บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

สวัสดิภาพ (บาลีวันละคำ 459)

สวัสดิภาพ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกว่า
“สวัสดิภาพ : ความปลอดภัย เช่น ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ตำรวจออกตรวจท้องที่ในเวลากลางคืนเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน”

Read More
บาลีวันละคำ

วิตถาร (บาลีวันละคำ 458)

ภาษาไทยอ่านว่า วิด-ถาน
บาลีเป็น “วิตฺถาร” (มีจุดใต้ ตฺ) อ่านว่า วิด-ถา-ระ สันสกฤตเป็น “วิสฺตาร”
ไทยเอามาใช้เขียนตามบาลีเป็น “วิตถาร” และเขียนอิงสันสกฤตเป็น “พิสดาร” (พิด-สะ-ดาน)

“วิตฺถาร” แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่แผ่ขยายไป” ใช้ในความหมาย 2 อย่าง

Read More
บาลีวันละคำ

ไทยทาน-ไทยธรรม (บาลีวันละคำ 457)

ไทยทาน-ไทยธรรม

อ่านว่า ไท-ยะ-ทาน / ไท-ยะ-ทำ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เก็บไว้ทั้งสองคำ ดังนี้

– “ไทยทาน : ของสําหรับทําทาน. (ป. เทยฺยทาน)”
– “ไทยธรรม : ของทําบุญต่าง ๆ, ของถวายพระ. (ป. เทยฺยธมฺม)”

คำในวงเล็บ คือ พจน.42 บอกว่า ไทยทาน ตรงกับบาลีว่า “เทยฺยทาน” ไทยธรรม ตรงกับบาลีว่า “เทยฺยธมฺม”

Read More
บาลีวันละคำ

บวรพระพุทธศาสนา (บาลีวันละคำ 456)

บวรพระพุทธศาสนา
(คำผิด)

คำที่ถูกต้องคือ “พระบวรพุทธศาสนา”
อ่านว่า พฺระ-บอ-วอ-ระ-พุด-ทะ-สาด-สะ-หฺนา
ประกอบด้วยคำว่า พระ + บวร + พุทธศาสนา

คำว่า “พระ” มีผู้ให้ความเห็นว่าน่าจะมาจาก “วร” (วะ-ระ) ในบาลีสันสกฤต แปลว่า “ผู้ประเสริฐ” แปลง ว เป็น พ ออกเสียงว่า พะ-ระ แล้วกลายเสียงเป็น พฺระ (ร กล้ำ)
พจน.42 บอกความหมายของ “พระ” ไว้หลายอย่าง ในที่นี้ใช้ประกอบหน้าคำอื่นเพื่อแสดงความยกย่อง เช่น

– ไตรปิฎก เป็น พระไตรปิฎก
– วิหาร เป็น พระวิหาร
– อุโบสถ เป็น พระอุโบสถ
– พุทธศาสนา เป็น พระพุทธศาสนา

“บวร” บาลีเป็น “ปวร” (ปะ-วะ-ระ) แปลว่า ประสริฐ, เลิศ, สูงสุด, ประสริฐสุด, เด่นหรือมีชื่อเสียงพิเศษ

“พุทธศาสนา” บาลีเป็น “พุทฺธสาสน” (พุด-ทะ-สา-สะ-นะ) แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

(พจน.42 ไม่ได้เก็บคำว่า “พุทธศาสนา” ไว้)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ไขความไว้ดังนี้ –
“พุทธศาสนา : คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, อย่างกว้างในบัดนี้ หมายถึง ความเชื่อถือ การประพฤติปฏิบัติและกิจการทั้งหมดของหมู่ชนผู้กล่าวว่าตนนับถือพระพุทธศาสนา”

คำว่า “พระบวรพุทธศาสนา” มีความหมายว่า “พระพุทธศาสนาที่ประเสริฐ”

