Author: Admin ชมรมธรรมธารา

บาลีวันละคำ

พระพิธีธรรม (บาลีวันละคำ 455)

พระพิธีธรรม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “พิธีธรรม” และบอกไว้ว่า
“พระสงฆ์จํานวน 4 รูปที่ได้รับสมมุติให้สวดภาณวารหรือสวดอาฏานาฏิยสูตร ในงานพระราชพิธีตรุษสงกรานต์ หรือสวดอภิธรรมในการศพของหลวง เรียกว่า พระพิธีธรรม”

คำว่า “พระพิธีธรรม” ว่ากันว่าเดิมเขียนเป็น “พระพิธีทำ” (ท อำ ทำ ภาษาไทย)
ถ้าเขียนเช่นนี้ชวนให้ลากเข้าความว่า “พระที่เป็นผู้ทำพิธี”

มีคำอ้างว่า มาถึงรัชกาลที่ 4 ทรงตำหนิว่าการเขียนอย่างนี้เป็นการมักง่ายและดาดเกินไป ความหมายของคำนั้นหมายเอาพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถในอันจะประกอบพิธีการได้โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างไปจากพระสงฆ์อื่นๆ ทั่วไป

จากนั้นมา คำว่า “พระพิธีทำ” จึงเขียนเป็น “พระพิธีธรรม”
คำว่า “พิธีธรรม” จึงไขความให้คล้อยตามคำว่า พิธีการทางธรรม หรือพิธีการทางศาสนา

หนังสือ “พระพิธีธรรม” ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สรุปไว้ว่า
“ปัจจุบันหากกล่าวถึงพระพิธีธรรม หมายถึง พระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมงานศพหลวงและงานศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชานุเคราะห์ พระอนุเคราะห์ และสวดจตุรเวท เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์เท่านั้น”

พระพิธีธรรม ถือเป็นสมณศักดิ์ประเภทหนึ่ง แต่มิได้พระราชทานแก่ตัวพระสงฆ์ หากแต่พระราชทานแก่วัด หมายความว่ามีกำหนดไว้ว่าวัดใดบ้างที่มีตำแหน่ง “พระพิธีธรรม” โดยให้เจ้าอาวาสมีอำนาจแต่งตั้งพระในวัดนั้นให้เป็นพระพิธีธรรม

น่าจะมีผู้ไม่เข้าใจอยู่เป็นอันมากว่า “พระพิธีธรรม” คืออะไร จึงมีถ้อยคำแปลกๆ ปรากฏทางสื่อต่างๆ เป็นต้นว่า
– ประชาชนร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมถวายสักการะศพ…
– ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพนาย…
– ท่าน ..(ชื่อบุคคล).. เป็นประธานในการพระราชทานพิธีธรรม
– หลังจากพิธีธรรมพระราชทาน 3 วันแล้ว ..(ชื่อหน่วยงาน).. จะเป็นเจ้าภาพ

“พระพิธีธรรม” ไม่ใช่ชื่อพิธีการหรือพระราชพิธีใดๆ แต่เป็นคำเรียกพระสงฆ์
จำแบบง่ายๆ ไว้ก่อนก็ได้ – พระพิธีธรรมคือพระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมในงานศพหลวงหรือศพที่อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ แบบเดียวกับพระที่สวดพระอภิธรรมในงานศพชาวบ้านนั่นเอง

: การพูดว่า “ข้าพเจ้ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” – ดีมาก
: การศึกษาให้เข้าใจแบบแผนวัฒนธรรมอันมีอยู่ในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง – ดีที่สุด

Read More
บาลีวันละคำ

แม่ (บาลีวันละคำ 454)

แม่

คำต่อไปนี้ ในภาษาบาลีหมายถึง “แม่”
บางคำเราคุ้น แต่บางคำก็ไม่ได้นำมาใช้ในภาษาไทย

อมฺพา, อมฺมา,
ชนนี, ชนิกา, ชเนตฺตี,
โทหฬินี,
มาตุ, มาตา, มารดา,
สุหทา,
โตเสนฺตี, โปเสนฺตี

