สวัสดิภาพ (บาลีวันละคำ 459)
สวัสดิภาพ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกว่า
“สวัสดิภาพ : ความปลอดภัย เช่น ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ตำรวจออกตรวจท้องที่ในเวลากลางคืนเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน”
สวัสดิภาพ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกว่า
“สวัสดิภาพ : ความปลอดภัย เช่น ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ตำรวจออกตรวจท้องที่ในเวลากลางคืนเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน”
ภาษาไทยอ่านว่า วิด-ถาน
บาลีเป็น “วิตฺถาร” (มีจุดใต้ ตฺ) อ่านว่า วิด-ถา-ระ สันสกฤตเป็น “วิสฺตาร”
ไทยเอามาใช้เขียนตามบาลีเป็น “วิตถาร” และเขียนอิงสันสกฤตเป็น “พิสดาร” (พิด-สะ-ดาน)
“วิตฺถาร” แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่แผ่ขยายไป” ใช้ในความหมาย 2 อย่าง
Read Moreไทยทาน-ไทยธรรม
อ่านว่า ไท-ยะ-ทาน / ไท-ยะ-ทำ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เก็บไว้ทั้งสองคำ ดังนี้
– “ไทยทาน : ของสําหรับทําทาน. (ป. เทยฺยทาน)”
– “ไทยธรรม : ของทําบุญต่าง ๆ, ของถวายพระ. (ป. เทยฺยธมฺม)”
คำในวงเล็บ คือ พจน.42 บอกว่า ไทยทาน ตรงกับบาลีว่า “เทยฺยทาน” ไทยธรรม ตรงกับบาลีว่า “เทยฺยธมฺม”
Read Moreบวรพระพุทธศาสนา
(คำผิด)
คำที่ถูกต้องคือ “พระบวรพุทธศาสนา”
อ่านว่า พฺระ-บอ-วอ-ระ-พุด-ทะ-สาด-สะ-หฺนา
ประกอบด้วยคำว่า พระ + บวร + พุทธศาสนา
คำว่า “พระ” มีผู้ให้ความเห็นว่าน่าจะมาจาก “วร” (วะ-ระ) ในบาลีสันสกฤต แปลว่า “ผู้ประเสริฐ” แปลง ว เป็น พ ออกเสียงว่า พะ-ระ แล้วกลายเสียงเป็น พฺระ (ร กล้ำ)
พจน.42 บอกความหมายของ “พระ” ไว้หลายอย่าง ในที่นี้ใช้ประกอบหน้าคำอื่นเพื่อแสดงความยกย่อง เช่น
– ไตรปิฎก เป็น พระไตรปิฎก
– วิหาร เป็น พระวิหาร
– อุโบสถ เป็น พระอุโบสถ
– พุทธศาสนา เป็น พระพุทธศาสนา
“บวร” บาลีเป็น “ปวร” (ปะ-วะ-ระ) แปลว่า ประสริฐ, เลิศ, สูงสุด, ประสริฐสุด, เด่นหรือมีชื่อเสียงพิเศษ
“พุทธศาสนา” บาลีเป็น “พุทฺธสาสน” (พุด-ทะ-สา-สะ-นะ) แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
(พจน.42 ไม่ได้เก็บคำว่า “พุทธศาสนา” ไว้)
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ไขความไว้ดังนี้ –
“พุทธศาสนา : คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, อย่างกว้างในบัดนี้ หมายถึง ความเชื่อถือ การประพฤติปฏิบัติและกิจการทั้งหมดของหมู่ชนผู้กล่าวว่าตนนับถือพระพุทธศาสนา”
คำว่า “พระบวรพุทธศาสนา” มีความหมายว่า “พระพุทธศาสนาที่ประเสริฐ”
คำนี้ไม่มีปัญหาในแง่ความหมาย แต่มีปัญหาในการนำถ้อยคำมาพูดหรือเขียน เพราะปัจจุบันนี้มักพูดผิด เขียนผิด เป็น “บวรพระพุทธศาสนา” อันเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ และไม่ใส่ใจถึงหลักเกณฑ์การเรียงลำดับคำ
สาเหตุน่าจะเกิดจาก –
1 “พระบวรพุทธศาสนา” อ่านว่า พฺระ-บอ-วอ-ระ-พุด-ทะ-สาด-สะ-หฺนา ซึ่งเป็นคำอ่านที่ถูกต้อง
2 คนฟังจับคำว่า “บอ-วอ-ระ-พุด” มาเป็นหลัก (เริ่มทิ้งคำว่า “พระ” ข้างหน้า)
3 เข้าใจไปว่า “บอ-วอ-ระ-พุด” คือ “บอ-วอน-ระ-พุด” (นึกว่า “บวร” ในที่นี้อ่านว่า “บอ-วอน”)