คำนี้ไม่มีปัญหาในแง่ความหมาย แต่มีปัญหาในการนำถ้อยคำมาพูดหรือเขียน เพราะปัจจุบันนี้มักพูดผิด เขียนผิด เป็น “บวรพระพุทธศาสนา” อันเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ และไม่ใส่ใจถึงหลักเกณฑ์การเรียงลำดับคำ

สาเหตุน่าจะเกิดจาก –

1 “พระบวรพุทธศาสนา” อ่านว่า พฺระ-บอ-วอ-ระ-พุด-ทะ-สาด-สะ-หฺนา ซึ่งเป็นคำอ่านที่ถูกต้อง
2 คนฟังจับคำว่า “บอ-วอ-ระ-พุด” มาเป็นหลัก (เริ่มทิ้งคำว่า “พระ” ข้างหน้า)
3 เข้าใจไปว่า “บอ-วอ-ระ-พุด” คือ “บอ-วอน-ระ-พุด” (นึกว่า “บวร” ในที่นี้อ่านว่า “บอ-วอน”)
4 เสียง “ระ-พุด” ใกล้กับ “พระ-พุด” จึงเชื่อสนิทว่า “ระ-พุด” คือ “พระ-พุด”
5 “พระบวรพุทธศาสนา” จึงกลายเป็น “บวรพระพุทธศาสนา”

วิธีสังเกตหลักเกณฑ์ง่ายๆ มีดังนี้ –

1 คำหลักในคำนี้คือ “พุทธศาสนา”
2 คำว่า “พระ” ที่อยู่ข้างหน้าใช้ประกอบเพื่อแสดงความยกย่อง = “พระพุทธศาสนา”
3 คำว่า “บวร” (ประเสริฐ) ขยายคำหลัก คือ “พุทธศาสนา” = “พุทธศาสนาที่ประเสริฐ” ไม่ใช่ขยาย “พระ” = “พระที่ประเสริฐ”
4 เพราะฉะนั้น “บวร” จึงต้องอยู่ติดกับ “พุทธศาสนา” = “บวรพุทธศาสนา” ไม่ใช่ไปอยู่หน้า “พระ” = “บวรพระ”

: ถ้าจะพูดหรือเขียนคำนี้ นึกถึงคำว่า “พระบรมมหาราชวัง” ไว้ก็ได้
(“บวร” กับ “บรม” มีฐานะเป็นคำขยายเหมือนกัน)

“พระบรมมหาราชวัง” มี, “บรมพระมหาราชวัง” ไม่มี ฉันใด
“พระบวรพุทธศาสนา” มี, “บวรพระพุทธศาสนา” ไม่มี ก็ฉันนั้น

—————
(คำนี้ลัดคิวอันเนื่องมาจากโพสต์ของท่านอาจารย์ Up jaya)

Read More
บาลีวันละคำ

พระพิธีธรรม (บาลีวันละคำ 455)

พระพิธีธรรม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “พิธีธรรม” และบอกไว้ว่า
“พระสงฆ์จํานวน 4 รูปที่ได้รับสมมุติให้สวดภาณวารหรือสวดอาฏานาฏิยสูตร ในงานพระราชพิธีตรุษสงกรานต์ หรือสวดอภิธรรมในการศพของหลวง เรียกว่า พระพิธีธรรม”

คำว่า “พระพิธีธรรม” ว่ากันว่าเดิมเขียนเป็น “พระพิธีทำ” (ท อำ ทำ ภาษาไทย)
ถ้าเขียนเช่นนี้ชวนให้ลากเข้าความว่า “พระที่เป็นผู้ทำพิธี”

มีคำอ้างว่า มาถึงรัชกาลที่ 4 ทรงตำหนิว่าการเขียนอย่างนี้เป็นการมักง่ายและดาดเกินไป ความหมายของคำนั้นหมายเอาพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถในอันจะประกอบพิธีการได้โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างไปจากพระสงฆ์อื่นๆ ทั่วไป