– “อมฺพา” แปลว่า “ผู้รักษาบุตรธิดา” “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหาด้วยความรัก” “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหา คือเข้ามาคลอเคลีย” “ผู้อันบุตรธิดาบูชา”

– “อมฺมา” แปลว่า “ผู้อันบุตรธิดาเข้าไปหา คือเข้ามาคลอเคลีย” “ผู้อันบุตรธิดาบูชา”

– “ชนนี” “ชนิกา” “ชเนตฺตี” แปลว่า “ผู้ยังบุตรให้เกิด” หรือ “ผู้ให้กำเนิด”

– “โทหฬินี” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีความปรารถนาสอง” = คนแพ้ท้อง

– “มาตุ” “มาตา” “มารดา” แปลว่า “ผู้รักบุตรโดยธรรมชาติ” “ผู้ยังบุตรให้ดื่มนม”

– “สุหทา” แปลว่า “ผู้มีใจดี”

– “โตเสนฺตี” แปลว่า “ผู้ปลอบโยน”

– “โปเสนฺตี” แปลว่า “ผู้เลี้ยงดู”

ใน โสณนันทชาดก สัตตตินิบาต ท่านพรรณนาหัวอกคนเป็นแม่ไว้น่าฟัง
ขอถอดความนำมาเสนอพร้อมทั้งต้นฉบับภาษาบาลี เพื่อบูชาพระคุณแม่ –

(๑)
อากงฺขมานา ปุตฺตผลํ เทวตาย นมสฺสติ
นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ อุตุสํวจฺฉรานิ จ ฯ
แม่อยากมีลูกไหนจะปาน
ถึงกับบนบานศาลกล่าว
เฝ้าดูฤกษ์ยาม
ถามวันเดือนปี
(เช่นว่าถ้าลูกเกิดปีนี้จะเป็นเด็กแบบไหน
แล้วเกิดเดือนไหนจะเป็นเด็กแบบนี้)

(๒)
ตสฺสา อุตุสิ นหาตาย โหติ คพฺภสฺสวกฺกโม
เตน โทหฬินี โหติ สุหทา เตน วุจฺจติ ฯ
บำรุงรักษาตัวตามวิธี
จนพอรู้ว่ามีครรภ์ ก็อยากนั่นโน่นนี่
ท่านจึงเรียกแม่ว่า “โทหฬินี” = คนแพ้ท้อง
และเรียกว่า “สุหทา” = คนใจดี-เพราะดีใจ (ที่จะได้ลูก)

(๓)
สํวจฺฉรํ วา อูนํ วา ปริหริตฺวา วิชายติ
เตน สา ชนยนฺตีติ ชเนตฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
นับเป็นปี หรือจะน้อยกว่านี้ก็น้องๆ
ที่แม่คอยประคับประคองกว่าจะคลอดเจ้าโฉมงาม
แม่จึงได้นามว่า “ชนยนฺตี” –
และ “ชเนตฺตี” = ผู้ให้กำเนิด

(๔)
ถนกฺขีเรน คีเตน องฺคปาวุรเณน จ
โรทนฺตํ ปุตฺตํ โตเสติ โตเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ด้วยน้ำนม เพลงกล่อม และอ้อมกอด
ลูกร้อง แม่ก็พร่ำพลอดปลอบโยนให้ยิ้มได้
แม่จึงได้นามว่า “โตเสนฺตี” = ผู้ปลอบโยน

(๕)
ตโต วาตาตเป โฆเร มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ
ทารกํ อปฺปชานนฺตํ โปเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ยามที่ลมแรงและแดดกล้า
แม่ก็ผวาหาลูกด้วยหัวใจที่ไหวหวั่น
ลูกแม่ยังเล็กไม่เดียงสากระนั้น ดังฤๅจะดูแลตัวเองได้
แม่จึงได้นามว่า “โปเสนฺตี” = ผู้เลี้ยงดู

(๖)
ยญฺจ มาตุ ธนํ โหติ ยญฺจ โหติ ปิตุทฺธนํ
อุภยมฺเปตสฺส โคเปติ อปิ ปุตฺตสฺส เม สิยา ฯ
ทรัพย์ใดของพ่อแม่
ก็เฝ้าแต่ดูแลรักษา
คิดถึงวันข้างหน้า –
“..เก็บไว้ให้ลูกแม่ ..”

