บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

อานันทมหิดล (บาลีวันละคำ 390)

อานันทมหิดล

เป็นพระนามเดิมในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จพระราชสมภพว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล

“อานันท” บาลีเขียนเป็น “อานนฺท” (อา-นัน-ทะ) แปลว่า ความยินดี, ความร่าเริง, ความเพลิดเพลิน, ความสุขเกษม, ความปราโมทย์, ความปลื้มใจ, ความบันเทิงใจ

“มหิดล” บาลีเป็น “มหีตล” (มะ-ฮี-ตะ-ละ) แปลตามศัพท์ว่า “พื้นแห่งแผ่นดิน” มีความหมายว่า แผ่นดิน, โลก

อานันท + มหิดล = อานันทมหิดล มีความหมายว่า –
1 “ผู้เป็นที่ปลื้มใจของมหิดล” – พระบรมราชชนกคือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก มีพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้ามหิดล” อันเนื่องมาจากทรงเป็น “ลูกชายคนแรก” จึงย่อมจะเป็นที่ปลื้มใจของ “พ่อ” เป็นที่ยิ่ง
2 “ผู้เป็นที่ปลื้มใจของแผ่นดิน” – เมื่อทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระชนมายุเพียง 8 พรรษา จึงทรงเป็นยุวกษัตริย์ที่ทวยราษฎร์ทั้งแผ่นดินปลื้มใจ และชื่นใจเป็นนักหนา

ทรงยังแผ่นดินให้ปลื้มใจเพียง 12 ปี ก็เสด็จคืนสู่สวรรค์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489

: สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ เสติ
ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก
ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงธรรม
ทวยราษฎร์ก็ร่มเย็นเป็นสุข

Read More
บาลีวันละคำ

พสกนิกร (บาลีวันละคำ 389)

พสกนิกร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกคำอ่านว่า พะ-สก-กะ-นิ-กอน และ พะ-สก-นิ-กอน ให้ความหมายว่า “คนที่อยู่ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองของประเทศนั้นหรือคนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่ก็ตาม”

“พสก” พจน.42 ว่า บาลีเป็น วส + ค
“วส” (วะ-สะ) แปลว่า กำลัง, อำนาจ, การควบคุม, อิทธิพล
“ค” (คะ) มาจากรากศัพท์ว่า “คม” (คะ-มะ) แปลว่า ไป, ถึง, อยู่
วส + ค = วสค (วะ-สะ-คะ) แปลว่า “ผู้อยู่ในอำนาจ”

“วสค” คำนี้ ภาษาบาลีไม่ใช้คำเดียวโดดๆ แต่จะมีคำขยายกำกับไว้เสมอว่า อยู่ในอำนาจของอะไร เช่น “มจฺจุวสค” = ตกอยู่ในอำนาจของความตาย
ฝรั่งแปล “วสค” (“วสานุค” “วสคต”) ไว้ชัดว่า being in somebody’s power

“วสค” เสียงไทยเพี้ยนเป็น “วสก” แล้วแปลง ว เป็น พ : วสค = วสก = พสก
“พสก” ความหมายเดิม “ผู้อยู่ในอำนาจ” ขยายความหมายเป็น “ผู้อยู่ในปกครอง” และในที่สุด ภาษาไทยลงตัวที่ “คนที่อยู่ในประเทศ” หรือประชาราษฎร

“นิกร” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำส่วนย่อยให้อยู่ใกล้กัน” คือเอาส่วนย่อยหลายๆ ส่วนมาอยู่รวมกัน = ฝูง, กลุ่ม, หมู่, พวก, ประชุมชน, มหาชน
พสก + นิกร = พสกนิกร จึงหมายถึง ปวงประชาราษฎรที่พึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในราชอาณาจักร

คนต่ำ-คำสูง :
เราใช้คำว่า “พสกนิกร” กับพระราชาเท่านั้น สื่อความหมายว่าพระราชาต้องทรงธรรม คือมีธรรมเป็นอำนาจ พสกนิกรจึงจะอยู่ในอำนาจนั้นอย่างร่มเย็นเป็นสุข
ผู้ปกครองที่ไม่มีธรรม กล้าหรือที่จะเรียกคนที่อยู่ในปกครองของตนว่า “พสกนิกร” ?