จากนั้นมา คำว่า “พระพิธีทำ” จึงเขียนเป็น “พระพิธีธรรม”
คำว่า “พิธีธรรม” จึงไขความให้คล้อยตามคำว่า พิธีการทางธรรม หรือพิธีการทางศาสนา

หนังสือ “พระพิธีธรรม” ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สรุปไว้ว่า
“ปัจจุบันหากกล่าวถึงพระพิธีธรรม หมายถึง พระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมงานศพหลวงและงานศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชานุเคราะห์ พระอนุเคราะห์ และสวดจตุรเวท เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์เท่านั้น”

พระพิธีธรรม ถือเป็นสมณศักดิ์ประเภทหนึ่ง แต่มิได้พระราชทานแก่ตัวพระสงฆ์ หากแต่พระราชทานแก่วัด หมายความว่ามีกำหนดไว้ว่าวัดใดบ้างที่มีตำแหน่ง “พระพิธีธรรม” โดยให้เจ้าอาวาสมีอำนาจแต่งตั้งพระในวัดนั้นให้เป็นพระพิธีธรรม

น่าจะมีผู้ไม่เข้าใจอยู่เป็นอันมากว่า “พระพิธีธรรม” คืออะไร จึงมีถ้อยคำแปลกๆ ปรากฏทางสื่อต่างๆ เป็นต้นว่า
– ประชาชนร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมถวายสักการะศพ…
– ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพนาย…
– ท่าน ..(ชื่อบุคคล).. เป็นประธานในการพระราชทานพิธีธรรม
– หลังจากพิธีธรรมพระราชทาน 3 วันแล้ว ..(ชื่อหน่วยงาน).. จะเป็นเจ้าภาพ

“พระพิธีธรรม” ไม่ใช่ชื่อพิธีการหรือพระราชพิธีใดๆ แต่เป็นคำเรียกพระสงฆ์
จำแบบง่ายๆ ไว้ก่อนก็ได้ – พระพิธีธรรมคือพระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมในงานศพหลวงหรือศพที่อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ แบบเดียวกับพระที่สวดพระอภิธรรมในงานศพชาวบ้านนั่นเอง

: การพูดว่า “ข้าพเจ้ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” – ดีมาก
: การศึกษาให้เข้าใจแบบแผนวัฒนธรรมอันมีอยู่ในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง – ดีที่สุด

Read More
บาลีวันละคำ

แม่ (บาลีวันละคำ 454)

แม่

คำต่อไปนี้ ในภาษาบาลีหมายถึง “แม่”
บางคำเราคุ้น แต่บางคำก็ไม่ได้นำมาใช้ในภาษาไทย

อมฺพา, อมฺมา,
ชนนี, ชนิกา, ชเนตฺตี,
โทหฬินี,
มาตุ, มาตา, มารดา,
สุหทา,
โตเสนฺตี, โปเสนฺตี

– “อมฺพา” แปลว่า “ผู้รักษาบุตรธิดา” “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหาด้วยความรัก” “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหา คือเข้ามาคลอเคลีย” “ผู้อันบุตรธิดาบูชา”

– “อมฺมา” แปลว่า “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหา คือเข้ามาคลอเคลีย” “ผู้อันบุตรธิดาบูชา”

– “ชนนี” “ชนิกา” “ชเนตฺตี” แปลว่า “ผู้ยังบุตรให้เกิด” หรือ “ผู้ให้กำเนิด”

– “โทหฬินี” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีความปรารถนาสอง” = คนแพ้ท้อง

– “มาตุ” “มาตา” “มารดา” แปลว่า “ผู้รักบุตรโดยธรรมชาติ” “ผู้ยังบุตรให้ดื่มนม”

– “สุหทา” แปลว่า “ผู้มีใจดี”

– “โตเสนฺตี” แปลว่า “ผู้ปลอบโยน”

– “โปเสนฺตี” แปลว่า “ผู้เลี้ยงดู”

