บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

บุญ-ทาน (บาลีวันละคำ 370)

บุญ-ทาน

“บุญ” ไทยอ่านว่า บุน บาลีเป็น “ปุญฺญ” อ่านว่า ปุน-ยะ แปลตามรากศัพท์ว่า “การกระทำที่ชำระสันดานของผู้ทำให้สะอาด” ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไปคือ การกระทําดีตามหลักคําสอนในศาสนา
“ทาน” ไทยอ่านว่า ทาน บาลีอ่านว่า ทา-นะ แปลว่า การให้, การเผื่อแผ่, การแบ่งปัน, ความเอื้อเฟื้อ, ของบริจาค
(ดูเพิ่มเติมที่คำว่า ปุญฺญ และ ทาน)

บุญ กับ ทาน เหมือนกันหรือต่างกัน ?
คนส่วนมากเข้าใจว่า –
บุญ คือถวายของแก่พระสงฆ์ เช่นตักบาตร หรือบริจาคให้แก่กิจการการกุศล เรียกว่า “ทำบุญ”
ทาน คือให้แก่คนธรรมดาหรือให้แก่สัตว์ เช่นให้เงินคนขอทาน หรือให้อาหารแก่สุนัข เรียกว่า “ให้ทาน”

หลักความเข้าใจที่ถูกต้องแบบง่ายๆ คือ “บุญ คือความดีทั้งปวง, ทาน คือวิธีทำบุญแบบหนึ่ง”

Read More
บาลีวันละคำ

โอษฐภัย (บาลีวันละคำ 369)

โอษฐภัย
(บาลีไทย)

อ่านว่า โอด-ถะ-ไพ

“โอษฐภัย” เขียนเป็นบาลีว่า “โอฏฺฐภย” อ่านว่า โอด-ถะ-พะ-ยะ ประกอบด้วย โอฏฺฐ + ภย

“โอฏฐ” แปลตามศัพท์ว่า “อวัยวะที่ถูกเผาโดยความร้อนในข้าวสุกเป็นต้น” “อวัยวะที่ชอบข้าวสุกเป็นต้น” เราเขียนตามสันสกฤตเป็น “โอษฐ” ความหมายที่เข้าใจกันคือ ปาก, ริมฝีปาก
ดูความหมายตามศัพท์จะเห็นได้ว่า เล็งถึงอวัยวะที่ทำหน้าที่เคี้ยวกินอาหารเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงที่ทำหน้าที่พูด
แต่ในภาษาไทย “ปาก” มีความหมาย ๒ นัย คือ เกี่ยวกับการกิน เช่น “เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง” และเกี่ยวกับการพูด เช่น “ปากกล้า” = พูดไม่เกรงกลัวใคร “ปากหวาน” = พูดจาไพเราะ

“ภย” แปลว่า ความกลัว, ความตกใจกลัว, ความหวาดหวั่น, สิ่งที่น่ากลัว, อันตราย

โอฏฐ + ภย = โอฏฐภย = โอษฐภัย เป็นคำที่เราผูกขึ้นจากบาลี (ไม่มีใช้ในคัมภีร์) แปลตามศัพท์ว่า “ภัยเกิดจากปาก” แปลตามความหมายในภาษาไทยว่า “ภัยที่เกิดจากคําพูด” หมายถึง ผลร้ายที่เกิดจากการพูดกระทบกระเทือนถึงผู้มีอำนาจ แล้วถูกกระทำให้เดือดร้อนโดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

: สจฺจํเว อมตา วาจา
ความจริงไม่เคยทำให้คนพูดตาย
การไม่ยอมรับความจริงต่างหากที่ทำ
เพราะฉะนั้น พูดความจริงกับคนที่ไม่ยอมรับความจริง : โอษฐภัย !

Read More
บาลีวันละคำ

โลกอุดร (บาลีวันละคำ 368)

โลกอุดร
(บาลีแปลงรูป)

อ่านว่า โลก-อุ-ดอน

บทสวดสรรเสริญพระธรรมคุณ สำนวนของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) มีความตอนหนึ่งว่า

“ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล และเก้ากับทั้งนฤพาน
สมญาโลกอุดรพิสดาร อันลึกโอฬาร พิสุทธิ์พิเศษสุกใส”

และอีกตอนหนึ่งว่า

“คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง ยังโลกอุดรโดยตรง”

