บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

พุทธาภิเษก (บาลีวันละคำ 449)

พุทธาภิเษก

อ่านว่า พุด-ทา-พิ-เสก
ประกอบด้วย พุทธ + อภิเษก

“พุทธ” บาลีเขียน “พุทฺธ” (โปรดสังเกตจุดใต้ ทฺ ซึ่งทำให้ ทฺ เป็นตัวสะกด) อ่านว่า พุด-ทะ หมายถึง “พระพุทธเจ้า”
“พุทฺธ – พุทธ” แปลตามความหมายว่า
ผู้รู้ = รู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง
ผู้ตื่น = ตื่นจากกิเลสนิทรา ความหลับไหลงมงาย
ผู้เบิกบาน = บริสุทธิ์ผ่องใสเต็มที่

“อภิเษก” บาลีเป็น “อภิเสก” (อะ-พิ-เส-กะ) แปลว่า การอภิเษก, การประพรม, การเจิม, การทำพิธีสถาปนา (เป็นกษัตริย์), การถวายน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นพระราชา, การแต่งตั้ง, การบรรลุ
ในภาษาไทยใช้ว่า “อภิเษก” พจน.42 บอกความหมายว่า “แต่งตั้งโดยการทําพิธีรดนํ้า เช่นพิธีขึ้นเสวยราชย์ของพระเจ้าแผ่นดิน”

“อภิเสก – อภิเษก” ความหมายเดิมคือทำพิธีรดน้ำเพื่อประกาศสถานภาพบางอย่าง เช่นความเป็นกษัตริย์ ความเป็นคู่ครอง เมื่อเอาคำนี้มาใช้ในวัฒนธรรมไทยความหมายก็ค่อยๆ กลายเป็นว่า ทำพิธีในวาระสำคัญ ทำพิธีเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์
คำว่า “เสก” และ “ปลุกเสก” ที่หมายถึงร่ายมนตร์เพื่อทำให้ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าจะกร่อนกลายมาจากคำว่า “อภิเสก” นี่เอง

พุทธ + อภิเษก = พุทธาภิเษก เป็นคำที่เราผูกขึ้นใช้ พจน.42 ให้ความหมายไว้ว่า –
ชื่อพิธีในการปลุกเสกพระพุทธรูปหรือวัตถุมงคล โดยมีพระเถระผู้เชี่ยวชาญในการทำสมาธิจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า คณะปรก นั่งภาวนาส่งกระแสจิตเพ่งคุณพระรัตนตรัยเข้าไปสู่องค์พระหรือวัตถุมงคลนั้น ๆ

: “ลูกเอ๋ย อย่าปลุกเสกพ่อเลย
พ่อตื่นแล้ว
ลูกต่างหากที่ยังหลับอยู่”

————————–
(ตามคำเสนอแนะของพระคุณท่าน Sunant Sukantharam)

Read More
บาลีวันละคำ

พระมหา (บาลีวันละคำ 448)

พระมหา
มีที่มาอย่างไร

การใช้คำว่า “มหา” ประกอบชื่อพระภิกษุมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่ใช้ในฐานะเป็นคำบอกลักษณะบางอย่าง เช่น
– บอกรูปร่าง ดังชื่อ “พระมหาโมคคัลลานะ” สันนิษฐานว่าเพราะท่านมีรูปร่างสูงใหญ่
– เพื่อให้ต่างจากองค์อื่น เช่น “พระมหากาล” เพื่อให้ต่างจาก “พระจุลกาล” “พระมหาปันถก” เพื่อให้ต่างจาก “พระจุลปันถก”
– บอกคุณสมบัติบางอย่าง เช่นมีอายุพรรษามาก หรือมีอาวุโสกว่าองค์อื่นๆ ที่อยู่รวมกัน ก็เรียกว่า “พระมหาเถระ”

แต่ “พระมหา” ที่หมายถึง สมณศักดิ์ที่ใช้นําหน้าชื่อภิกษุผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป (พจน.42) ไม่เกี่ยวกับรูปร่าง หรือบอกความต่างจากองค์อื่น หรืออายุพรรษา แต่เป็นนามสมณศักดิ์ที่เกิดจากความสำเร็จการศึกษาทางพระปริยัติธรรม