ใน โสณนันทชาดก สัตตตินิบาต ท่านพรรณนาหัวอกคนเป็นแม่ไว้น่าฟัง
ขอถอดความนำมาเสนอพร้อมทั้งต้นฉบับภาษาบาลี เพื่อบูชาพระคุณแม่ –

(๑)
อากงฺขมานา ปุตฺตผลํ เทวตาย นมสฺสติ
นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ อุตุสํวจฺฉรานิ จ ฯ
แม่อยากมีลูกไหนจะปาน
ถึงกับบนบานศาลกล่าว
เฝ้าดูฤกษ์ยาม
ถามวันเดือนปี
(เช่นว่าถ้าลูกเกิดปีนี้จะเป็นเด็กแบบไหน
แล้วเกิดเดือนไหนจะเป็นเด็กแบบนี้)

(๒)
ตสฺสา อุตุสิ นหาตาย โหติ คพฺภสฺสวกฺกโม
เตน โทหฬินี โหติ สุหทา เตน วุจฺจติ ฯ
บำรุงรักษาตัวตามวิธี
จนพอรู้ว่ามีครรภ์ ก็อยากนั่นโน่นนี่
ท่านจึงเรียกแม่ว่า “โทหฬินี” = คนแพ้ท้อง
และเรียกว่า “สุหทา” = คนใจดี-เพราะดีใจ (ที่จะได้ลูก)

(๓)
สํวจฺฉรํ วา อูนํ วา ปริหริตฺวา วิชายติ
เตน สา ชนยนฺตีติ ชเนตฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
นับเป็นปี หรือจะน้อยกว่านี้ก็น้องๆ
ที่แม่คอยประคับประคองกว่าจะคลอดเจ้าโฉมงาม
แม่จึงได้นามว่า “ชนยนฺตี” –
และ “ชเนตฺตี” = ผู้ให้กำเนิด

(๔)
ถนกฺขีเรน คีเตน องฺคปาวุรเณน จ
โรทนฺตํ ปุตฺตํ โตเสติ โตเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ด้วยน้ำนม เพลงกล่อม และอ้อมกอด
ลูกร้อง แม่ก็พร่ำพลอดปลอบโยนให้ยิ้มได้
แม่จึงได้นามว่า “โตเสนฺตี” = ผู้ปลอบโยน

(๕)
ตโต วาตาตเป โฆเร มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ
ทารกํ อปฺปชานนฺตํ โปเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ยามที่ลมแรงและแดดกล้า
แม่ก็ผวาหาลูกด้วยหัวใจที่ไหวหวั่น
ลูกแม่ยังเล็กไม่เดียงสากระนั้น ดังฤๅจะดูแลตัวเองได้
แม่จึงได้นามว่า “โปเสนฺตี” = ผู้เลี้ยงดู

(๖)
ยญฺจ มาตุ ธนํ โหติ ยญฺจ โหติ ปิตุทฺธนํ
อุภยมฺเปตสฺส โคเปติ อปิ ปุตฺตสฺส เม สิยา ฯ
ทรัพย์ใดของพ่อแม่
ก็เฝ้าแต่ดูแลรักษา
คิดถึงวันข้างหน้า –
“..เก็บไว้ให้ลูกแม่ ..”

(๗)
เอวํ ปุตฺต อทุ ปุตฺต อิติ มาตา วิหญฺญติ
ครั้นถึงวัยเรียน แม่ก็เวียนแต่ทุกข์
“เรียนนี่ไหมลูก, นั่นล่ะลูกเรียนไหม”
ลำบากอย่างไร –
แม่ก็ยอม

(๘)
ปมตฺตํ ปรทาเรสุ นิสฺสิเว ปตฺตโยพฺพเน
สายํ ปุตฺตํ อนายนฺตํ อิติ มาตา วิหญฺญตีติ ฯ
ครั้นถึงวัยหนุ่มสาว
แม่ก็เกรงลูกจะอื้อฉาวในเชิงชู้
เย็นย่ำค่ำคืนก็เฝ้าแต่คอยดูว่าป่านฉะนี้ไฉนยังไม่กลับ –
ดวงแดแม่จะพลอยดับไปด้วย ฉะนี้แล.