Read More
บาลีวันละคำ

อโคจร (บาลีวันละคำ 388)

อโคจร

บาลีอ่านว่า อะ-โค-จะ-ระ ไทยอ่านว่า อะ-โค-จอน

“อโคจร” ประกอบด้วย อ + โคจร คำหลักอยู่ที่ “โคจร”

“โคจร” แปลตามศัพท์ว่า “ที่โคเที่ยวไป” “เที่ยวไปดังโค” พจน.42 อ้างว่า สันสกฤตแปลว่า “การเที่ยวไปของดวงอาทิตย์”

ความหมายของ “โคจร” คือ –

1 “ที่ซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่องเที่ยวไป” = อารมณ์ที่รับรู้
2 สถานที่อันจำจะต้องไปเพื่อการยังชีพ เช่น ที่ภิกษุไปเที่ยวบิณฑบาต เรียกว่า “โคจรคาม” = ที่หากิน
3 บุคคลหรือสถานที่ที่ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ
4 เที่ยวไป, แวะเวียนไป, ดำเนินไปตามวิถี เช่น ดวงดาวโคจร
5 กระบวนการและวิธีการปฏิบัติจิตภาวนาที่ถูกต้อง เช่น มีสติสัมปชัญญะ รู้จักหลีกเว้นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่เอื้อ และหมั่นคบคุ้นกับสิ่งอันเอื้อเกื้อกูลเป็นต้น

“โคจร” มี “อ” (อะ) อยู่ข้างหน้าเป็น “อโคจร” มีความหมายว่า บุคคลและสถานที่อันภิกษุไม่ควรไปมาหาสู่ ท่านระบุไว้ 6 ประเภท คือ หญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวเทื้อ ภิกษุณี บัณเฑาะก์ (กะเทย) และร้านสุรา

ถามความเห็น :

ผู้อยู่ในฐานะบางฐานะ เช่น สส., สว. หรือรัฐมนตรี ไปเที่ยวในบ่อนการพนัน เข้าข่าย “อโคจร” หรือไม่ ?

Read More
บาลีวันละคำ

ปโยชน (บาลีวันละคำ 387)

ปโยชน

อ่านว่า ปะ-โย-ชะ-นะ
ใช้ในภาษาไทยเป็น “ประโยชน์” อ่านว่า ปฺระ-โหฺยด

รากศัพท์คือ ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + ยุช (ธาตุ = ประกอบ) + ยุ (ปัจจัย = ความ-, การ-)
กระบวนการทางไวยากรณ์ คือ
– อุ ที่ ยุช เป็น โอ : ยุช = โยช, : ป + โยช = ปโยช,
– แปลง ยุ ปัจจัยเป็น อน (อะ-นะ), : ปโยช + อน = ปโยชน

“ประโยชน์” ในภาษาไทยมีความหมายว่า (1) สิ่งที่มีผลใช้ได้ดีสมกับที่คิดมุ่งหมายไว้ (2) ผลที่ได้ตามต้องการ (3) สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ เช่น ประโยชน์ของการศึกษา ประโยชน์ของ facebook

แต่ “ปโยชน” (แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่พึงประกอบ”) มีความหมายมากกว่านี้ คือ การใช้, การประกอบ, การนำไปใช้, การลงมือปฏิบัติ, การประกอบกิจ, การแต่งตั้ง, การกำหนด, การสั่งการ, จุดมุ่งหมาย, ประโยชน์

