บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

ศุภมัสดุ (บาลีวันละคำ 296)

ศุภมัสดุ
(คำไทยอิงสันสกฤต)

อ่านว่า สุบ-พะ-มัด-สะ-ดุ

“ศุภมัสดุ” บาลีเป็น “สุภมตฺถุ” (สุ-พะ-มัด-ถุ) ประกอบด้วย สุภํ + อตฺถุ

“สุภํ” (คำตั้งคือ สุภ) แปลว่า ความงาม, ความดี, ความสะอาด, ความสวยงาม
“อตฺถุ” เป็นคำกริยา แปลว่า “จงมี”
สุภํ อตฺถุ แปลว่า “ความดีงามจงมี”
สุภํ สนธิกับ อตฺถุ แปลงนิคหิตที่ ภํ เป็น ม = สุภ + ม + อตฺถุ = สุภมตฺถุ
“สุภมตฺถุ” สันสกฤตเป็น “ศุภมสฺตุ” เราเขียนแบบอิงสันสกฤตจึงเป็น ศุภมัสดุ

“ศุภมัสดุ” เป็นคําใช้ขึ้นต้นลงท้ายในประกาศที่เป็นแบบหรือข้อความที่สําคัญ เช่น ประกาศพระบรมราชโองการ และเป็นคำขึ้นต้น “บอกศักราช” ในการแสดงพระธรรมเทศนาด้วย

ตัวอย่าง :
– ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาลเป็นอดีตภาค 2540 พรรษา ….โดยกาลบริเฉท (อารัมภบทรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540)
– ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ ล่วงแล้ว 2556 พรรษา …(คำบอกศักราช)

Read More
บาลีวันละคำ

วานรนิวาส (บาลีวันละคำ 295)

วานรนิวาส

“วานร” คือ ลิง “นิวาส” แปลว่า ที่อยู่, ที่อาศัย, ที่พัก, การอยู่อาศัย
“วานรนิวาส” จึงแปลว่า “ที่อยู่อาศัยของลิง”

“วานรนิวาส” เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดสกลนคร เดิมเป็นหมู่บ้าน เรียกว่า บ้าน “กุดลิง” แขวงเมืองยโสธร ในรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านกุดลิงขึ้นเป็นเมืองวานรนิวาส เมื่อ พ.ศ. 2404

คำว่า “กุด” แปลว่า ด้วน สั้น หรือเหี้ยนเข้าไป ทางภาคอีสานหมายถึงลํานํ้าที่ปลายด้วน คือไม่มีทางไหลต่อไป (เทียบได้กับซอยตัน) บริเวณลำน้ำนี้มีลิงชุกชุม ชาวบ้านจึงเรียกลำน้ำนั้นว่า “กุดลิง”

นักบาลีเอาเสียง “กุด” มาแปลงคำเป็น “กุฏิ”

Read More
บาลีวันละคำ

สนฺตปาปา (บาลีวันละคำ 294)

สนฺตปาปา

อ่านว่า สัน-ตะ-ปา-ปา

“สนฺตปาปา” ประกอบด้วย สนฺต + ปาป
“สนฺต” (สัน-ตะ) แปลว่า เงียบ, ราบรื่น, สงบ, บริสุทธิ์, สันติ, ความสุขเลิศ, นิพพาน
“ปาป” (ปา-ปะ) คือ ความชั่ว, ความเลวร้าย, เลวทราม, การทำผิด แปลตามศัพท์ว่า “กรรมที่ยังผู้ทำให้ถึงทุคติ” “กรรมเป็นเหตุไปสู่อบาย” “กรรมที่รักษาอบายภูมิไว้” (ความหมายนี้คือ เพราะยังมีคนทำบาป อบายภูมิจึงยังคงมีอยู่ได้เพื่อเป็นที่รองรับคนบาป)

ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา พบคำว่า “สนฺตปาปา” แห่งหนึ่ง ใช้อธิบายคุณสมบัติของบุคคลที่เรียกว่า “สนฺโต = ผู้สงบระงับ” ท่านใช้คำเป็นชุดว่า สนฺตปาปา ปณฺฑิตา ปจฺเจกพุทฺธา แปลว่า “ผู้สงบระงับ คือบัณฑิต ผู้สงบระงับบาปได้แล้ว หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า”
“สนฺตปาปา” จึงแปลว่า “ผู้สงบระงับบาปได้แล้ว”