สันนิษฐานกันว่า คำว่า “พระมหา” น่าจะมาจากคำเต็มว่า “พระมหาชาติ”
“มหาชาติ” เป็นชื่อเรียกเวสสันดรชาดก เป็นชาดกสำคัญที่คนไทยนิยมสดับตรับฟังกันมาแต่โบราณกาล ต้นฉบับในพระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นภาษาบาลี
ผู้ที่จะสามารถอ่านเข้าใจและนำ “มหาชาติ” มาเทศนาได้ดีที่สุดคือผู้ที่เรียนภาษาบาลีจนแตกฉาน จึงนิยมเรียกพระสงฆ์ที่รู้ภาษาบาลีว่า “พระมหาชาติ” ด้วยสามารถเทศน์เรื่องมหาชาติได้แตกฉานเป็นมูลเดิม
แม้พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงสนับสนุนให้พระสงฆ์ศึกษาเล่าเรียนภาษาบาลีด้วยเห็นว่าเป็นทางรักษาสืบอายุพระศาสนา และทรงตั้งพระสงฆ์ที่รู้ภาษาบาลีถึงขนาด ให้เป็น “พระมหาชาติ” อนุวัตตามความนิยมนั้นด้วย
ต่อมา คำว่า “พระมหาชาติ” กร่อนไป เหลือเพียง “พระมหา” และภาษาปากเรียกสั้นๆ ว่า “มหา” คำเดียวก็มี

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (คำว่า “พระมหา”) เขียนไว้ว่า –
“บางครั้งชาวบ้านใช้คำว่า ‘มหา’ เรียกอุบาสกบางท่าน ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีความรู้เรื่องพระศาสนาดี หรือดำรงตนเป็นพุทธมามกะที่เคร่งครัด เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรติ”

โปรดทราบว่า “พระมหา” หรือ “มหา” เป็นคำเรียกเฉพาะผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไปเท่านั้น ถ้าใช้คำนี้เรียกผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้นย่อมเป็นการล้อเลียนหรือล้อเล่น มิใช่การยกย่องให้เกียรติแต่ประการใด

: “พระม-หา” คำนี้มีนัยะ
: สาธุสะเพราะซื่อสะอาดในศาสนา
: อย่าให้ใครสลับคำคว่ำราคา
: เป็น “พระห-มา” เพราะไม่ซื่อเสียชื่อเอย

Read More
บาลีวันละคำ

มหาเปรียญ (บาลีวันละคำ 447)

มหาเปรียญ

“มหา” ศัพท์เดิมในบาลีเป็น “มหนฺต” (มะ-หัน-ตะ) มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่, กว้างขวาง, โต, มาก, สำคัญ, เป็นที่นับถือ
เมื่อผ่านกรรมวิธีทางไวยากรณ์ได้รูปเป็น “มหา-” มักใช้เป็นส่วนหน้าของสมาส

“มหา” ในคำว่า “มหาเปรียญ” หมายถึง สมณศักดิ์ที่ใช้นําหน้าชื่อภิกษุผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป (พจน.42)

“เปรียญ” (ปะ-เรียน) ผู้รู้บอกว่า น่าจะมาจากคำเก่าว่า “บาเรียน”
พจน.42 บอกว่า “บาเรียน : ผู้เล่าเรียน, ผู้รู้ธรรม, ผู้คงแก่เรียน, เปรียญ”
รูปคำ “เปรียญ” ท่านก็ว่ามาจากคำว่า “ปริญญา” หมายถึงความเข้าใจ, ความรอบรู้, ความรู้ที่ถูกต้องถ่องแท้
คำว่า “เปรียญ” ที่ใช้ในภาษาไทยอีกคำหนึ่งคือ “การเปรียญ” พจน.42บอกว่า “เรียกศาลาวัดสําหรับพระสงฆ์แสดงธรรมว่า ศาลาการเปรียญ”