(๗)
เอวํ ปุตฺต อทุ ปุตฺต อิติ มาตา วิหญฺญติ
ครั้นถึงวัยเรียน แม่ก็เวียนแต่ทุกข์
“เรียนนี่ไหมลูก, นั่นล่ะลูกเรียนไหม”
ลำบากอย่างไร –
แม่ก็ยอม

(๘)
ปมตฺตํ ปรทาเรสุ นิสฺสิเว ปตฺตโยพฺพเน
สายํ ปุตฺตํ อนายนฺตํ อิติ มาตา วิหญฺญตีติ ฯ
ครั้นถึงวัยหนุ่มสาว
แม่ก็เกรงลูกจะอื้อฉาวในเชิงชู้
เย็นย่ำค่ำคืนก็เฝ้าแต่คอยดูว่าป่านฉะนี้ไฉนยังไม่กลับ –
ดวงแดแม่จะพลอยดับไปด้วย ฉะนี้แล.

Read More
บาลีวันละคำ

สาลา (บาลีวันละคำ 453)

สาลา

ในภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ศาลา”

“สาลา” แปลตามศัพท์ว่า “โรงเรือนเป็นที่ผู้คนไปหา” (สลติ คจฺฉติ เอตฺถาติ สาลา = บุคคลย่อมไปในที่นั้น เหตุนั้น ที่นั้นจึงเรียกว่า สาลา)
“ศาลา-สาลา” หมายถึง ห้องโถง, ห้องใหญ่, บ้าน; เพิง, โรงสัตว์

ความหมายในภาษาไทย พจน.42 บอกว่า –
“ศาลา : อาคารทรงไทย ปล่อยโถง ไม่กั้นฝา ใช้เป็นที่พักหรือเพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาวัด ศาลาที่พัก ศาลาท่านํ้า, โดยปริยายหมายถึงอาคารหรือสถานที่บางแห่ง ใช้เพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ศาลาพักร้อน ศาลาสวดศพ”

ภาษาไทยคำเก่าๆ ใช้คำว่า “ศาลา” ในความหมายว่า –
1 สถานที่ปฏิบัติราชการ เช่น ศาลาว่าการกระทรวง.. ศาลากลางจังหวัด.. สุขศาลา (ปัจจุบันเรียกว่า สถานีอนามัย)
2 สถานที่ปฏิบัติกิจบางอย่าง (เฉพาะคราวหรือประจำ) เช่น ศาลาการเปรียญ (ศาลาวัดสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรมและใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลต่างๆ ด้วย)

“ศาลา” ในภาษาไทยใช้เรียกสถานที่ทุกระดับ ตั้งแต่สถานที่เฉพาะพระราชามหากษัตริย์ ไปจนถึงสถานที่สำหรับคนอนาถา มีทั้งที่ต้องอธิบายจึงจะรู้ว่าเป็นสถานที่อะไร และที่เอ่ยขึ้นมาก็รู้กันดีโดยไม่ต้องอธิบาย เช่น

– “ศาลาลงสรง” = ศาลาที่สร้างขึ้นชั่วคราวสำหรับใช้ในพระราชพิธีโสกันต์หรือพระราชพิธีเกศากันต์และพระราชพิธีลงท่า
– “อาโรคยศาลา” หรือ “อาโรคยศาล”= โรงพยาบาล
– “ศาลาลูกขุน” = ที่ทำการของลูกขุน
– “ศาลาราย” = ศาลาที่สร้างเป็นหลัง ๆ เรียงเป็นแนวรอบโบสถ์หรือวิหาร เช่น ศาลารายวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
– “ศาลาฉทาน” = สถานที่แจกจ่ายอาหารแก่คนทั่วไปเป็นการกุศล
– “ศาลาพักร้อน”
– “ศาลาริมทาง”
– “ศาลาวัด”

: แม้เป็นเพียงศาลา
อย่าดูถูกว่าต้อยต่ำ
ถามตัวเองสักคำ
ทำประโยชน์เหมือนศาลาได้บ้างหรือยัง