โปรดเปรียบเทียบกับคำที่ฝรั่งแปล “ปโยชน” ไว้เพื่อความเข้าใจกว้างขวางขึ้นไป –
1 การประกอบการ, ธุรกิจ undertaking, business
2 การแต่งตั้ง appointment
3 กฎ, คำสั่ง, คำห้าม prescript, injunction
4 ความประสงค์, การใช้, ประโยชน์ purpose, application, use

ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า –
: คำบางคำ มีความหมายมาก แต่เราเอามาใช้ในความหมายเดียว
: คนบางคน มีความสามารถมาก แต่ถูกใช้งานอยู่ด้านเดียว

Read More
บาลีวันละคำ

วิญญาณ (บาลีวันละคำ 386)

วิญญาณ

อ่านว่า วิน-ยาน
บาลีเป็น “วิญฺญาณ” อ่านว่า วิน-ยา-นะ

“วิญฺญาณ” รากศัพท์คือ วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ญา (ธาตุ = รู้) + ยุ (ปัจจัย แปลงเป็น อน [อะ-นะ] แปลง น เป็น ณ) : วิ + (ซ้อน ญ) + ญา + (ยุ = อน =) อณ = วิญฺญาณ แปลว่า ความรู้แจ้ง

คำนี้ไม่มีปัญหาในการเขียนหรืออ่าน แต่มีปัญหาในทางความเข้าใจ
พจน.42 บอกไว้ว่า “วิญญาณ” คือ สิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในกายเมื่อมีชีวิต เมื่อตายจะออกจากกายล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่

ตามหลักพุทธศาสนาเถรวาท วิญญาณที่อยู่ในกายเมื่อมีชีวิต ก็คือความรับรู้อารมณ์ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สิ่งที่กระทบกาย (เช่น เย็นร้อนอ่อนแข็งเป็นต้น) และรู้เรื่องที่ใจนึกคิด
และพระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ได้สอนว่า เมื่อตาย วิญญาณจะออกจากร่างล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ แต่บอกว่า เมื่อจุติจิตเกิดแล้วดับไป (คือตาย) ถ้ายังมีกิเลสอยู่ จุติจิตจะเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดติดต่อกันไปทันที (คือเกิดใหม่)

เมื่อพูดว่า “วิญญาณ” เราจะแปลเป็นอังกฤษว่า soul และพอเห็นคำว่า soul ก็จะแปลกันว่า “วิญญาณ”

แต่ฝรั่งที่ทำพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ไม่ได้แปล “วิญญาณ” ว่า soul และไม่ได้แปล soul เป็นบาลีว่า “วิญฺญาณ”

หลัก :
วิญญาณไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ แต่เป็นเรื่องของความจริง
เมื่อใดทำความเห็นให้ตรงกับความจริง (ยถาภูตํ ปชานาติ) เมื่อนั้นก็จะรู้ว่าวิญญาณคืออย่างไร

ชี้ทาง : ตายแล้ววิญญาณออกจากร่าง จริงหรือ – อ่านที่นี่ —
(อดทนอ่าน แล้วจะเข้าใจว่าตายแล้ววิญญาณไปไหน)

Read More
บาลีวันละคำ

อิจฉา-ริษยา (บาลีวันละคำ 385)

อิจฉา-ริษยา

อิจฉา บาลีเขียน “อิจฺฉา” (มีจุดใต้ จ) รากศัพท์คือ อิสฺ (ธาตุ = ปรารถนา, อยาก) + ณฺย (ปัจจัย = ความ-, การ-)

กระบวนการทางไวยากรณ์คือ ลบ ณ คง ย ไว้ แปลง ย กับ สฺ ที่สุดธาตุเป็น จฺฉ = อิจฺฉ + “อา” (เครื่องหมายอิตถีลิงค์) = อิจฺฉา

“อิจฺฉา” ความหมายเดิมในบาลีแปลว่า ความปรารถนา, ความประสงค์, ความอยากได้

ในภาษาไทย ความหมายเพี้ยนไป พจน.42 บอกว่า –

“อิจฉา : เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ อยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง (มีความหมายเบากว่า ริษยา).”