“เปรียญ” ในคำว่า “มหาเปรียญ” หมายถึง ผู้สอบความรู้พระปริยัติธรรมสายบาลีได้ตามหลักสูตรตั้งแต่ 3 ประโยคขึ้นไป (พจน.42)

จะเห็นได้ว่า “มหา” กับ “เปรียญ” ในคำว่า “มหาเปรียญ” มีความหมายเท่ากัน
ข้อควรทราบคือ
1 “มหา” ใช้เป็นคำนําหน้าชื่อภิกษุผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป เรียกเต็มว่า “พระมหา” เช่น “พระมหาทองย้อย”
2 สามเณรที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป ไม่ใช้คำว่า “มหา” นำหน้าชื่อ แต่ให้ใช้คำว่า “เปรียญ” ต่อท้ายชื่อ นามสกุล เช่น “สามเณรทองย้อย แสงสินชัย เปรียญ” ต่อเมื่อได้อุปสมบทแล้วจึงใช้คำว่า “พระมหา-” และไม่ต้องมีคำว่า “เปรียญ” ต่อท้ายอีก
3 ถ้าเรียกเฉพาะภิกษุ ใช้คำว่า “พระมหา” ไม่ใช่ “พระมหาเปรียญ” เพราะแยกกันแล้วว่า “มหา” หมายถึงภิกษุ “เปรียญ” หมายถึงสามเณร ดังนั้นจึงไม่มี “พระมหาเปรียญ”
4 “มหาเปรียญ” (ไม่มีคำว่า “พระ”) เป็นคำรวมเรียกภิกษุสามเณรที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป รวมถึงที่ลาเพศไปแล้วด้วย เช่นที่พูดว่า พวกดอกเตอร์ พวกหมอ พวกครูบาอาจารย์ พวกมหาเปรียญ

ชอบกล :
จบเปรียญธรรม 9 ประโยคแล้วไปเรียนจนจบ ‘ดอกเตอร์’ มีมาก
จบ ‘ดอกเตอร์’ แล้วไปเรียนจนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ยังไม่มี

Read More
บาลีวันละคำ

น้ำมัน (บาลีวันละคำ 446)

น้ำมัน
ในภาษาบาลี

ข่าว “น้ำมันรั่วในอ่าวไทย” เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ทำให้ชวนถามว่า “น้ำมัน” ภาษาบาลีว่าอย่างไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“น้ำมัน : ของเหลวที่มีลักษณะเป็นมันลื่น ไม่ละลายน้ำ สกัดจากพืช สัตว์ แร่บางชนิด เช่น ถ่านหิน, หรือที่สูบขึ้นมาจากแหล่งกำเนิด, โดยปริยายหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น น้ำมันใส่ผม. (อ. oil)”

พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล oil เป็นบาลีว่า “เตล”
“เตล” (เต-ละ) แปลตามรากศัพท์ว่า “น้ำที่เกิดจากเมล็ดงา” (ติลโต สมฺภูตํ = เตลํ) แสดงว่าแรกเริ่มเดิมทีมนุษย์ที่พูดภาษาตระกูล Indo-European รู้จัก “น้ำมัน” ที่สกัดจากเมล็ดงาก่อน จากนั้นมาน้ำมันทั่วไปแม้ไม่ได้สกัดจากเมล็ดงา ก็เรียกว่า “เตล” ไปด้วย

“เตล” คำเดียวหมายถึงน้ำมันทั่วๆ ไป ที่ใช้สำหรับดื่ม, เจิม, ทา และจุดไฟ
ส่วนน้ำมันที่สกัดจากแร่บางชนิด เช่น ถ่านหิน หรือที่สูบขึ้นมาจากแหล่งกำเนิด ที่เรียกเป็นคำอังกฤษว่า gasoline, petrol หรือ petroleum เป็นน้ำมันที่เกิดขึ้นใหม่ พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี ผูกศัพท์บาลีขึ้นใช้ดังนี้ –