Read More
บาลีวันละคำ

ศาล (บาลีวันละคำ 452)

ศาล

อ่านว่า สาน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายของคำว่า “ศาล” ไว้ดังนี้ –
1 องค์กรที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีโดยดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร
2 ที่ชำระความ เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา
3 ที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี เป็นต้น เช่น ศาลเทพารักษ์ ศาลเจ้า ศาลเจ้าแม่ทับทิม

พจน.42 ไม่ได้บอกว่าคำว่า “ศาล” มาจากภาษาอะไร
มีคำเก่าบางคำที่เก็บไว้ คือ –
1 “ศาลาลูกขุน” = ที่ทำการของลูกขุน
2 “ลูกขุน ณ ศาลหลวง” = คณะข้าราชการชั้นสูงฝ่ายตุลาการ ซึ่งรวมกันเรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลหลวง มีหน้าที่พิพากษาคดีอย่างศาลยุติธรรม แต่มิได้เป็นผู้พิจารณาคดี เพราะมีตระลาการที่จะพิจารณาคดีแล้วขอคําตัดสินจากลูกขุน ณ ศาลหลวงอีกชั้นหนึ่ง
3 “ลูกขุน ณ ศาลา” = คณะข้าราชการชั้นสูงฝ่ายธุรการ ซึ่งมีตําแหน่งต่าง ๆ มีเสนาบดีเป็นต้น รวมกันเรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลา

แสดงให้เห็นว่า “ศาล” กับ “ศาลา” น่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน

1 คำว่า “องค์กรที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี” (ศาล-ในความหมายที่ 1) ตรงกับบาลีว่า “วินิจฺฉยมหามตฺต” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-มะ-หา-มัด-ตะ) = อำมาตย์ผู้พิพากษาอรรถคดี

2 คำว่า “ที่ชำระความ” (ศาล-ในความหมายที่ 2) บาลีใช้คำว่า
– “วินิจฺฉยสาลา” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-สา-ลา) = ศาลาพิพากษาอรรถคดี
– “วินิจฺฉยฏฺฐาน” (วิ-นิด-ฉะ-ยัด-ถา-นะ) = สถานที่พิพากษาอรรถคดี
– “วินิจฺฉยสภา” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ-สะ-พา) = ที่ประชุมพิพากษาอรรถคดี

3 คำว่า “ที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี เป็นต้น” (ศาล-ในความหมายที่ 3) บาลีใช้คำว่า
– “เทวฏฺฐาน” (เท-วัด-ถา-นะ) = เทวสถาน, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
– “เทวายตน” (เท-วา-ยะ-ตะ-นะ) = ศาลเจ้า, เทวาลัย

ศาลสถิตยุติธรรม หรือศาลเจ้า คงจะได้ต้นเค้าไปจาก “ศาลา”
“ศาล” ทั้งสองความหมายนี้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพของผู้คนในสังคม

: ทำตัวให้น่าเคารพ ก็เป็นได้ครบทุกศาล

Read More
บาลีวันละคำ

กเลวะราก, กะเลวะราด, กะเลกะราด (บาลีวันละคำ 451)

กเลวะราก, กะเลวะราด, กะเลกะราด

“ติดฝิ่น กินสุรา ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก ลักเล็กขโมยน้อย คอยเกะกะระราน อยู่ที่ไหนชาวบ้านนอนตาไม่หลับ”
สมัยก่อนมีคำเรียกคนประเภทนี้ ฟังได้ว่า “พวกกะเลวะราก” บางทีก็ว่า พวกกะเลวะราด, กะเลกะราด (อาจจะสะกดเป็นอย่างอื่นอีกแล้วแต่ว่าจะได้ยินเป็นอย่างไร)

คำนี้มีที่มาอย่างไร ?