“โลกอุดร” เป็นคำที่แปลงมาจากบาลีว่า “โลกุตฺตร” (โล-กุด-ตะ-ระ) คือ โลก (โล-กะ) + อุตฺตร (อุด-ตะ-ระ)
“โลก” ในที่นี้หมายถึงวิสัยหรือธรรมดาของโลก เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย พบ พราก ได้ เสีย อิ่ม อด สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
“อุตฺตร” แปลว่า เหนือ, อยู่เหนือ, สูงกว่า, ดีกว่า, ยอดกว่า, เกินกว่า, เหนือกว่า
“อุตฺตร” เขียนแบบไทยเป็น “อุดร” (สูตร : ตะ เป็น ดะ ลบตะตัวหนึ่ง) คำที่เราคุ้นกันดีคำหนึ่ง คือ “ทิศอุดร” แปลว่า ทิศเหนือ
โลก + อุดร = โลกอุดร มีความหมายว่า เหนือโลก, พ้นวิสัยของโลก
โลกอุดร ไม่ใช่โลกหรือดินแดนอีกแห่งหนึ่ง แต่เป็นภูมิหรือระดับจิตของผู้ที่ฝึกฝนพัฒนาตนเองจนจิตอยู่เหนือโลก คือแม้วิสัยโลกมากระทบก็ไม่กระเทือน มีสติสมบูรณ์มั่นคง ไม่ฟู ไม่แฟบ

Read More
บาลีวันละคำ

โลกวัชชะ (บาลีวันละคำ 367)

โลกวัชชะ

อ่านว่า โล-กะ-วัด-ชะ
บาลีเป็น “โลกวชฺช”

“โลกวชฺช” ประกอบด้วย โลก + วชฺช

“โลก” หมายถึงหมู่มนุษย์, ชาวโลก, สังคม (“โลก” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่จะพินาศไป” “สิ่งที่จะย่อยยับไป”)

“วชฺช” แปลว่า ควรกล่าว, ควรพูดติ, ควรถูกตำหนิ (มีความหมายอย่างอื่นอีก)
โลก + วชฺช = โลกวชฺช = โลกวัชชะ แปลเอาความว่า “เรื่องที่เป็นความผิดตามความเห็นของชาวโลก”

“โลกวัชชะ” เป็นคำที่ใช้เกี่ยวกับพระสงฆ์ มีความหมายว่า พฤติกรรม การกระทำ ข้อเสียหาย ที่สังคมติเตียนว่าไม่เหมาะสมกับสมณะ

โลกวัชชะ เป็นคำที่คู่กับ “ปณฺณตฺติวชฺช” (ปัน-นัด-ติ-วัด-ชะ)
ปณฺณตฺติ (= ข้อบัญญัติ) + วชฺช เขียนแบบไทยเป็น “ปัณณัตติวัชชะ”แปลว่า “เรื่องที่มีความผิดตามข้อบัญญัติ” คือมีศีลบัญญัติห้ามไว้

คำคู่นี้ มีความหมาย ตามตัวอย่างดังนี้ :

– พระตัดหญ้าในวัด ชาวบ้านอาจมองว่าพระขยันดี แต่ที่จริงเป็นความผิดเพราะมีพุทธบัญญัติห้ามไว้ อย่างนี้เรียกว่า ปัณณัตติวัชชะ

– พระสงฆ์เข้าไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า แม้ไม่มีข้อห้ามในศีล 227 ข้อ แต่ชาวบ้านตำหนิ อย่างนี้เรียกว่า โลกวัชชะ

อีกนัยหนึ่งว่า

Read More
บาลีวันละคำ

วัชพืช (บาลีวันละคำ 366)

วัชพืช
(บาลีไทย)

อ่านว่า วัด-ชะ-พืด

“วัชพืช” ประกอบด้วยคำว่า วัช + พืช
“วัช” บาลีเป็น “วชฺช” (วัด-ชะ) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันบัณฑิตพึงละหรือต้องละ” (มีความหมายอย่างอื่นอีก)

“พืช” บาลีเป็น “พีช” (พี-ชะ) และ “วีช” (วี-ชะ) หมายถึงส่วนของสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ขยายพันธุ์ คือ พันธุ์ไม้, หน่อ, เมล็ดพืช, เชื้อ, น้ำกาม, ไข่ (ดูเพิ่มเติมที่คำว่า “พืช”)

ควรทราบว่า “พีช-วีช” ในบาลีนั้น หมายถึงส่วนที่เป็นหน่อ เป็นเมล็ด เป็นเชื้อที่จะขยายพันธุ์ต่อไปเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงลำต้นกิ่งก้านหรือตัวที่เติบโตแล้วจากหน่อหรือจากเชื้อนั้น
แต่ในภาษาไทยมักเข้าใจกันว่า “พืช” คือพรรณไม้ที่งอกอยู่ตามที่ต่าง ๆ