อิจฉา ตามความหมายในภาษาไทยตรงกับบาลีว่า “อิสฺสา” (อิด-สา) แปลว่า ความโกรธเคือง, ความริษยา, ความชิงชัง, เจตนาร้าย
“อิสฺสา” สันสกฤตเป็น “อีรฺษา” และ “อีรฺษฺยา” เราเอามาเขียนเป็น “ริษยา” (ริด-สะ-หฺยา) มีความหมายว่า อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี, เห็นเขาได้ดีแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้, เห็นคนอื่นได้ดีแล้วไม่สบายใจ

ไทยเราก็คงรู้ว่า เราใช้ “อิจฉา” ในความหมายของ “ริษยา” ดังนั้นจึงมักพูดควบกันไป เช่น “จะไปอิจฉาริษยาเขาทำไม”

คติ :
เป็นไปไม่ได้เลยที่การอิจฉาริษยาเขาจะทำให้เขาแย่ลง หรือช่วยให้เราดีขึ้น

แต่เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเกิดผลในทางกลับกัน

Read More
บาลีวันละคำ

ปรารถนา (บาลีวันละคำ 384)

ปรารถนา

คำไทยเขียนอิงสันสกฤต อ่านว่า ปฺราด-ถะ-หฺนา
บาลีเป็น “ปตฺถนา” อ่านว่า ปัด-ถะ-นา

รากเดิมมาจาก ปตฺถ (ธาตุ = ต้องการ, ขอ) + ยุ (ปัจจัย แปลงเป็น อน [อะ-นะ]) : ปตฺถ + อน = ปตฺถน + “อา” (เครื่องหมายอิตถีลิงค์) = ปตฺถนา
“ปตฺถนา” แปลว่า การตั้งเป้าหมาย, ความอยากได้, การขอร้อง, ปณิธาน, การสวดอ้อนวอน

ความหมายเด่นของ “ปตฺถนา” คือ การตั้งเป้าหมายที่จะมี จะเป็น จะได้ ซึ่งมักเกิดจากแรงบันดาลใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น นักเรียนเห็นครูที่มาสอนจบปริญญาเอก ก็ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนให้จบปริญญาเอกเหมือนครูให้จงได้ อย่างนี้คือ “ปตฺถนา – ปรารถนา” = ตั้งความปรารถนา

“ปรารถนา” ในภาษาไทยมักเขียนผิดเป็น “ปราถนา” (ตกเรือหน้าถุง)
วิธีจำแบบง่ายๆ คือจำว่า ปรา – รถ – นา

นอกจากเขียนผิดแล้ว “ปรารถนา” ยังมักถูกอ่านพลาดเป็น “ปรารภ” (ปรา-รบ = กล่าวถึง; ตั้งต้น; ดําริ) เพราะเห็น ถ ถุง เป็น ภ สำเภา ครั้นเห็น “นา” อยู่ท้ายก็เลยอ่านแก้ใหม่เป็น ปฺราด-ถะ-หฺนา จึงเกิดเป็นคำว่า “ปรารภปรารถนา” ที่ทำท่าจะนิยมใช้กันหนาหูหนาตาขึ้น

ปรารถนาสารพัดในปัฐพี
เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง
: สุนทรภู่

Read More
บาลีวันละคำ

พระบรมสารีริกธาตุ (บาลีวันละคำ 383)

พระบรมสารีริกธาตุ

อ่านว่า พระ-บอ-รม-มะ-สา-รี-ริ-กะ-ทาด

ประกอบด้วยคำว่า พระ + บรม + สารีริก + ธาตุ

“พระ” ผู้รู้ว่ามาจาก “วร” (วะ-ระ) แปลว่า ประเสริฐ ใช้ประกอบหน้าคําอื่นแสดงความยกย่อง