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “กเฬวราก” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ราก) บอกความหมายไว้ว่า “ซากศพ, บางทีใช้เข้าคู่กันเป็น กเฬวรากซากศพ, เขียนเป็น กเฬวราก์ ก็มี เช่น เผากเฬวราก์ผู้อนาถ”

นอกจากนี้ยังมีคำว่า “กเลวระ” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ระ) บอกไว้ว่า “ซากศพ เช่น ถึงกระนั้นก็จะพบพานซึ่งกเลวระร่าง มิเลือดก็เนื้อจะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอัน. (ม. ร่ายยาว มัทรี), ใช้ว่า กเฬวราก ก็มี”

“กเฬวราก” บาลีเป็น “กเฬวร” (อ่านว่า กะ-เล-วะ-ระ, เฬ- ฬ จุฬา) เขียนเป็น “กเลวร” (เล- ล ลิง ก็มี)
ความหมายเดิมของ “กเฬวร” มาจาก กเฬ (= จิต) + วร (ธาตุ = ระวัง, ป้องกัน) : กเฬ เจตสิ วรติ สํวรตีติ = กเฬวรํ
“กเฬวร” แปลตามศัพท์ว่า “ร่างที่ป้องกันที่จิต” (= ศูนย์กลางที่ทำให้ร่างดำรงอยู่ได้คือจิต) หมายถึง “ร่างกาย”

ศัพท์ว่า “กเฬวร” พบว่าใช้ในความหมาย 3 อย่าง คือ
1 ร่างกาย (the body)
2 ร่างที่ตายแล้ว, ซากศพ (a dead body, corpse, carcass)
3 ขั้นบันได (the step in a flight of stairs)

อย่างไรก็ตาม ความหมายที่ใช้บ่อยจนถือได้ว่าเป็นความหมายหลัก คือ ร่างที่ตายแล้ว หรือซากศพ

เราลากเสียง “กเฬวร” เป็น “กเฬวราก” เพื่อให้คล้องจองกับ “ซากศพ” เวลาพูดควบกันจึงเป็น “กเฬวรากซากศพ”

ซากศพเป็นที่น่ารังเกียจฉันใด คนเกะกะระรานทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนก็น่ารังเกียจฉันนั้น จึงเป็นที่มาของคำเรียกคนชนิดนั้นว่า “กเฬวรากซากศพ”
ต่อมาคำว่า “ซากศพ” หายไป เหลือแต่ “กเฬวราก” แล้วก็เพี้ยนเป็น กะเลวะราด, กะเลกะราด หรือลากเข้าคำไทยเป็น “กะเรี่ยกะราด” ก็มี

: คนดีแม้จะตาย คนยังเสียดาย ไม่คิดว่าเป็นซากศพ
: คนเลวบัดซบ เป็นศพตั้งแต่ยังไม่ตาย

Read More
บาลีวันละคำ

เถยสังวาส-ลักเพศ (บาลีวันละคำ 450)

เถยสังวาส-ลักเพศ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เก็บคำว่า “เถยสังวาส” (เถย-ยะ-สัง-วาด) และบอกความหมายไว้ว่า “ลักเพศ”

“เถยสังวาส” บาลีเป็น “เถยฺยสํวาส” อ่านว่า เถย-ยะ-สัง-วา-สะ
“เถยฺย” มาจากศัพท์ว่า “เถน” (เถ-นะ) ที่แปลว่า “ขโมย” (คนที่เป็นขโมย)
“เถยฺย” แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นขโมย” = การขโมย, การลัก, โจรกรรม

“สํวาส” มาจาก สํ + วาส แปลตามศัพท์ว่า “การอยู่ร่วมกัน” “การอยู่ด้วยกัน” และรวมความไปถึงความสนิทสนมกัน การสมสู่อยู่กิน หรือครองคู่กันฉันผัวเมีย (ดู บาลีวันละคำ (317) 25-3-56)

“เถยฺยสํวาส” จึงแปลว่า “การอยู่ร่วมโดยความเป็นขโมย” คือตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ร่วมกับเขา แต่ “ขโมย” เขามาอยู่
คำนี้ความหมายเดิมคือการปลอมตัวเข้ามาอยู่ร่วมกับสงฆ์โดยตัวเองไม่ได้เป็นพระจริง แต่นุ่งห่มแสดงตนเป็นพระ คือขโมยเพศพระมาใช้ จึงแปลว่า “ลักเพศ”