1 gasoline = “อสุทฺธ-ภูมิเตล” (อะ-สุด-ทะ พู-มิ-เต-ละ) แปลว่า น้ำมันจากพื้นดินที่ยังไม่ได้กลั่น

2 petrol (ไทยเรียกว่าเบนซิน อเมริกันเรียกว่า gasoline) = “โสธิต-ขณิชเตล” (โส-ทิ-ตะ ขะ-นิ-ชะ-เต-ละ) คำนี้น่าจะแปลว่า น้ำมันที่เกิดจากขุดเจาะขึ้นมา และกลั่นแล้ว

3 petroleum = “ภูมิชเตล” (พู-มิ-ชะ เต-ละ) แปลว่า น้ำมันที่เกิดจากพื้นดิน

: กตฺถจิ ปตฺถิยํ เตลํ
น้ำมัน จำปรารถนาในที่บางแห่ง
: สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา
สติ จำปรารถนาในที่ทั้งปวง

Read More
บาลีวันละคำ

ถวายพระพรลา (บาลีวันละคำ 445)

ถวายพระพรลา

คำว่า “ถวายพระพรลา” เป็นคำในชุด “ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา”

“ถวายพระพรลา” มีความหมายเฉพาะคำว่า พระสงฆ์ทูลลาเจ้านาย แต่เมื่ออยู่ในชุด “ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก …” คำว่า “ถวายพระพรลา” หมายถึงพระสงฆ์ทูลพระเจ้าแผ่นดินและ/หรือพระบรมราชินี (คือถวายอดิเรกแก่พระองค์ไหนก็ทูลลาพระองค์นั้น)

การถวายพระพรลาจะกระทำในกรณีที่สถานที่ประกอบพิธีอยู่ในเขตพระราชฐานที่ประทับเท่านั้น ทั้งนี้อนุวัตตามธรรมเนียมผู้เป็นอาคันตุกะเข้าไปยังเคหสถานของท่าน เมื่อจะกลับก็ต้องบอกลาเจ้าของบ้านฉะนั้น

เพื่อให้เห็นลำดับการปฏิบัติโดยภาพรวม ขอสรุปดังนี้ –

1 เมื่อพิธีถึงขั้นตอนสุดท้าย ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแล้ว พระสงฆ์ “ถวายอนุโมทนา” (พูดตามภาษาชาวบ้านคือ ยะถา-สัพพี)

2 เมื่อพระสงฆ์สวดถวายอนุโมทนาจบบทสัพพี (ที่ลงท้ายว่า … อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง) ประธานสงฆ์ “ถวายอดิเรก” (ตั้งพัดยศ ว่าองค์เดียว) จบแล้วพระสงฆ์สวดถวายอนุโมทนาต่อไปจนจบ (ที่ลงท้ายว่า ..ภะวันตุ เต)

3 พระสงฆ์รูปที่สองกล่าวคำ “ถวายพระพรลา” (ตั้งพัดยศ ว่าองค์เดียว) จบแล้วพระสงฆ์ทั้งนั้นลุกจากอาสนะออกจากมณฑลพิธีไป

คำ “ถวายพระพรลา” มีข้อความเป็นแบบแผนดังนี้ –

“ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เวลานี้สมควรแล้ว อาตมภาพทั้งปวงขอถวายพระพรลา แด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอถวายพระพร”

Read More
บาลีวันละคำ

ถวายอดิเรก (บาลีวันละคำ 444)

ถวายอดิเรก

“อดิเรก” บาลีเป็น “อติเรก” (อะ-ติ-เร-กะ) มาจาก อติ (= ยิ่ง, เกิน, ล่วง) + เอก (= หนึ่ง, เป็นหนึ่ง, เป็นเอก) ลง ร อาคม : อติ + ร + เอก = อติเรก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระหว่าง อติ กับ เอก เติมเสียง ร ตรงกลางเพื่อความสละสลวย จึงเป็น “อติเรก” แทนที่จะเป็น “อติเอก”