4 เสียง “ระ-พุด” ใกล้กับ “พระ-พุด” จึงเชื่อสนิทว่า “ระ-พุด” คือ “พระ-พุด”
5 “พระบวรพุทธศาสนา” จึงกลายเป็น “บวรพระพุทธศาสนา”
วิธีสังเกตหลักเกณฑ์ง่ายๆ มีดังนี้ –
1 คำหลักในคำนี้คือ “พุทธศาสนา”
2 คำว่า “พระ” ที่อยู่ข้างหน้าใช้ประกอบเพื่อแสดงความยกย่อง = “พระพุทธศาสนา”
3 คำว่า “บวร” (ประเสริฐ) ขยายคำหลัก คือ “พุทธศาสนา” = “พุทธศาสนาที่ประเสริฐ” ไม่ใช่ขยาย “พระ” = “พระที่ประเสริฐ”
4 เพราะฉะนั้น “บวร” จึงต้องอยู่ติดกับ “พุทธศาสนา” = “บวรพุทธศาสนา” ไม่ใช่ไปอยู่หน้า “พระ” = “บวรพระ”
: ถ้าจะพูดหรือเขียนคำนี้ นึกถึงคำว่า “พระบรมมหาราชวัง” ไว้ก็ได้
(“บวร” กับ “บรม” มีฐานะเป็นคำขยายเหมือนกัน)
“พระบรมมหาราชวัง” มี, “บรมพระมหาราชวัง” ไม่มี ฉันใด
“พระบวรพุทธศาสนา” มี, “บวรพระพุทธศาสนา” ไม่มี ก็ฉันนั้น
—————
(คำนี้ลัดคิวอันเนื่องมาจากโพสต์ของท่านอาจารย์ Up jaya)
พระพิธีธรรม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “พิธีธรรม” และบอกไว้ว่า
“พระสงฆ์จํานวน 4 รูปที่ได้รับสมมุติให้สวดภาณวารหรือสวดอาฏานาฏิยสูตร ในงานพระราชพิธีตรุษสงกรานต์ หรือสวดอภิธรรมในการศพของหลวง เรียกว่า พระพิธีธรรม”
คำว่า “พระพิธีธรรม” ว่ากันว่าเดิมเขียนเป็น “พระพิธีทำ” (ท อำ ทำ ภาษาไทย)
ถ้าเขียนเช่นนี้ชวนให้ลากเข้าความว่า “พระที่เป็นผู้ทำพิธี”
มีคำอ้างว่า มาถึงรัชกาลที่ 4 ทรงตำหนิว่าการเขียนอย่างนี้เป็นการมักง่ายและดาดเกินไป ความหมายของคำนั้นหมายเอาพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถในอันจะประกอบพิธีการได้โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างไปจากพระสงฆ์อื่นๆ ทั่วไป
จากนั้นมา คำว่า “พระพิธีทำ” จึงเขียนเป็น “พระพิธีธรรม”
คำว่า “พิธีธรรม” จึงไขความให้คล้อยตามคำว่า พิธีการทางธรรม หรือพิธีการทางศาสนา
หนังสือ “พระพิธีธรรม” ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สรุปไว้ว่า
“ปัจจุบันหากกล่าวถึงพระพิธีธรรม หมายถึง พระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมงานศพหลวงและงานศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชานุเคราะห์ พระอนุเคราะห์ และสวดจตุรเวท เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์เท่านั้น”
พระพิธีธรรม ถือเป็นสมณศักดิ์ประเภทหนึ่ง แต่มิได้พระราชทานแก่ตัวพระสงฆ์ หากแต่พระราชทานแก่วัด หมายความว่ามีกำหนดไว้ว่าวัดใดบ้างที่มีตำแหน่ง “พระพิธีธรรม” โดยให้เจ้าอาวาสมีอำนาจแต่งตั้งพระในวัดนั้นให้เป็นพระพิธีธรรม
น่าจะมีผู้ไม่เข้าใจอยู่เป็นอันมากว่า “พระพิธีธรรม” คืออะไร จึงมีถ้อยคำแปลกๆ ปรากฏทางสื่อต่างๆ เป็นต้นว่า
– ประชาชนร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมถวายสักการะศพ…
– ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพนาย…
– ท่าน ..(ชื่อบุคคล).. เป็นประธานในการพระราชทานพิธีธรรม
– หลังจากพิธีธรรมพระราชทาน 3 วันแล้ว ..(ชื่อหน่วยงาน).. จะเป็นเจ้าภาพ
“พระพิธีธรรม” ไม่ใช่ชื่อพิธีการหรือพระราชพิธีใดๆ แต่เป็นคำเรียกพระสงฆ์
จำแบบง่ายๆ ไว้ก่อนก็ได้ – พระพิธีธรรมคือพระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมในงานศพหลวงหรือศพที่อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ แบบเดียวกับพระที่สวดพระอภิธรรมในงานศพชาวบ้านนั่นเอง