Read More
บาลีวันละคำ

กาฬกณฺณี (บาลีวันละคำ 293)

กาฬกณฺณี

อ่านว่า กา-ละ-กัน-นี
ภาษาไทยใช้ว่า กาลกรรณี, กาลกิณี (กา-ละ-กัน-นี, กาน-ละ-กัน-นี, กา-ละ-กิ-นี, กาน-ละ-กิ-นี)

“กาฬกณฺณี” ประกอบด้วย กาฬ (= ดำ) + กรฺ (ธาตุ = ทำ, แปลง รฺ เป็น ณฺ) = กณฺ + ณี ปัจจัย = กาฬกณฺณี แปลตามศัพท์ว่า “คนที่ทำให้ดำ” ขยายความว่า อยู่ที่ไหนหรือเกี่ยวข้องกับใคร ก็ทำให้ที่นั้นคนนั้นพลอยเป็นเหมือนสีดำ อับเฉา มืดมัว ขัดข้องไปหมด
ความหมายที่เข้าใจกัน คือ คนจัญไร, ความจัญไร, ความเป็นเสนียด, เสนียดจัญไร, อัปมงคล, ลักษณะที่เป็นอัปมงคล, ตัวก่ออุบาทว์, ตัวนำเคราะห์ร้ายหรือทำให้อับโชค

Read More
บาลีวันละคำ

จาตุรงคสันนิบาต (บาลีวันละคำ 292)

จาตุรงคสันนิบาต

อ่านว่า จา-ตุ-รง-คะ-สัน-นิ-บาด
เขียนเป็นบาลีว่า “จาตุรงฺคสนฺนิปาต” อ่านว่า จา-ตุ-รัง-คะ-สัน-นิ-ปา-ตะ

“จาตุรงฺคสนฺนิปาต” ประกอบด้วย จตุ = จำนวนสี่ (แปลงเป็น จาตุร) + องฺค = ส่วนประกอบ หรือ องค์ประกอบ + สํ = พร้อมกัน + นิ = ลง + ปาต = การตก (สํ + นิ + ปาต = สนฺนิปาต แปลตามศัพท์ว่า “การตกลงพร้อมกัน” = การประชุม)
“จาตุรงฺคสนฺนิปาต – จาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า “การประชุมที่มีองค์ประกอบสี่อย่าง”

Read More
บาลีวันละคำ

สังฆการี (บาลีวันละคำ 291)

สังฆการี

อ่านว่า สัง-คะ-กา-รี

“สังฆการี” เป็นคำบาลีที่ไทยเราบัญญัติขึ้น
เขียนแบบบาลีเป็น “สงฺฆการี” ประกอบด้วย สงฺฆ + การี
“สงฺฆ” ทับศัพท์ว่า “สงฆ์” ในที่นี้หมายถึง พระสงฆ์ หรือคณะสงฆ์
“การี” แปลว่า ผู้ทำ
“สังฆการี” มีความหมายว่า “ผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับสงฆ์” หมายถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับสงฆ์ในงานหลวง

Read More
บาลีวันละคำ

สันนิษฐาน (บาลีวันละคำ 290)

สันนิษฐาน

ในภาษาบาลีมีคำว่า “สนฺนิฏฺฐาน” (สัน-นิด-ถา-นะ) รูปคำและเสียงลงรอยกับกับ “สันนิษฐาน” คือ ฏฐ บาลี เป็น ษฐ ในสันสกฤต “สนฺนิฏฺฐาน” บาลี เขียนแบบไทยอิงสันสกฤตจึงเป็น “สันนิษฐาน” (สัน-นิด-ถาน) แต่ความหมายตรงกันข้าม

“สนฺนิฏฺฐาน” ประกอบด้วย สํ (พร้อมกัน) + นิ (ลง) + ฐา (ธาตุ = หยุด) + ยุ (ปัจจัย แปลงเป็น “อน”) : สํ + นิ + ฐา + อน = สนฺนิฏฺฐาน แปลตามศัพท์ว่า “การหยุดลงพร้อมกัน”

ขอให้นึกถึงภาพหมู่คน หรือรถ หรืออะไรก็ตาม ที่เคลื่อนไหวสับสนวุ่นวาย แล้วอยู่ๆ ก็ “หยุดลงพร้อมกัน” นั่นแหละคือความหมายของ “สนฺนิฏฺฐาน” คือ ข้อยุติ, การสรุปความ, การตกลงใจ, การลงมติ, การลงความเห็นเป็นที่สุด, ข้อยุติที่แน่นอน