“อติเรก” แปลตามศัพท์ว่า “เกินหนึ่ง” “ยิ่งกว่าหนึ่ง” “เกินจากเป็นหนึ่งขึ้นไปอีก” (= เป็นหนึ่งหรือเป็นเอกอยู่แล้ว แต่นี่สูงกว่านั้นขึ้นไปอีก) ความหมายก็คือ มีปริมาณที่มากกว่าปกติ, นอกเหนือไปจาก (ที่มี ที่ได้ ที่ทำ) ปกติ, พิเศษกว่าปกติ หรือเป็นกรณีพิเศษ

“อติเรก” ภาษาไทยใช้เป็น “อดิเรก” (อะ-ดิ-เหฺรก) เมื่อใช้กับคำบางคำความหมายเบี่ยงเบนไป เช่น “งานอดิเรก” พจน.42 บอกว่า “งานที่ทำเพื่อความเพลิดเพลิน”

“อดิเรก” ในคำว่า “ถวายอดิเรก” เป็นชื่อพรพิเศษที่พระสงฆ์ถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในระหว่างอนุโมทนา

มีข้อควรทราบดังนี้ –

1 “พิธีบำเพ็ญพระราชกุศล” หมายถึงงานบุญที่พระเจ้าแผ่นดินทรงปฏิบัติเป็นพระราชกรณียกิจ (พูดตามภาษาชาวบ้านว่า พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าภาพ) และมีพิธีสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของงาน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้แทนพระองค์ หรือเป็นงานที่มีผู้ขอรับพระราชทานไปปฏิบัติ (เช่นกฐินพระราชทานเป็นต้น)

2 พระสงฆ์ที่จะถวายอดิเรกต้องมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ (ที่เรียกกันเป็นสามัญว่า “ท่านเจ้าคุณ”) ขึ้นไป ปัจจุบันนี้ อนุญาตให้พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ซึ่งถือพัดยศเปลวเพลิงเป็นผู้ถวายอดิเรกได้โดยอนุโลม

3 ในขณะที่พระสงฆ์กล่าวคำถวายอดิเรก ผู้ร่วมพิธีไม่ต้องประนมมือ ผู้มีสิทธิ์ประนมมือรับพรคือพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น (ข้อนี้มักปฏิบัติผิดกันทั่วแผ่นดินแม้แต่คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นบ่อยที่สุดในงานกฐินพระราชทาน)

4 คำถวายอดิเรกเป็นภาษาบาลีมีข้อความดังนี้

อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ
อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ
อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ
ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ
ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ
สุขิโต โหตุ ปรมินฺทมหาราชา
สิทฺธิกิจฺจํ สิทฺธิกมฺมํ สิทฺธิลาโภ ชโย นิจฺจํ
ปรมินฺทมหาราชวรสฺส ภวตุ สพฺพทา ขอถวายพระพร

ในกรณีสมเด็จพระบรมราชินีเสด็จด้วย หรือสมเด็จพระบรมราชินีเสด็จพระองค์เดียว ข้อความเปลี่ยนแปลงจากนี้เล็กน้อย แต่ใจความหลักคงเดิม

5 ที่เรียกว่า “ถวายอดิเรก” ก็เนื่องมาจากคำขึ้นต้นว่า “อติเรกวสฺสสตํ …” นั่นเอง

คำถวายอดิเรกนี้ท่านไม่ได้แปลกันไว้ จึงขออนุญาตแปลเป็นไทยเพื่อให้ญาติมิตรชาว Facebook พอได้ทราบใจความ เป็นการเจริญศรัทธา ดังนี้

ขอสมเด็จบรมบพิตรจงทรงดำรงพระชนม์ยิ่งร้อยพรรษกาล
ขอสมเด็จบรมบพิตรจงทรงดำรงพระชนม์ยิ่งร้อยพรรษกาล
ขอสมเด็จบรมบพิตรจงทรงดำรงพระชนม์ยิ่งร้อยพรรษกาล

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ขอจงทรงบำราศจากพระโรคาพาธ
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ขอจงทรงบำราศจากพระโรคาพาธ