: การพูดว่า “ข้าพเจ้ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” – ดีมาก
: การศึกษาให้เข้าใจแบบแผนวัฒนธรรมอันมีอยู่ในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง – ดีที่สุด
แม่
คำต่อไปนี้ ในภาษาบาลีหมายถึง “แม่”
บางคำเราคุ้น แต่บางคำก็ไม่ได้นำมาใช้ในภาษาไทย
อมฺพา, อมฺมา,
ชนนี, ชนิกา, ชเนตฺตี,
โทหฬินี,
มาตุ, มาตา, มารดา,
สุหทา,
โตเสนฺตี, โปเสนฺตี
– “อมฺพา” แปลว่า “ผู้รักษาบุตรธิดา” “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหาด้วยความรัก” “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหา คือเข้ามาคลอเคลีย” “ผู้อันบุตรธิดาบูชา”
– “อมฺมา” แปลว่า “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหา คือเข้ามาคลอเคลีย” “ผู้อันบุตรธิดาบูชา”
– “ชนนี” “ชนิกา” “ชเนตฺตี” แปลว่า “ผู้ยังบุตรให้เกิด” หรือ “ผู้ให้กำเนิด”
– “โทหฬินี” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีความปรารถนาสอง” = คนแพ้ท้อง
– “มาตุ” “มาตา” “มารดา” แปลว่า “ผู้รักบุตรโดยธรรมชาติ” “ผู้ยังบุตรให้ดื่มนม”
– “สุหทา” แปลว่า “ผู้มีใจดี”
– “โตเสนฺตี” แปลว่า “ผู้ปลอบโยน”
– “โปเสนฺตี” แปลว่า “ผู้เลี้ยงดู”
ใน โสณนันทชาดก สัตตตินิบาต ท่านพรรณนาหัวอกคนเป็นแม่ไว้น่าฟัง
ขอถอดความนำมาเสนอพร้อมทั้งต้นฉบับภาษาบาลี เพื่อบูชาพระคุณแม่ –
(๑)
อากงฺขมานา ปุตฺตผลํ เทวตาย นมสฺสติ
นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ อุตุสํวจฺฉรานิ จ ฯ
แม่อยากมีลูกไหนจะปาน
ถึงกับบนบานศาลกล่าว
เฝ้าดูฤกษ์ยาม
ถามวันเดือนปี
(เช่นว่าถ้าลูกเกิดปีนี้จะเป็นเด็กแบบไหน
แล้วเกิดเดือนไหนจะเป็นเด็กแบบนี้)
(๒)
ตสฺสา อุตุสิ นหาตาย โหติ คพฺภสฺสวกฺกโม
เตน โทหฬินี โหติ สุหทา เตน วุจฺจติ ฯ
บำรุงรักษาตัวตามวิธี
จนพอรู้ว่ามีครรภ์ ก็อยากนั่นโน่นนี่
ท่านจึงเรียกแม่ว่า “โทหฬินี” = คนแพ้ท้อง
และเรียกว่า “สุหทา” = คนใจดี-เพราะดีใจ (ที่จะได้ลูก)
(๓)
สํวจฺฉรํ วา อูนํ วา ปริหริตฺวา วิชายติ
เตน สา ชนยนฺตีติ ชเนตฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
นับเป็นปี หรือจะน้อยกว่านี้ก็น้องๆ
ที่แม่คอยประคับประคองกว่าจะคลอดเจ้าโฉมงาม
แม่จึงได้นามว่า “ชนยนฺตี” –
และ “ชเนตฺตี” = ผู้ให้กำเนิด
(๔)
ถนกฺขีเรน คีเตน องฺคปาวุรเณน จ
โรทนฺตํ ปุตฺตํ โตเสติ โตเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ด้วยน้ำนม เพลงกล่อม และอ้อมกอด
ลูกร้อง แม่ก็พร่ำพลอดปลอบโยนให้ยิ้มได้
แม่จึงได้นามว่า “โตเสนฺตี” = ผู้ปลอบโยน
(๕)
ตโต วาตาตเป โฆเร มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ
ทารกํ อปฺปชานนฺตํ โปเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ยามที่ลมแรงและแดดกล้า
แม่ก็ผวาหาลูกด้วยหัวใจที่ไหวหวั่น
ลูกแม่ยังเล็กไม่เดียงสากระนั้น ดังฤๅจะดูแลตัวเองได้
แม่จึงได้นามว่า “โปเสนฺตี” = ผู้เลี้ยงดู
(๖)
ยญฺจ มาตุ ธนํ โหติ ยญฺจ โหติ ปิตุทฺธนํ
อุภยมฺเปตสฺส โคเปติ อปิ ปุตฺตสฺส เม สิยา ฯ
ทรัพย์ใดของพ่อแม่
ก็เฝ้าแต่ดูแลรักษา
คิดถึงวันข้างหน้า –
“..เก็บไว้ให้ลูกแม่ ..”