Read More
บาลีวันละคำ

สาลา (บาลีวันละคำ 453)

สาลา

ในภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ศาลา”

“สาลา” แปลตามศัพท์ว่า “โรงเรือนเป็นที่ผู้คนไปหา” (สลติ คจฺฉติ เอตฺถาติ สาลา = บุคคลย่อมไปในที่นั้น เหตุนั้น ที่นั้นจึงเรียกว่า สาลา)
“ศาลา-สาลา” หมายถึง ห้องโถง, ห้องใหญ่, บ้าน; เพิง, โรงสัตว์

ความหมายในภาษาไทย พจน.42 บอกว่า –
“ศาลา : อาคารทรงไทย ปล่อยโถง ไม่กั้นฝา ใช้เป็นที่พักหรือเพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาวัด ศาลาที่พัก ศาลาท่านํ้า, โดยปริยายหมายถึงอาคารหรือสถานที่บางแห่ง ใช้เพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาพักร้อน ศาลาสวดศพ”

ภาษาไทยคำเก่าๆ ใช้คำว่า “ศาลา” ในความหมายว่า –
1 สถานที่ปฏิบัติราชการ เช่น ศาลาว่าการกระทรวง.. ศาลากลางจังหวัด.. สุขศาลา (ปัจจุบันเรียกว่า สถานีอนามัย)
2 สถานที่ปฏิบัติกิจบางอย่าง (เฉพาะคราวหรือประจำ) เช่น ศาลาการเปรียญ (ศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรมและใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลต่างๆ ด้วย)

“ศาลา” ในภาษาไทยใช้เรียกสถานที่ทุกระดับ ตั้งแต่สถานที่เฉพาะพระราชามหากษัตริย์ ไปจนถึงสถานที่สำหรับคนอนาถา มีทั้งที่ต้องอธิบายจึงจะรู้ว่าเป็นสถานที่อะไร และที่เอ่ยขึ้นมาก็รู้กันดีโดยไม่ต้องอธิบาย เช่น

– “ศาลาลงสรง” = ศาลาที่สร้างขึ้นชั่วคราวสำหรับใช้ในพระราชพิธีโสกันต์หรือพระราชพิธีเกศากันต์และพระราชพิธีลงท่า
– “อาโรคยศาลา” หรือ “อาโรคยศาล”= โรงพยาบาล
– “ศาลาลูกขุน” = ที่ทำการของลูกขุน
– “ศาลาราย” = ศาลาที่สร้างเป็นหลัง ๆ เรียงเป็นแนวรอบโบสถ์หรือวิหาร เช่น ศาลารายวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
– “ศาลาฉทาน” = สถานที่แจกจ่ายอาหารแก่คนทั่วไปเป็นการกุศล
– “ศาลาพักร้อน”
– “ศาลาริมทาง”
– “ศาลาวัด”

: แม้เป็นเพียงศาลา
อย่าดูถูกว่าต้อยต่ำ
ถามตัวเองสักคำ
ทำประโยชน์เหมือนศาลาได้บ้างหรือยัง

Read More
บาลีวันละคำ

ศาล (บาลีวันละคำ 452)

ศาล

อ่านว่า สาน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายของคำว่า “ศาล” ไว้ดังนี้ –
1 องค์กรที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีโดยดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร
2 ที่ชำระความ เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา
3 ที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี เป็นต้น เช่น ศาลเทพารักษ์ ศาลเจ้า ศาลเจ้าแม่ทับทิม