ขอพระปรมินทรมหาราชจงทรงพระเกษมสำราญ

Read More
บาลีวันละคำ

ถวายพรพระ-ถวายพระพร (บาลีวันละคำ 443)

ถวายพรพระ-ถวายพระพร

“พร” มาจากคำบาลีว่า “วร” แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะอันบุคคลปรารถนา” เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า ประเสริฐ, วิเศษ, เลิศ, อริยะ. เป็นคำนามตรงกับคำที่เราใช้ว่า “พร” แปลว่า ความปรารถนา, ความกรุณา
พจน.42 บอกไว้ว่า
“พร : (พอน) คําแสดงความปรารถนาให้ประสบสิ่งที่เป็นสิริมงคล เช่น ให้พร ถวายพระพร, สิ่งที่ขอเลือกเอาตามประสงค์ เช่น ขอพร”

คำว่า “พระ” มีผู้ให้ความเห็นว่าน่าจะมาจาก “วร” (วะ-ระ) ในบาลีสันสกฤต แปลว่า “ผู้ประเสริฐ” แปลง ว เป็น พ ออกเสียงว่า พะ-ระ แล้วกลายเสียงเป็น พฺระ (ร กล้ำ)
พจน.42 บอกความหมายของ “พระ” ไว้ 13 อย่าง
“พระ” ในคำว่า “ถวายพรพระ” หมายถึงพระพุทธเจ้า หรือ เนื่องด้วยพระพุทธเจ้า “พรพระ” ก็คือ พรของพระพุทธเจ้า

“ถวายพรพระ” เป็นคำเรียกบทสวดมนต์ชุดหนึ่ง ประกอบด้วย นะโม, อิติปิ โส (พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ), พาหุง, มะหาการุณิโก และ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง พระสงฆ์จะสวดในพิธีทำบุญเลี้ยงพระ โดยเฉพาะบท พาหุง และมะหาการุณิโกนั้นว่าด้วยชัยชนะของพระพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งอันประเสริฐ คือ “พรของพระพุทธเจ้า” สันนิษฐานว่าเดิมพระสงฆ์ใช้สวดถวายพระเจ้าแผ่นดิน จึงเรียกว่า “ถวายพรพระ”

ส่วนคำว่า “ถวายพระพร” หมายถึงคําแสดงความปรารถนาต่อเจ้านายให้ประสบสิ่งที่เป็นสิริมงคล เช่น พสกนิกรถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระอยู่หัวขอให้ทรงพระเจริญ
ในที่นี้คำว่า “พระ” เป็นคำใช้ประกอบหน้าคําอื่นแสดงความยกย่อง

“ถวายพระพร” ยังใช้เป็นคําเริ่มที่พระสงฆ์พูดกับเจ้านายและเป็นคํารับ เหมือนกับที่พระสงฆ์พูดกับบุคลทั่วไปใช้คำว่า “เจริญพร” เทียบกับคำของชาวบ้านก็คือ “ครับ” นั่นเอง

: พระสงฆ์ท่านสวดบทถวายพรพระเป็นการถวายพระพร
: เราพสกนิกรถวายพระพรขอให้ทุกพระองค์ทรงพระเจริญ

Read More
บาลีวันละคำ

เยาว์ (บาลีวันละคำ 442)

เยาว์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“เยาว์ (เยา) : อ่อนวัย, รุ่นหนุ่ม, รุ่นสาว, เช่น เยาว์วัย วัยเยาว์. (แผลงมาจาก ยุว)”

“ยุว” บาลีอ่านว่า ยุ-วะ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ปะปนกัน” คือมีลักษณะผสมกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ หรือพ้นจากวัยเด็ก แต่ยังไม่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่
ความหมายก็คือ คนหนุ่มคนสาว ที่เรียกว่า “เยาวชน” นั่นเอง
“เยาวชน” พจน.42 ว่า บุคคลอายุเกิน 14 ปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ (ความหมายตามหลักกฎหมาย)

