ธมฺมกาย (บาลีวันละคำ 117)
ธมฺมกาย
อ่านว่า ทำ-มะ-กา-ยะ
ในภาษาไทยใช้ว่า “ธรรมกาย” อ่านว่า ทำ-มะ-กาย
“ธมฺมกาย-ธรรมกาย” ประกอบด้วยคำว่า ธมฺม + กาย
(ดูความหมายเฉพาะคำที่คำนั้น)
ธมฺมกาย
อ่านว่า ทำ-มะ-กา-ยะ
ในภาษาไทยใช้ว่า “ธรรมกาย” อ่านว่า ทำ-มะ-กาย
“ธมฺมกาย-ธรรมกาย” ประกอบด้วยคำว่า ธมฺม + กาย
(ดูความหมายเฉพาะคำที่คำนั้น)
กาย
อ่านว่า กา-ยะ
ในภาษาไทยใช้อย่างเดียวกับบาลี อ่านว่า กาย
คำว่า “กาย” มีรากศัพท์มาจาก กุ (สิ่งที่น่าเกลียด) + อาย (อา-ยะ = ที่มา, ที่เกิดขึ้น) ลบสระ อุ ที่ กุ = กาย แปลว่า “ที่เกิดขึ้นของสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งหลาย”
“กาย” ในความหมายทั่วไป คือ กอง, หมวดหมู่, ที่รวม, ชุมนุม, การรวมเข้าด้วยกัน, จำนวนที่รวมกัน
Read Moreธมฺม
อ่านว่า ทำ-มะ
ในภาษาไทยใช้ว่า “ธรรม” อ่านว่า “ทำ” ถ้ามีศัพท์อื่นมาสมาส (= ต่อเข้าเป็นคำเดียวกัน) อ่านว่า “ทำ-มะ–” เช่น ธรรมคุณ (ทำ-มะ-คุน) ธรรมบท (ทำ-มะ-บด)
“ธมฺม” มาจากรากศัพท์ว่า ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ และ ร ต้นปัจจัย = ธมฺม แปลว่า “สภาพที่ทรงไว้”
Read Moreอุตฺตริมนุสฺสธมฺม
อ่านว่า อุด-ตะ-ริ-มะ-นุด-สะ-ทำ-มะ
ในภาษาไทยใช้ว่า “อุตริมนุสธรรม” อ่านว่า อุด-ตะ-หฺริ-มะ-นุด-สะ-ทำ
คำนี้ประกอบด้วยคำว่า อุตฺตริ + มนุสฺส + ธมฺม = อุตฺตริมนุสฺสธมฺม
Read Moreสิกฺขา
อ่านว่า สิก-ขา
ในภาษาไทยนิยมใช้ตามรูปสันสกฤต คือ “ศิกฺษา” แล้วเสียงกลายเป็น “ศึกษา” และพูดทับศัพท์ว่า “ศึกษา” จนเข้าใจกันทั่วไป
“สิกฺขา” มีรากศัพท์ คือ สิกฺข (ธาตุ = ศึกษา, เรียนรู้) + อ (ปัจจัย) + อา (ทำศัพท์ให้เป็นอิตถีลิงค์) = สิกฺขา
อีกรูปหนึ่งของ สิกฺขา คือ “สิกฺขน” (สิก-ขะ-นะ)
ปูชา
อ่านตรงตัวว่า ปู-ชา
ภาษาไทยใช้ว่า “บูชา” และพูดทับศัพท์ว่า “บูชา” จนเข้าใจกันทั่วไป
“ปูชา” มีรากศัพท์ คือ ปูชฺ (ธาตุ = บูชา) + อ (ปัจจัย) + อา (ทำศัพท์ให้เป็นอิตถีลิงค์) = ปูชา
อีกรูปหนึ่งของ ปูชา คือ “ปูชน” (ปู-ชะ-ชะ, ดังที่ไปเป็น “ปูชนีย” ในคำว่า ปูชนียสถาน, ปูชนียบุคคล)
อุปาทาน
บาลีอ่านว่า อุ-ปา-ทา-นะ
ภาษาไทยอ่านว่า อุ-ปา-ทาน, อุบ-ปา-ทาน
“อุปาทาน” มีรากศัพท์มาจาก อุป (เข้าไป, ใกล้) + อา (กลับความ) + ทา (ให้) + ยุ (แปลงเป็น “อน” การ-, ความ-) = อุปาทาน แปลตามศัพท์ว่า “การเข้าไปยึดเอา” หมายถึง การยึดมั่น, การถือมั่น
Read Moreอุปาสก
อ่านว่า อุ-ปา-สะ-กะ
ในภาษาไทยใช้ว่า “อุบาสก” (อุ-บา-สก) ตามหลักนิยมที่ลดรูป ป ปลา เป็น บ ใบไม้ เช่น – ปุญฺญ เป็น “บุญ” ปาป เป็น “บาป” ปณฺฑิต เป็น “บัณฑิต”
“อุปาสก” มาจากการประสมระหว่าง อุป + อาสฺ + ณฺวุ
“อุป” (อุ-ปะ) คำอุปสรรค = เข้าไป, ใกล้
“อาสฺ” (อา-สะ) ธาตุ = นั่ง (ดังคำว่า “อาสนะ” = ที่นั่ง)
“ณฺวุ” (นะ-วุ) ปัจจัย และแปลงเป็น อก (อะ-กะ) = ผู้
อุป + อาสฺ + ณฺวุ > อก= อุปาสก แปลว่า “ผู้นั่งใกล้” ขยายความว่า “ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย” (อุปาสโกติ รตนตฺตยสฺส อุปาสนโต)
Read Moreปาราชิก [1]
อ่านว่า ปา-รา-ชิ-กะ
ภาษาไทยใช้เหมือนบาลี แต่อ่านว่า ปา-รา-ชิก
“ปาราชิก” ประกอบขึ้นจากคำว่า ปรา + ชิ + ณฺวุ
“ปรา” (ปะ-รา) เป็นศัพท์จำพวกอุปสรรค ใช้ประสมเข้าข้างหน้าคำอื่น ทำให้คำที่ไปประสมมีความหมายตรงกันข้ามจากความหมายเดิม
“ชิ” เป็นธาตุ (รากศัพท์) มีความหมายว่า “ชนะ”
“ณฺวุ” เป็นศัพท์จำพวกปัจจัย (“บาลีเป็นภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย” – ตามหลักที่รู้กัน) แปลว่า “ผู้-” ใช้ประสมเข้าข้างท้ายคำอื่น แล้วแปลง “ณฺวุ” เป็น “อก” (อะ-กะ) ถ้าพยางค์แรกของคำที่ไปประสมเป็นเสียงสั้น มีอำนาจทำให้พยางค์นั้นยืดเสียงเป็นเสียงยาว เช่น อะ เป็น อา, อิ เป็น อี, อุ เป็น อู
ในที่นี้ พยางค์แรกของคำคือ ป- (ปรา) จึงยืดเสียงเป็น ปา- (ปรา > ปารา)
Read Moreวิสุํ วิสุํ รกฺขณตฺถาย
อ่านว่า วิ-สุง-วิ-สุง-รัก-ขะ-นัด-ถา-ยะ
“วิสุํ วิสุํ” (วิสุง วิสุง) แปลว่า คนละส่วน, ต่างหาก, แยกออก, แยกจากกัน
“รกฺขณตฺถาย” ประกอบด้วย รกฺขณ (การรักษา) + อตฺถ (ประโยชน์, ความหมาย, ความมุ่งหมาย)
Read More