พจน.42 ไม่ได้บอกว่าคำว่า “ศาล” มาจากภาษาอะไร
มีคำเก่าบางคำที่เก็บไว้ คือ –
1 “ศาลาลูกขุน” = ที่ทำการของลูกขุน
2 “ลูกขุน ณ ศาลหลวง” = คณะข้าราชการชั้นสูงฝ่ายตุลาการ ซึ่งรวมกันเรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลหลวง มีหน้าที่พิพากษาคดีอย่างศาลยุติธรรม แต่มิได้เป็นผู้พิจารณาคดี เพราะมีตระลาการที่จะพิจารณาคดีแล้วขอคําตัดสินจากลูกขุน ณ ศาลหลวงอีกชั้นหนึ่ง
3 “ลูกขุน ณ ศาลา” = คณะข้าราชการชั้นสูงฝ่ายธุรการ ซึ่งมีตําแหน่งต่าง ๆ มีเสนาบดีเป็นต้น รวมกันเรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลา

แสดงให้เห็นว่า “ศาล” กับ “ศาลา” น่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน

1 คำว่า “องค์กรที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี” (ศาล-ในความหมายที่ 1) ตรงกับบาลีว่า “วินิจฺฉยมหามตฺต” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-มะ-หา-มัด-ตะ) = อำมาตย์ผู้พิพากษาอรรถคดี

2 คำว่า “ที่ชำระความ” (ศาล-ในความหมายที่ 2) บาลีใช้คำว่า
– “วินิจฺฉยสาลา” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-สา-ลา) = ศาลาพิพากษาอรรถคดี
– “วินิจฺฉยฏฺฐาน” (วิ-นิด-ฉะ-ยัด-ถา-นะ) = สถานที่พิพากษาอรรถคดี
– “วินิจฺฉยสภา” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-สะ-พา) = ที่ประชุมพิพากษาอรรถคดี

3 คำว่า “ที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี เป็นต้น” (ศาล-ในความหมายที่ 3) บาลีใช้คำว่า
– “เทวฏฺฐาน” (เท-วัด-ถา-นะ) = เทวสถาน, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
– “เทวายตน” (เท-วา-ยะ-ตะ-นะ) = ศาลเจ้า, เทวาลัย

ศาลสถิตยุติธรรม หรือศาลเจ้า คงจะได้ต้นเค้าไปจาก “ศาลา”
“ศาล” ทั้งสองความหมายนี้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพของผู้คนในสังคม

: ทำตัวให้น่าเคารพ ก็เป็นได้ครบทุกศาล

Read More
บาลีวันละคำ

กเลวะราก, กะเลวะราด, กะเลกะราด (บาลีวันละคำ 451)

กเลวะราก, กะเลวะราด, กะเลกะราด

“ติดฝิ่น กินสุรา ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก ลักเล็กขโมยน้อย คอยเกะกะระราน อยู่ที่ไหนชาวบ้านนอนตาไม่หลับ”
สมัยก่อนมีคำเรียกคนประเภทนี้ ฟังได้ว่า “พวกกะเลวะราก” บางทีก็ว่า พวกกะเลวะราด, กะเลกะราด (อาจจะสะกดเป็นอย่างอื่นอีกแล้วแต่ว่าจะได้ยินเป็นอย่างไร)

คำนี้มีที่มาอย่างไร ?

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “กเฬวราก” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ราก) บอกความหมายไว้ว่า “ซากศพ, บางทีใช้เข้าคู่กันเป็น กเฬวรากซากศพ, เขียนเป็น กเฬวราก์ ก็มี เช่น เผากเฬวราก์ผู้อนาถ”

นอกจากนี้ยังมีคำว่า “กเลวระ” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ระ) บอกไว้ว่า “ซากศพ เช่น ถึงกระนั้นก็จะพบพานซึ่งกเลวระร่าง มิเลือดก็เนื้อจะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอัน. (ม. ร่ายยาว มัทรี), ใช้ว่า กเฬวราก ก็มี”

“กเฬวราก” บาลีเป็น “กเฬวร” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ระ, เฬ- ฬ จุฬา) เขียนเป็น “กเลวร” (เล- ล ลิง ก็มี)
ความหมายเดิมของ “กเฬวร” มาจาก กเฬ (= จิต) + วร (ธาตุ = ระวัง, ป้องกัน) : กเฬ เจตสิ วรติ สํวรตีติ = กเฬวรํ
“กเฬวร” แปลตามศัพท์ว่า “ร่างที่ป้องกันที่จิต” (= ศูนย์กลางที่ทำให้ร่างดำรงอยู่ได้คือจิต) หมายถึง “ร่างกาย”