กระบวนการกลายคำ “ยุว” เป็น “เยาว์” คือ
1 แปลง อุ ที่ ยุ เป็น โอ = โยว (โย-วะ)
2 แปลง โอ เป็น เอา = เยาว (เยา-วะ)
(ถ้าตามสูตรบาลีต้องบอกว่า แปลง โอ เป็น อว (อะ-วะ) เสียง “อว” ในบาลีเท่ากับ “เอา” ในเสียงไทย)
3 ในภาษาไทย ถ้าอยู่ท้ายคำ ว ไม่ออกเสียง จึงการันต์ที่ ว = เยาว์ อ่านว่า เยา

คำว่า “เยาว์” จึงใช้กับคนเท่านั้น
ถ้าจะให้หมายถึงสินค้ามีราคาถูก หรือมีราคาพอสมควร ต้องเขียนว่า “ย่อมเยา” (ไม่มี ว การันต์)
“เยา” เป็นคำไทย มีความหมายว่า เบา, อ่อน, น้อย

“เยา” ไทย เคยถูก “จับบวช” เป็น “เยาว์” บาลี โดยมีผู้ทำท่าจะรู้พยายามอธิบายผิดให้เป็นถูกว่า “ราคาย่อมเยาว์” (มี ว การันต์) น่าจะใช้ได้ เพราะเป็นการพูดโดยอุปมาโวหาร คือเปรียบราคาสินค้าเหมือนอายุคน “ราคาย่อมเยาว์” ก็คืออายุของราคาสินค้ายังน้อยอยู่ คือมีราคาถูก หรือมีราคาพอสมควร อันเป็นความหมายเดียวกับ “เยา” นั่นเอง

“ราคาย่อมเยาว์” – ผิด
“ราคาย่อมเยา” – ถูก

: แก้คำผิดให้ถูก
: ดีกว่าอธิบายคำผิดให้เป็นถูก

Read More
บาลีวันละคำ

เบญจางคประดิษฐ์ (บาลีวันละคำ 441)

เบญจางคประดิษฐ์

อ่านว่า เบน-จาง-คะ-ปฺระ-ดิด
แยกคำเป็น เบญจ + องค + ประดิษฐ์

“เบญจ” บาลีเป็น “ปญฺจ” (ปัน-จะ) แปลว่า ห้า (จำนวน ๕) ในภาษาไทยนิยมแปลงเป็น “เบญจ”

“องค” บาลีเป็น “องฺค” (อัง-คะ) แปลว่า ส่วนของร่างกาย, อวัยวะ, ชิ้นส่วน, องค์ประกอบ, ส่วนประกอบ, ส่วนประกอบของทั้งหมด หรือของระบบ (เช่น ศีลข้อปาณาติบาตจะขาด ต้องประกอบด้วยองค์ห้า)
เบญจ + องค = เบญจงค แล้วยืดเสียง อัง-คะ เป็น อาง-คะ = เบญจางค แปลตามศัพท์ว่า “องค์ห้า”

“ประดิษฐ์” บาลีเป็น “ปติฏฺฐิต” (ปะ-ติด-ถิ-ตะ) แปลว่า ตั้งขึ้น, ดำรงไว้, ประดิษฐาน, ยืนอยู่ เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ประดิษฐ์” ใช้ในความหมายว่า ตั้งขึ้น, จัดทําขึ้น, คิดทําขึ้น, สร้างขึ้น, แต่งขึ้น

ในที่นี้ “ประดิษฐ์” มีความหมายว่า “จรดลงอย่างตั้งใจ”

เบญจ + องค = เบญจางค + ประดิษฐ์ = เบญจางคประดิษฐ์ แปลตามศัพท์ว่า “การจรดลงอย่างตั้งใจด้วยองค์ห้า” หมายถึงการกราบโดยให้อวัยวะทั้ง 5 คือ เข่า 2 ฝ่ามือ 2 และหน้าผาก 1 สัมผัสลงกับพื้น เป็นกิริยาแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ใช้ในการกราบพระ (พระรัตนตรัย เช่นกราบที่โต๊ะหมู่บูชา, กราบพระสงฆ์)