“บรม” บาลีเป็น “ปรม” (ปะ-ระ-มะ) แปลว่า อย่างยิ่ง, เยี่ยม, ยอดเยี่ยม, สูงสุด, ดีที่สุด ในภาษาไทยมักใช้นําหน้าคําที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดิน และพระอัครมเหสี เป็นต้น เพื่อแสดงพระเกียรติยศยิ่งใหญ่

“สารีริก” (สา-รี-ริ-กะ) คำเดิมคือ “สรีร” (สะ-รี-ระ) หมายถึงร่างกาย, ตัว, เรือนร่าง
สรีร + ณิก ปัจจัย = สารีริก
สูตรของ ณิก ปัจจัย คือ ลบ ณ เหลือแต่ อิก และถ้าพยางค์ต้นศัพท์เป็นเสียงสั้น (อะ อิ อุ) ให้ยืดเป็นเสียงยาว (อะ เป็น อา, อิ เป็น อี, อุ เป็น อู)
ดังนั้น สรีร (ส- เสียงสั้น) จึงเปลี่ยนรูปเป็น สารีร + อิก = สารีริก แปลตามศัพท์ว่า “มีอยู่ในสรีระ” “เกี่ยวกับร่างกาย” หมายถึงกระดูก

“ธาตุ” (บาลีอ่านว่า ทา-ตุ) ความหมายทางธรรมว่า สิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย (= รากเดิมของสิ่งต่างๆ) แต่ในที่นี้หมายถึงกระดูกของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์

“พระบรมสารีริกธาตุ” จึงหมายถึงพระอัฐิธาตุคือกระดูกของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่คนไทยคุ้นปากกันเป็นอันดี แต่อาจจะไม่ทันได้นึกว่า “สารีริก” รากศัพท์มาจาก “สรีระ” นี่เอง

วันอัฐมี คือแรม ๘ ค่ำ เดือนวิสาขะ เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ชาวโลกได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุเป็นครั้งแรก และได้ทำสักการบูชาเป็นพุทธานุสติสืบมาจนถึงทุกวันนี้
บาลีวันละคำ วันนี้ ถวายเป็นอัฐ

Read More
บาลีวันละคำ

ราชทินนาม (บาลีวันละคำ 382)

ราชทินนาม
(บาลีไทย)

อ่านว่า ราด-ชะ-ทิน-นะ-นาม

ประกอบด้วยคำว่า ราช + ทิน + นาม
“ราช” แปลว่า พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน
“ทิน” บาลีเป็น “ทินฺน” (ทิน-นะ, น หนู สองตัว) แปลว่า “(สิ่งที่ถูก) ให้” ตรงกับคำที่เราพูดกันว่า “เขาให้มา”
“นาม” บาลีอ่านว่า นา-มะ แปลว่า ชื่อ
“ราชทินนาม” แปลตามศัพท์ว่า “ชื่อที่พระราชาให้”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายไว้ว่า “ชื่อบรรดาศักดิ์หรือสมณศักดิ์ชั้นสัญญาบัตรที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน”

“ราชทินนาม” เกี่ยวเนื่องด้วยฐานันดรศักดิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งให้ข้าราชการหรือบุคคลทั่วไปเป็นเจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น พัน และทนาย โดยทรงตั้งชื่อให้ใหม่ เรียกว่า “ราชทินนาม”
ราชทินนามมักสอดคล้องกับงานหรือหน้าที่ของผู้นั้น เช่น –
“หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” ราชทินนามของนายปรีดี พนมยงค์ (“มนูธรรม” หมายถึงรัฐธรรมนูญ ท่านผู้นี้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก)
“พระยาอนุมานราชธน” ราชทินนามของนายยง เสฐียรโกเศศ (“ราชธน” หมายถึงรายได้ของหลวง ท่านผู้นี้รับราชการที่กรมศุลกากร)

