่นอีก)
โลก + วชฺช = โลกวชฺช = โลกวัชชะ แปลเอาความว่า “เรื่องที่เป็นความผิดตามความเห็นของชาวโลก”

“โลกวัชชะ” เป็นคำที่ใช้เกี่ยวกับพระสงฆ์ มีความหมายว่า พฤติกรรม การกระทำ ข้อเสียหาย ที่สังคมติเตียนว่าไม่เหมาะสมกับสมณะ

โลกวัชชะ เป็นคำที่คู่กับ “ปณฺณตฺติวชฺช” (ปัน-นัด-ติ-วัด-ชะ)
ปณฺณตฺติ (= ข้อบัญญัติ) + วชฺช เขียนแบบไทยเป็น “ปัณณัตติวัชชะ”แปลว่า “เรื่องที่มีความผิดตามข้อบัญญัติ” คือมีศีลบัญญัติห้ามไว้

คำคู่นี้ มีความหมาย ตามตัวอย่างดังนี้ :

– พระตัดหญ้าในวัด ชาวบ้านอาจมองว่าพระขยันดี แต่ที่จริงเป็นความผิดเพราะมีพุทธบัญญัติห้ามไว้ อย่างนี้เรียกว่า ปัณณัตติวัชชะ

– พระสงฆ์เข้าไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า แม้ไม่มีข้อห้ามในศีล 227 ข้อ แต่ชาวบ้านตำหนิ อย่างนี้เรียกว่า โลกวัชชะ

อีกนัยหนึ่งว่า

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้