“เบญจางคประดิษฐ์” ภาษาบาลีใช้ว่า “ปญฺจปติฏฺฐิต” (ปัน-จะ-ปะ-ติด-ถิ-ตะ) ไม่ใช่ “ปญฺจงฺคปติฏฺฐิต” (ไม่มี “องค” เหมือนในภาษาไทย)

: ชนใดรูปทราม แม้นกราบพระงาม ลบทรามกลับงามชวนชม
: ชนใดรูปงาม แม้นกราบพระทราม ลบงามกลับทรามซวนซม
: ชนใดรูปทราม ซ้ำกราบพระทราม สิ้นงามสามภพลบจม
: ชนใดรูปงาม ซ้ำกราบพระงาม ยิ่งงามสามภพนบนิยม

——————
(ปรับปรุงจาก ปญฺจปฺปติฏฺฐิต บาลีวันละคำ (50) 22-6-55)

Read More
บาลีวันละคำ

อัฐฬส (บาลีวันละคำ 440)

อัฐฬส

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เก็บคำว่า “อัฐ” (อัด) (คำโบราณ) ไว้ มีความหมายดังนี้ –
1 เรียกเงินปลีกสมัยก่อน 8 อัฐ เท่ากับ 1 เฟื้อง
2 เงิน, เงินตรา เช่น คนมีอัฐ
3 ราคาถูก ในสํานวนว่า ไม่กี่อัฐ, ไม่กี่อัฐฬส ก็ว่า

คำว่า “ฬส” ย่อมาจาก “โสฬส” (โส-ลด) พจน.42 บอกความหมายไว้ดังนี้ –
1 ชั้นพรหมโลก 16 ชั้น ถือกันว่าเป็นที่มีสุขอย่างยอดยิ่ง
2 ตําราเล่นการพนันครั้งโบราณสําหรับเล่นหวย เล่นถั่ว
3 เรียกเงินปลีกสมัยก่อน 16 อัน เป็น 1 เฟื้อง, เรียกย่อว่า ฬส

ความหมายที่ตรงกันของ “อัฐ” และ “ฬส” (“โสฬส”) ก็คือ เป็นคำเรียกเงินปลีกสมัยก่อน 8 อัฐ (= “อัฐ”) หรือ 16 อัน (= “โสฬส”) เป็น 1 เฟื้อง
มาตราเงินตามวิธีโบราณ เริ่มจาก โสฬส > อัฐ > เฟื้อง > สลึง > บาท > ตำลึง > ชั่ง
จะเห็นได้ว่า โสฬส หรือ อัฐ เป็นหน่วยย่อยที่สุด คำว่า “อัฐฬส” (อัด-ลด) จึงมีความหมายว่า ราคาถูก หรือของที่แทบไม่มีราคา

“อัฐ” บาลีเป็น “อฏฺฐ” อ่านว่า อัด-ถะ แปลว่า แปด (จำนวน 8)
“โสฬส” บาลีอ่านว่า โส-ละ-สะ แปลว่า สิบหก (จำนวน 16)

สำนวนบาลีเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่มีค่ามากน้อยกว่ากันเมื่อเทียบกัน นิยมพูดว่า เอาสิ่งที่มีค่ามากกว่ามาแบ่งออกเป็น “16 ส่วน” แล้วเอา 1 ใน 16 ส่วนนั้นมาแบ่งออกไปอีก 16 ส่วน แบ่งโดยทำนองนี้ถึง 16 ครั้ง เอาทั้งหมดของสิ่งที่มีค่าน้อยกว่ามาเทียบก็ยังมีค่าไม่ถึงส่วนเสี้ยวเดียวของสิ่งที่มีค่ามากกว่าซึ่งแบ่งเป็นครั้งที่ 16 ดังกล่าวแล้ว

: เงินหมื่นล้านแสนล้านที่โกงเขามา ให้ความสุขได้ไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 ของเงินบาทเดียวที่หามาได้โดยสุจริต

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้