“ลักเพศ” พจน.42 บอกคำอ่านว่า ลัก-กะ-เพด และบอกความหมายว่า ทําหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน เช่นคฤหัสถ์แต่งตัวปลอมเพศเป็นสมณะ ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง; (ปาก) ทํานอกลู่นอกทาง

: มองหาดีที่เราเป็นให้เห็นประจักษ์
: เป็นแบบลักเพศเป็นไม่เห็นขำ
: ดีที่เป็นเป็นที่ดีอยู่ที่กรรม
: เป็นแล้วทำหน้าที่อย่าดีแต่เป็น

Read More
บาลีวันละคำ

พุทธาภิเษก (บาลีวันละคำ 449)

พุทธาภิเษก

อ่านว่า พุด-ทา-พิ-เสก
ประกอบด้วย พุทธ + อภิเษก

“พุทธ” บาลีเขียน “พุทฺธ” (โปรดสังเกตจุดใต้ ทฺ ซึ่งทำให้ ทฺ เป็นตัวสะกด) อ่านว่า พุด-ทะ หมายถึง “พระพุทธเจ้า”
“พุทฺธ – พุทธ” แปลตามความหมายว่า
ผู้รู้ = รู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง
ผู้ตื่น = ตื่นจากกิเลสนิทรา ความหลับไหลงมงาย
ผู้เบิกบาน = บริสุทธิ์ผ่องใสเต็มที่

“อภิเษก” บาลีเป็น “อภิเสก” (อะ-พิ-เส-กะ) แปลว่า การอภิเษก, การประพรม, การเจิม, การทำพิธีสถาปนา (เป็นกษัตริย์), การถวายน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นพระราชา, การแต่งตั้ง, การบรรลุ
ในภาษาไทยใช้ว่า “อภิเษก” พจน.42 บอกความหมายว่า “แต่งตั้งโดยการทําพิธีรดนํ้า เช่นพิธีขึ้นเสวยราชย์ของพระเจ้าแผ่นดิน”

“อภิเสก – อภิเษก” ความหมายเดิมคือทำพิธีรดน้ำเพื่อประกาศสถานภาพบางอย่าง เช่นความเป็นกษัตริย์ ความเป็นคู่ครอง เมื่อเอาคำนี้มาใช้ในวัฒนธรรมไทยความหมายก็ค่อยๆ กลายเป็นว่า ทำพิธีในวาระสำคัญ ทำพิธีเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์
คำว่า “เสก” และ “ปลุกเสก” ที่หมายถึงร่ายมนตร์เพื่อทำให้ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าจะกร่อนกลายมาจากคำว่า “อภิเสก” นี่เอง

พุทธ + อภิเษก = พุทธาภิเษก เป็นคำที่เราผูกขึ้นใช้ พจน.42 ให้ความหมายไว้ว่า –
ชื่อพิธีในการปลุกเสกพระพุทธรูปหรือวัตถุมงคล โดยมีพระเถระผู้เชี่ยวชาญในการทำสมาธิจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า คณะปรก นั่งภาวนาส่งกระแสจิตเพ่งคุณพระรัตนตรัยเข้าไปสู่องค์พระหรือวัตถุมงคลนั้น ๆ

: “ลูกเอ๋ย อย่าปลุกเสกพ่อเลย
พ่อตื่นแล้ว
ลูกต่างหากที่ยังหลับอยู่”

————————–
(ตามคำเสนอแนะของพระคุณท่าน Sunant Sukantharam)

Read More
บาลีวันละคำ

พระมหา (บาลีวันละคำ 448)

พระมหา
มีที่มาอย่างไร

การใช้คำว่า “มหา” ประกอบชื่อพระภิกษุมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่ใช้ในฐานะเป็นคำบอกลักษณะบางอย่าง เช่น
– บอกรูปร่าง ดังชื่อ “พระมหาโมคคัลลานะ” สันนิษฐานว่าเพราะท่านมีรูปร่างสูงใหญ่
– เพื่อให้ต่างจากองค์อื่น เช่น “พระมหากาล” เพื่อให้ต่างจาก “พระจุลกาล” “พระมหาปันถก” เพื่อให้ต่างจาก “พระจุลปันถก”
– บอกคุณสมบัติบางอย่าง เช่นมีอายุพรรษามาก หรือมีอาวุโสกว่าองค์อื่นๆ ที่อยู่รวมกัน ก็เรียกว่า “พระมหาเถระ”