วชฺช + พีช ใช้ในภาษาไทยว่า วัชพืช มีความหมายว่า พืชที่ควรละทิ้ง, พืชที่ควรกำจัด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกว่า “วัชพืช : พืชที่ไม่ต้องการ เช่นหญ้าคาในแปลงข้าว”

: ผู้รู้ท่านแบ่งคนเป็น 3 จำพวก คือ
1 คณโสภกะ เกิดมาทำให้โลกงาม เหมือนดอกไม้
2 คณปูรกะ เกิดมาทำให้โลกเต็ม เหมือนพืชทั่วไป
3 คณทูสกะ เกิดมาทำลายโลก เหมือนวัชพืช

—————-
(วิสาสะมาจากบางคำในความคิดเห็นของ Supachoke Thaiwongworakool – ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้)

Read More
บาลีวันละคำ

พืช (บาลีวันละคำ 365)

พืช

อ่านว่า พืด
บาลีเป็น “พีช” (พี-ชะ) และ “วีช” (วี-ชะ)

“พีช-วีช” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เกิดโดยพิเศษ” “สิ่งที่เป็นเหตุเกิดแห่งสิ่งทั้งหลาย” หมายถึงส่วนของสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ขยายพันธุ์ คือ พืชพันธุ์, พันธุ์ไม้, หน่อ, เมล็ดพืช, เชื้อ, น้ำกาม, ไข่ และหมายโดยนัยถึง พื้นฐาน มูลเหตุ ปัจจัย ที่ทำให้เกิดผลอื่นๆ ตามมา
“พีช-วีช” ยังมีอีกความหมายหนึ่ง คือ องคชาต หรืออวัยวะเพศชาย

“พีช-วีช” ใช้ในภาษาไทยเป็น “พืช” (สระ อี เปลี่ยนเป็นสระ อือ ช เป็นตัวสะกด) พจน.42 บอกความหมายว่า เมล็ดพันธุ์ไม้, สิ่งที่จะเป็นพันธุ์ต่อไป, พรรณไม้ที่งอกอยู่ตามที่ต่าง ๆ

คำพิเศษที่เราได้ยินคือ “พืชมงคล” (พืด-ชะ-มง-คน) พระราชพิธีที่พระสงฆ์สวดมนต์เพื่อความเจริญของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เรียกว่า “พระราชพิธีพืชมงคล” เป็นพระราชพิธีที่ทำก่อนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์
พิธี “พืชมงคล” ในคัมภีร์บาลีใช้คำว่า “วปฺปมงฺคล” (วับ-ปะ-มัง-คะ-ละ) เขียนแบบไทยเป็น “วัปปมงคล” (วับ-ปะ-มง-คน) แปลว่า “พิธีมงคลเนื่องด้วยการเพาะปลูก”

: ถ้าเข้าใจกฎแห่งพืช ก็จะเข้าใจกฎแห่งกรรม :-
ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.
หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

Read More
บาลีวันละคำ

อมิตาภพุทธ (บาลีวันละคำ 364)

อมิตาภพุทธ

แยกตามหลักคำบาลีเป็น น + มิต + อาภา + พุทฺธ
“น” (นะ) แปลว่า ไม่, ไม่ใช่
เมื่ออยู่หน้า ประสมกับคำอื่น มีกฎว่า
– ถ้าคำนั้นขึ้นต้นด้วยสระ ต้องแปลง “น” เป็น “อน” เช่น น + อาคต (อา- เป็นสระ) = อนาคต
– ถ้าคำนั้นขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ต้องแปลง “น” เป็น “อ” เช่น น + มนุสฺส (ม- เป็นพยัญชนะ) = อมนุสฺส (อมนุษย์)

ในที่นี้ น + มิต (มิ- เป็นพยัญชนะ) จึงต้องแปลง น เป็น อ = อมิต
“มิต” (มิ-ตะ) แปลว่า “สิ่งที่ถูกนับ” นับแล้ว, นับได้ : อมิต = นับไม่ได้
“อาภา” แปลว่า แสงสว่าง, การส่องแสง, ความงดงาม, ความรุ่งโรจน์
อมิต + อาภา = อมิตาภา = แสงส่องสว่างที่นับไม่ได้
อมิตาภา + พุทฺธ (ลดรูป -ภา เป็น -ภ-) = อมิตาภพุทฺธ (อะ-มิ-ตา-พะ-พุด-ทะ) เขียนแบบไทยเป็น “อมิตาภพุทธ” อ่านว่า อะ-มิ-ตา-พะ-พุด แปลว่า “พระพุทธเจ้าผู้มีแสงส่องสว่างที่นับไม่ได้” = สุดความสามารถที่จะบอกได้ว่ารุ่งโรจน์งดงามปานไร
“อมิตาภพุทธ” เป็นนามพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่งในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
คำนี้พูดเร็วๆ ฟังรัวๆ จะได้ยินเป็น อะ-มิด-ตะ-พุด
ถ้าไม่ระวัง ต่อไปอาจมีผู้สะกดเป็น “อมิตรพุทธ” แล้วก็แปลกันว่า “พระพุทธเจ้าผู้ไม่เป็นมิตร (กับพญามาร)”