“ราชทินนาม” ยังเกี่ยวด้วยสมณศักดิ์ คือพระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งและสถาปนาให้เป็นพระราชาคณะตั้งแต่ชั้นสามัญขึ้นไป (ที่ภาษาปากเรียกกันว่า “ท่านเจ้าคุณ”) จนถึงชั้นสมเด็จพระราชาคณะ จะมีราชทินนามต่างๆ เช่น พระโสภณคณาภรณ์ พระธรรมโกศาจารย์

ราชทินนามเป็นกลุ่มคำ จึงต้องเขียนติดกันเป็นคำเดียว
ข้อบกพร่องที่พบเสมอในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยนี้ก็คือ เขียนราชทินนามแยกเป็น ๒ คำ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นชื่อกับนามสกุล เช่น –
หลวงประดิษฐ์ มนูธรรม เข้าใจผิดว่าชื่อ ประดิษฐ์ นามสกุล มนูธรรม
พระยาอนุมาน ราชธน เข้าใจผิดว่าชื่อ อนุมาน นามสกุล ราชธน
พระโสภณ คณาภรณ์ เข้าใจผิดว่าชื่อ พระโสภณ นามสกุล คณาภรณ์

ราชทินนาม เป็นความงามของภาษา
ช่วยกันคงคุณค่า : เขียนให้ถูกต้อง อ่านให้คล่องแคล่ว

Read More
บาลีวันละคำ

กวี (บาลีวันละคำ 381)

กวี

อ่านว่า กะ-วี
บาลีกับไทยใช้เหมือนกัน แต่บาลีมีทั้งที่เป็น “กวิ” และ “กวี”

“กวี” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้สรรเสริญ” (คือแต่งบทสรรเสริญเทพเจ้า) “ผู้ผูกทั่ว” (คือเอาถ้อยคำมาผูกเข้าเป็นบทกลอน) “ผู้กล่าวถ้อยคำที่น่ารักเป็นปกติ” “ผู้กล่าวถ้อยคำดื่มด่ำ”

ในคัมภีร์จำแนก “กวี” ออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. จินฺตากวี = แต่งโดยความคิด (an original poet.กวีที่ไม่เลียนแบบใคร)
2. สุตกวี = แต่งโดยได้ฟังมา (one who puts into verse what he has heard. ผู้แต่งร้อยกรองจากเรื่องที่ได้ฟังมา)
3. อตฺถกวี = แต่งตามความจริง (a didactic poet. กวีที่แต่งสั่งสอนคน)
4. ปฏิภาณกวี = แต่งกลอนสด (an improvisor. กวีผู้แต่งร้อยกรองขึ้นโดยปัจจุบันทันที)
(ความหมายตาม พจน.42, ในที่นี้ยกคำอังกฤษมาเทียบเพื่อศึกษาว่า ฝรั่งกับเราเข้าใจตรงกันหรือไม่)

ภาษาไทยในระยะหลังๆ มีผู้ใช้คำว่า “นักกวี” ซึ่งไม่ถูกต้อง
“นัก” ใช้ประกอบหน้าคํานามธรรมดาหรือคำกริยาให้เป็นคำนามที่หมายถึง “บุคคล” และมีความหมายว่า –
– “ผู้” เช่น นักเรียน = ผู้ศึกษาเล่าเรียน, ผู้รับการศึกษาจากโรงเรียน
– “ผู้ชอบ” เช่น นักดื่ม นักท่องเที่ยว
– “ผู้ชํานาญ” เช่น นักเทศน์ นักดนตรี นักคํานวณ นักสืบ
– “ผู้มีอาชีพในทางนั้น ๆ” เช่น นักกฎหมาย นักแสดง นักเขียน
– “ผู้ฝักใฝ่ในทางนั้นๆ” เช่น นักการเมือง, นักเลง- (เช่น นักเลงหนังสือ)
คำเหล่านี้ ถ้าไม่มี “นัก-” นำหน้า ก็จะไม่หมายถึง “บุคคล”

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้