แต่ “พระมหา” ที่หมายถึง สมณศักดิ์ที่ใช้นําหน้าชื่อภิกษุผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป (พจน.42) ไม่เกี่ยวกับรูปร่าง หรือบอกความต่างจากองค์อื่น หรืออายุพรรษา แต่เป็นนามสมณศักดิ์ที่เกิดจากความสำเร็จการศึกษาทางพระปริยัติธรรม

สันนิษฐานกันว่า คำว่า “พระมหา” น่าจะมาจากคำเต็มว่า “พระมหาชาติ”
“มหาชาติ” เป็นชื่อเรียกเวสสันดรชาดก เป็นชาดกสำคัญที่คนไทยนิยมสดับตรับฟังกันมาแต่โบราณกาล ต้นฉบับในพระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นภาษาบาลี
ผู้ที่จะสามารถอ่านเข้าใจและนำ “มหาชาติ” มาเทศนาได้ดีที่สุดคือผู้ที่เรียนภาษาบาลีจนแตกฉาน จึงนิยมเรียกพระสงฆ์ที่รู้ภาษาบาลีว่า “พระมหาชาติ” ด้วยสามารถเทศน์เรื่องมหาชาติได้แตกฉานเป็นมูลเดิม
แม้พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงสนับสนุนให้พระสงฆ์ศึกษาเล่าเรียนภาษาบาลีด้วยเห็นว่าเป็นทางรักษาสืบอายุพระศาสนา และทรงตั้งพระสงฆ์ที่รู้ภาษาบาลีถึงขนาด ให้เป็น “พระมหาชาติ” อนุวัตตามความนิยมนั้นด้วย
ต่อมา คำว่า “พระมหาชาติ” กร่อนไป เหลือเพียง “พระมหา” และภาษาปากเรียกสั้นๆ ว่า “มหา” คำเดียวก็มี

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (คำว่า “พระมหา”) เขียนไว้ว่า –
“บางครั้งชาวบ้านใช้คำว่า ‘มหา’ เรียกอุบาสกบางท่าน ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีความรู้เรื่องพระศาสนาดี หรือดำรงตนเป็นพุทธมามกะที่เคร่งครัด เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรติ”

โปรดทราบว่า “พระมหา” หรือ “มหา” เป็นคำเรียกเฉพาะผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไปเท่านั้น ถ้าใช้คำนี้เรียกผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้นย่อมเป็นการล้อเลียนหรือล้อเล่น มิใช่การยกย่องให้เกียรติแต่ประการใด

: “พระม-หา” คำนี้มีนัยะ
: สาธุสะเพราะซื่อสะอาดในศาสนา
: อย่าให้ใครสลับคำคว่ำราคา
: เป็น “พระห-มา” เพราะไม่ซื่อเสียชื่อเอย

Read More
บาลีวันละคำ

มหาเปรียญ (บาลีวันละคำ 447)

มหาเปรียญ

“มหา” ศัพท์เดิมในบาลีเป็น “มหนฺต” (มะ-หัน-ตะ) มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่, กว้างขวาง, โต, มาก, สำคัญ, เป็นที่นับถือ
เมื่อผ่านกรรมวิธีทางไวยากรณ์ได้รูปเป็น “มหา-” มักใช้เป็นส่วนหน้าของสมาส

“มหา” ในคำว่า “มหาเปรียญ” หมายถึง สมณศักดิ์ที่ใช้นําหน้าชื่อภิกษุผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป (พจน.42)