เพราะฉะนั้น : เห็นดอกเห็นผล อย่าลืมขุดค้นไปดูให้ถึงราก

Read More
บาลีวันละคำ

พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา (บาลีวันละคำ 362)

พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา
(นามพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์)

พระนามนี้แยกเป็นคำบาลีได้ดังนี้
“พุทฺธ” (พุด-ทะ) = แปลทับศัพท์ว่า “พระพุทธเจ้า” ความหมายคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
“มหา” (มะ-หา) = มาก, ใหญ่, ยิ่งใหญ่
“วชิร” (วะ-ชิ-ระ) เราทับศัพท์ว่า “เพชร” จนไม่ได้นึกถึงความหมายจริงๆ
วชิร ตามรากศัพท์แปลว่า “สิ่งที่ไปได้เรื่อย” (คือไม่มีอะไรขัดขวางการไป) หรือ “สิ่งที่ไปอย่างไม่มีอะไรขัดขวาง” โดยความมุ่งหมายแล้วคำนี้หมายถึงอสนีบาต หรือ สายฟ้า ซึ่งถือว่าเป็น “อาวุธพระอินทร์”
“อุตตโมภาส” = อุตฺตม + โอภาส
อุตฺตม (อุด-ตะ-มะ) = “อย่างที่สุด”, สูงสุด, ใหญ่ที่สุด, ดีที่สุด
โอภาส (โอ-พา-สะ) = ประกาย, แสงสว่าง, ความรุ่งโรจน์, ความโชติช่วง, ความปรากฏ
“ศาสดา” บาลีเป็น “สตฺถา” (สัด-ถา) แปลทับศัพท์ตามรูปสันสกฤตว่า “พระศาสดา”แปลตามความหมายว่า “พระบรมครู”

Read More
บาลีวันละคำ

รูปธรรม (บาลีวันละคำ 361)

รูปธรรม

อ่านว่า รูบ-ปะ-ทำ
ประกอบด้วยคำว่า รูป + ธรรม

“รูป” บาลีอ่านว่า รู-ปะ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ประกาศสภาพของตน” (คือสามารถรู้สี สัณฐานเป็นต้นได้ง่าย) และ “สิ่งที่ต้องเสื่อมไป”
ความหมายสามัญที่เข้าใจกันคือ สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยตา, สิ่งที่เป็นรูปร่างพร้อมทั้งลักษณะอาการของมัน, ร่างกาย เช่น รูปตัวคน รูปตัวสัตว์

“ธรรม” บาลีเป็น “ธมฺม” (ทำ-มะ) แปลตามศัพท์ว่า “สภาพที่ทรงไว้” (ดูความหมายอื่นๆ ที่คำว่า “วัฒนธรรม”)

รูป + ธรรม = รูปธรรม หมายถึง สิ่งที่รู้ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย

ในภาษาไทยมักเข้าใจกันว่า “รูป” คือ ภาพถ่าย ภาพเขียน แต่ในทางธรรม “รูป” หมายถึง สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา และในความหมายที่ละเอียด แม้เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกาย ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา ก็อยู่ในจำพวก “รูป” เรียกว่า “รูปธรรม”

“รูปธรรม” นำมาใช้ในภาษาไทยสมัยใหม่ ในความหมายว่า สิ่งที่สามารถแสดงออกมาให้ปรากฏเป็นจริงเป็นจังมิใช่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น, สิ่งที่สามารถปฏิบัติได้, เช่น ต้องทําโครงการพัฒนาชนบทให้เป็นรูปธรรมด้วยการจัดให้มีนํ้ากินนํ้าใช้เป็นต้น

: “รูปธรรม” ใช้ในความหมายใหม่ อย่าลืมความหมายเก่า
พัฒนาตามเขา อย่าลืมรากเหง้าของตัวเอง

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้