(๗)
เอวํ ปุตฺต อทุ ปุตฺต อิติ มาตา วิหญฺญติ
ครั้นถึงวัยเรียน แม่ก็เวียนแต่ทุกข์
“เรียนนี่ไหมลูก, นั่นล่ะลูกเรียนไหม”
ลำบากอย่างไร –
แม่ก็ยอม
(๘)
ปมตฺตํ ปรทาเรสุ นิสฺสิเว ปตฺตโยพฺพเน
สายํ ปุตฺตํ อนายนฺตํ อิติ มาตา วิหญฺญตีติ ฯ
ครั้นถึงวัยหนุ่มสาว
แม่ก็เกรงลูกจะอื้อฉาวในเชิงชู้
เย็นย่ำค่ำคืนก็เฝ้าแต่คอยดูว่าป่านฉะนี้ไฉนยังไม่กลับ –
ดวงแดแม่จะพลอยดับไปด้วย ฉะนี้แล.
สาลา
ในภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ศาลา”
“สาลา” แปลตามศัพท์ว่า “โรงเรือนเป็นที่ผู้คนไปหา” (สลติ คจฺฉติ เอตฺถาติ สาลา = บุคคลย่อมไปในที่นั้น เหตุนั้น ที่นั้นจึงเรียกว่า สาลา)
“ศาลา-สาลา” หมายถึง ห้องโถง, ห้องใหญ่, บ้าน; เพิง, โรงสัตว์
ความหมายในภาษาไทย พจน.42 บอกว่า –
“ศาลา : อาคารทรงไทย ปล่อยโถง ไม่กั้นฝา ใช้เป็นที่พักหรือเพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาวัด ศาลาที่พัก ศาลาท่านํ้า, โดยปริยายหมายถึงอาคารหรือสถานที่บางแห่ง ใช้เพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาพักร้อน ศาลาสวดศพ”
ภาษาไทยคำเก่าๆ ใช้คำว่า “ศาลา” ในความหมายว่า –
1 สถานที่ปฏิบัติราชการ เช่น ศาลาว่าการกระทรวง.. ศาลากลางจังหวัด.. สุขศาลา (ปัจจุบันเรียกว่า สถานีอนามัย)
2 สถานที่ปฏิบัติกิจบางอย่าง (เฉพาะคราวหรือประจำ) เช่น ศาลาการเปรียญ (ศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรมและใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลต่างๆ ด้วย)
“ศาลา” ในภาษาไทยใช้เรียกสถานที่ทุกระดับ ตั้งแต่สถานที่เฉพาะพระราชามหากษัตริย์ ไปจนถึงสถานที่สำหรับคนอนาถา มีทั้งที่ต้องอธิบายจึงจะรู้ว่าเป็นสถานที่อะไร และที่เอ่ยขึ้นมาก็รู้กันดีโดยไม่ต้องอธิบาย เช่น
– “ศาลาลงสรง” = ศาลาที่สร้างขึ้นชั่วคราวสำหรับใช้ในพระราชพิธีโสกันต์หรือพระราชพิธีเกศากันต์และพระราชพิธีลงท่า
– “อาโรคยศาลา” หรือ “อาโรคยศาล”= โรงพยาบาล
– “ศาลาลูกขุน” = ที่ทำการของลูกขุน
– “ศาลาราย” = ศาลาที่สร้างเป็นหลัง ๆ เรียงเป็นแนวรอบโบสถ์หรือวิหาร เช่น ศาลารายวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
– “ศาลาฉทาน” = สถานที่แจกจ่ายอาหารแก่คนทั่วไปเป็นการกุศล
– “ศาลาพักร้อน”
– “ศาลาริมทาง”
– “ศาลาวัด”
: แม้เป็นเพียงศาลา
อย่าดูถูกว่าต้อยต่ำ
ถามตัวเองสักคำ
ทำประโยชน์เหมือนศาลาได้บ้างหรือยัง
ศาล
อ่านว่า สาน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายของคำว่า “ศาล” ไว้ดังนี้ –
1 องค์กรที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีโดยดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร
2 ที่ชำระความ เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา
3 ที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี เป็นต้น เช่น ศาลเทพารักษ์ ศาลเจ้า ศาลเจ้าแม่ทับทิม
พจน.42 ไม่ได้บอกว่าคำว่า “ศาล” มาจากภาษาอะไร
มีคำเก่าบางคำที่เก็บไว้ คือ –
1 “ศาลาลูกขุน” = ที่ทำการของลูกขุน
2 “ลูกขุน ณ ศาลหลวง” = คณะข้าราชการชั้นสูงฝ่ายตุลาการ ซึ่งรวมกันเรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลหลวง มีหน้าที่พิพากษาคดีอย่างศาลยุติธรรม แต่มิได้เป็นผู้พิจารณาคดี เพราะมีตระลาการที่จะพิจารณาคดีแล้วขอคําตัดสินจากลูกขุน ณ ศาลหลวงอีกชั้นหนึ่ง
3 “ลูกขุน ณ ศาลา” = คณะข้าราชการชั้นสูงฝ่ายธุรการ ซึ่งมีตําแหน่งต่าง ๆ มีเสนาบดีเป็นต้น รวมกันเรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลา
แสดงให้เห็นว่า “ศาล” กับ “ศาลา” น่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน
1 คำว่า “องค์กรที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี” (ศาล-ในความหมายที่ 1) ตรงกับบาลีว่า “วินิจฺฉยมหามตฺต” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-มะ-หา-มัด-ตะ) = อำมาตย์ผู้พิพากษาอรรถคดี
2 คำว่า “ที่ชำระความ” (ศาล-ในความหมายที่ 2) บาลีใช้คำว่า
– “วินิจฺฉยสาลา” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-สา-ลา) = ศาลาพิพากษาอรรถคดี
– “วินิจฺฉยฏฺฐาน” (วิ-นิด-ฉะ-ยัด-ถา-นะ) = สถานที่พิพากษาอรรถคดี
– “วินิจฺฉยสภา” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-สะ-พา) = ที่ประชุมพิพากษาอรรถคดี
3 คำว่า “ที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี เป็นต้น” (ศาล-ในความหมายที่ 3) บาลีใช้คำว่า
– “เทวฏฺฐาน” (เท-วัด-ถา-นะ) = เทวสถาน, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
– “เทวายตน” (เท-วา-ยะ-ตะ-นะ) = ศาลเจ้า, เทวาลัย
ศาลสถิตยุติธรรม หรือศาลเจ้า คงจะได้ต้นเค้าไปจาก “ศาลา”
“ศาล” ทั้งสองความหมายนี้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพของผู้คนในสังคม
: ทำตัวให้น่าเคารพ ก็เป็นได้ครบทุกศาล
Read Moreกเลวะราก, กะเลวะราด, กะเลกะราด
“ติดฝิ่น กินสุรา ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก ลักเล็กขโมยน้อย คอยเกะกะระราน อยู่ที่ไหนชาวบ้านนอนตาไม่หลับ”
สมัยก่อนมีคำเรียกคนประเภทนี้ ฟังได้ว่า “พวกกะเลวะราก” บางทีก็ว่า พวกกะเลวะราด, กะเลกะราด (อาจจะสะกดเป็นอย่างอื่นอีกแล้วแต่ว่าจะได้ยินเป็นอย่างไร)
คำนี้มีที่มาอย่างไร ?