ศัพท์ว่า “กเฬวร” พบว่าใช้ในความหมาย 3 อย่าง คือ
1 ร่างกาย (the body)
2 ร่างที่ตายแล้ว, ซากศพ (a dead body, corpse, carcass)
3 ขั้นบันได (the step in a flight of stairs)

อย่างไรก็ตาม ความหมายที่ใช้บ่อยจนถือได้ว่าเป็นความหมายหลัก คือ ร่างที่ตายแล้ว หรือซากศพ

เราลากเสียง “กเฬวร” เป็น “กเฬวราก” เพื่อให้คล้องจองกับ “ซากศพ” เวลาพูดควบกันจึงเป็น “กเฬวรากซากศพ”

ซากศพเป็นที่น่ารังเกียจฉันใด คนเกะกะระรานทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนก็น่ารังเกียจฉันนั้น จึงเป็นที่มาของคำเรียกคนชนิดนั้นว่า “กเฬวรากซากศพ”
ต่อมาคำว่า “ซากศพ” หายไป เหลือแต่ “กเฬวราก” แล้วก็เพี้ยนเป็น กะเลวะราด, กะเลกะราด หรือลากเข้าคำไทยเป็น “กะเรี่ยกะราด” ก็มี

: คนดีแม้จะตาย คนยังเสียดาย ไม่คิดว่าเป็นซากศพ
: คนเลวบัดซบ เป็นศพตั้งแต่ยังไม่ตาย

Read More
บาลีวันละคำ

เถยสังวาส-ลักเพศ (บาลีวันละคำ 450)

เถยสังวาส-ลักเพศ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เก็บคำว่า “เถยสังวาส” (เถย-ยะ-สัง-วาด) และบอกความหมายไว้ว่า “ลักเพศ”

“เถยสังวาส” บาลีเป็น “เถยฺยสํวาส” อ่านว่า เถย-ยะ-สัง-วา-สะ
“เถยฺย” มาจากศัพท์ว่า “เถน” (เถ-นะ) ที่แปลว่า “ขโมย” (คนที่เป็นขโมย)
“เถยฺย” แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นขโมย” = การขโมย, การลัก, โจรกรรม

“สํวาส” มาจาก สํ + วาส แปลตามศัพท์ว่า “การอยู่ร่วมกัน” “การอยู่ด้วยกัน” และรวมความไปถึงความสนิทสนมกัน การสมสู่อยู่กิน หรือครองคู่กันฉันผัวเมีย (ดู บาลีวันละคำ (317) 25-3-56)

“เถยฺยสํวาส” จึงแปลว่า “การอยู่ร่วมโดยความเป็นขโมย” คือตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ร่วมกับเขา แต่ “ขโมย” เขามาอยู่
คำนี้ความหมายเดิมคือการปลอมตัวเข้ามาอยู่ร่วมกับสงฆ์โดยตัวเองไม่ได้เป็นพระจริง แต่นุ่งห่มแสดงตนเป็นพระ คือขโมยเพศพระมาใช้ จึงแปลว่า “ลักเพศ”

“ลักเพศ” พจน.42 บอกคำอ่านว่า ลัก-กะ-เพด และบอกความหมายว่า ทําหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน เช่นคฤหัสถ์แต่งตัวปลอมเพศเป็นสมณะ ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง; (ปาก) ทํานอกลู่นอกทาง

: มองหาดีที่เราเป็นให้เห็นประจักษ์
: เป็นแบบลักเพศเป็นไม่เห็นขำ
: ดีที่เป็นเป็นที่ดีอยู่ที่กรรม
: เป็นแล้วทำหน้าที่อย่าดีแต่เป็น

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้