Read More
บาลีวันละคำ

องคมนตรี (บาลีวันละคำ 289)

องคมนตรี

ประกอบด้วย องค + มนตรี อ่านว่า อง-คะ-มน-ตฺรี

“องค” บาลีเป็น “องฺค” (อัง-คะ) ในภาษาไทยถ้าอยู่ท้ายคำหรืออยู่เดี่ยว ใช้ว่า “องค์” (อง) แปลว่า ส่วนของร่างกาย, อวัยวะ, ชิ้นส่วน, ส่วนประกอบ, ส่วนประกอบของทั้งหมด หรือของระบบ (เช่น ศีลข้อปาณาติบาตจะขาด ต้องประกอบด้วยองค์ 5)

“มนตรี” บาลีเป็น “มนฺตี” (มัน-ตี) แปลตามศัพท์ว่า “คนมีความคิด” ใช้ในความหมายว่า ที่ปรึกษา, อำมาตย์, เสนาบดี (ฝรั่งแปลคำนี้ว่า counselor, minister)
องฺค + มนฺตี = องฺคมนฺตี เขียนเป็นไทยว่า “องคมนตรี”
“องฺคมนฺตี – องคมนตรี” ศัพท์เดียวแบบนี้ไม่มีในบาลี เป็นคำที่เราคิดขึ้นใช้เทียบภาษาอังกฤษว่า privy councilor โดยกำหนดความหมายว่า “องค์” คือ “ส่วนพระองค์” (ของพระมหากษัตริย์ = privy) และ “มนตรี” คือ “ที่ปรึกษา” (= councilor)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมาย “องคมนตรี” ว่า “ผู้มีตําแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์”

“มนตรี” แปลว่า “ที่ปรึกษา” ในที่อื่นๆ เท่าที่พบมา มักไม่ขาดก็เกิน คือ
– ตั้งไว้ แต่ไม่มีใครปรึกษา – ขาด
– ที่ปรึกษา ถลาลงไปทำเอง – เกิน

Read More
บาลีวันละคำ

รัฐบุรุษ (บาลีวันละคำ 288)

รัฐบุรุษ

อ่านว่า รัด-ถะ-บุ-หฺรุด

“รัฐ” บาลีเป็น “รฏฺฐ” (รัด-ถะ) แปลตามศัพท์ว่า “ดินแดนเป็นที่เป็นไปแห่งชาวเมือง” หรือ “ดินแดนเป็นเหตุให้พระราชาทั้งหลายทำลายป้อมค่ายกัน” ความหมายที่เข้าใจกันก็คือ ดินแดน, อาณาจักร, ประเทศ, แผ่นดิน

“บุรุษ” บาลีเป็น “ปุริส” (ปุ-ริ-สะ) คำนี้เราเข้าใจกันว่าหมายถึง “ผู้ชาย” แต่ความหมายจริงๆ หมายถึง “คน” เช่นเดียวกับ man ที่เราแปลกันว่า ผู้ชาย แต่ความหมายเดิมก็คือ มนุษย์ หรือคน โดยไม่จำกัดว่าหญิงหรือชาย

คำว่า “รฏฺฐ” (รัฐ) และ “ปุริส” (บุรุษ) มีในภาษาบาลี แต่ที่รวมเป็น “รฏฺฐปุริส” (รัฐบุรุษ) ไม่พบในคัมภีร์

Read More
บาลีวันละคำ

วิพากษ์วิจารณ์ (บาลีวันละคำ 287)

วิพากษ์วิจารณ์
(คำไทยใช้บาลีสันสกฤต)

“วิพากษ์” สันสกฤตเป็น “วิวกฺษา” บาลีเป็น “ววกฺขา” (วะ-วัก-ขา) แปลตามศัพท์ว่า “ปรารถนาจะเรียก” คำนี้ภาษาไทยใช้ว่า “พิพากษา” และ “วิพากษ์” มีความหมายว่า “พิจารณาตัดสิน”
อาจมีมูลมาจากเมื่อศาลจะตัดสินคดี จะต้อง “เรียก” โจทก์จำเลยเข้ามาฟัง คำว่า “ววกฺขา-วิวกฺษา-วิพากษ์-พิพากษา” จึงกลายความหมายเป็น “พิจารณาตัดสิน” ไปในที่สุด

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้