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “กเฬวราก” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ราก) บอกความหมายไว้ว่า “ซากศพ, บางทีใช้เข้าคู่กันเป็น กเฬวรากซากศพ, เขียนเป็น กเฬวราก์ ก็มี เช่น เผากเฬวราก์ผู้อนาถ”
นอกจากนี้ยังมีคำว่า “กเลวระ” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ระ) บอกไว้ว่า “ซากศพ เช่น ถึงกระนั้นก็จะพบพานซึ่งกเลวระร่าง มิเลือดก็เนื้อจะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอัน. (ม. ร่ายยาว มัทรี), ใช้ว่า กเฬวราก ก็มี”
“กเฬวราก” บาลีเป็น “กเฬวร” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ระ, เฬ- ฬ จุฬา) เขียนเป็น “กเลวร” (เล- ล ลิง ก็มี)
ความหมายเดิมของ “กเฬวร” มาจาก กเฬ (= จิต) + วร (ธาตุ = ระวัง, ป้องกัน) : กเฬ เจตสิ วรติ สํวรตีติ = กเฬวรํ
“กเฬวร” แปลตามศัพท์ว่า “ร่างที่ป้องกันที่จิต” (= ศูนย์กลางที่ทำให้ร่างดำรงอยู่ได้คือจิต) หมายถึง “ร่างกาย”
ศัพท์ว่า “กเฬวร” พบว่าใช้ในความหมาย 3 อย่าง คือ
1 ร่างกาย (the body)
2 ร่างที่ตายแล้ว, ซากศพ (a dead body, corpse, carcass)
3 ขั้นบันได (the step in a flight of stairs)
อย่างไรก็ตาม ความหมายที่ใช้บ่อยจนถือได้ว่าเป็นความหมายหลัก คือ ร่างที่ตายแล้ว หรือซากศพ
เราลากเสียง “กเฬวร” เป็น “กเฬวราก” เพื่อให้คล้องจองกับ “ซากศพ” เวลาพูดควบกันจึงเป็น “กเฬวรากซากศพ”
ซากศพเป็นที่น่ารังเกียจฉันใด คนเกะกะระรานทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนก็น่ารังเกียจฉันนั้น จึงเป็นที่มาของคำเรียกคนชนิดนั้นว่า “กเฬวรากซากศพ”
ต่อมาคำว่า “ซากศพ” หายไป เหลือแต่ “กเฬวราก” แล้วก็เพี้ยนเป็น กะเลวะราด, กะเลกะราด หรือลากเข้าคำไทยเป็น “กะเรี่ยกะราด” ก็มี
: คนดีแม้จะตาย คนยังเสียดาย ไม่คิดว่าเป็นซากศพ
: คนเลวบัดซบ เป็นศพตั้งแต่ยังไม่ตาย
เถยสังวาส-ลักเพศ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เก็บคำว่า “เถยสังวาส” (เถย-ยะ-สัง-วาด) และบอกความหมายไว้ว่า “ลักเพศ”
“เถยสังวาส” บาลีเป็น “เถยฺยสํวาส” อ่านว่า เถย-ยะ-สัง-วา-สะ
“เถยฺย” มาจากศัพท์ว่า “เถน” (เถ-นะ) ที่แปลว่า “ขโมย” (คนที่เป็นขโมย)
“เถยฺย” แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นขโมย” = การขโมย, การลัก, โจรกรรม
“สํวาส” มาจาก สํ + วาส แปลตามศัพท์ว่า “การอยู่ร่วมกัน” “การอยู่ด้วยกัน” และรวมความไปถึงความสนิทสนมกัน การสมสู่อยู่กิน หรือครองคู่กันฉันผัวเมีย (ดู บาลีวันละคำ (317) 25-3-56)
“เถยฺยสํวาส” จึงแปลว่า “การอยู่ร่วมโดยความเป็นขโมย” คือตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ร่วมกับเขา แต่ “ขโมย” เขามาอยู่
คำนี้ความหมายเดิมคือการปลอมตัวเข้ามาอยู่ร่วมกับสงฆ์โดยตัวเองไม่ได้เป็นพระจริง แต่นุ่งห่มแสดงตนเป็นพระ คือขโมยเพศพระมาใช้ จึงแปลว่า “ลักเพศ”
“ลักเพศ” พจน.42 บอกคำอ่านว่า ลัก-กะ-เพด และบอกความหมายว่า ทําหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน เช่นคฤหัสถ์แต่งตัวปลอมเพศเป็นสมณะ ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง; (ปาก) ทํานอกลู่นอกทาง
: มองหาดีที่เราเป็นให้เห็นประจักษ์
: เป็นแบบลักเพศเป็นไม่เห็นขำ
: ดีที่เป็นเป็นที่ดีอยู่ที่กรรม
: เป็นแล้วทำหน้าที่อย่าดีแต่เป็น