“เปรียญ” (ปะ-เรียน) ผู้รู้บอกว่า น่าจะมาจากคำเก่าว่า “บาเรียน”
พจน.42 บอกว่า “บาเรียน : ผู้เล่าเรียน, ผู้รู้ธรรม, ผู้คงแก่เรียน, เปรียญ”
รูปคำ “เปรียญ” ท่านก็ว่ามาจากคำว่า “ปริญญา” หมายถึงความเข้าใจ, ความรอบรู้, ความรู้ที่ถูกต้องถ่องแท้
คำว่า “เปรียญ” ที่ใช้ในภาษาไทยอีกคำหนึ่งคือ “การเปรียญ” พจน.42บอกว่า “เรียกศาลาวัดสําหรับพระสงฆ์แสดงธรรมว่า ศาลาการเปรียญ”

“เปรียญ” ในคำว่า “มหาเปรียญ” หมายถึง ผู้สอบความรู้พระปริยัติธรรมสายบาลีได้ตามหลักสูตรตั้งแต่ 3 ประโยคขึ้นไป (พจน.42)

จะเห็นได้ว่า “มหา” กับ “เปรียญ” ในคำว่า “มหาเปรียญ” มีความหมายเท่ากัน
ข้อควรทราบคือ
1 “มหา” ใช้เป็นคำนําหน้าชื่อภิกษุผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป เรียกเต็มว่า “พระมหา” เช่น “พระมหาทองย้อย”
2 สามเณรที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป ไม่ใช้คำว่า “มหา” นำหน้าชื่อ แต่ให้ใช้คำว่า “เปรียญ” ต่อท้ายชื่อ นามสกุล เช่น “สามเณรทองย้อย แสงสินชัย เปรียญ” ต่อเมื่อได้อุปสมบทแล้วจึงใช้คำว่า “พระมหา-” และไม่ต้องมีคำว่า “เปรียญ” ต่อท้ายอีก
3 ถ้าเรียกเฉพาะภิกษุ ใช้คำว่า “พระมหา” ไม่ใช่ “พระมหาเปรียญ” เพราะแยกกันแล้วว่า “มหา” หมายถึงภิกษุ “เปรียญ” หมายถึงสามเณร ดังนั้นจึงไม่มี “พระมหาเปรียญ”
4 “มหาเปรียญ” (ไม่มีคำว่า “พระ”) เป็นคำรวมเรียกภิกษุสามเณรที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป รวมถึงที่ลาเพศไปแล้วด้วย เช่นที่พูดว่า พวกดอกเตอร์ พวกหมอ พวกครูบาอาจารย์ พวกมหาเปรียญ

ชอบกล :
จบเปรียญธรรม 9 ประโยคแล้วไปเรียนจนจบ ‘ดอกเตอร์’ มีมาก
จบ ‘ดอกเตอร์’ แล้วไปเรียนจนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ยังไม่มี

Read More
บาลีวันละคำ

น้ำมัน (บาลีวันละคำ 446)

น้ำมัน
ในภาษาบาลี

ข่าว “น้ำมันรั่วในอ่าวไทย” เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ทำให้ชวนถามว่า “น้ำมัน” ภาษาบาลีว่าอย่างไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“น้ำมัน : ของเหลวที่มีลักษณะเป็นมันลื่น ไม่ละลายน้ำ สกัดจากพืช สัตว์ แร่บางชนิด เช่น ถ่านหิน, หรือที่สูบขึ้นมาจากแหล่งกำเนิด, โดยปริยายหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น น้ำมันใส่ผม. (อ. oil)”

พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล oil เป็นบาลีว่า “เตล”
“เตล” (เต-ละ) แปลตามรากศัพท์ว่า “น้ำที่เกิดจากเมล็ดงา” (ติลโต สมฺภูตํ = เตลํ) แสดงว่าแรกเริ่มเดิมทีมนุษย์ที่พูดภาษาตระกูล Indo-European รู้จัก “น้ำมัน” ที่สกัดจากเมล็ดงาก่อน จากนั้นมาน้ำมันทั่วไปแม้ไม่ได้สกัดจากเมล็ดงา ก็เรียกว่า “เตล” ไปด้วย

“เตล” คำเดียวหมายถึงน้ำมันทั่วๆ ไป ที่ใช้สำหรับดื่ม, เจิม, ทา และจุดไฟ
ส่วนน้ำมันที่สกัดจากแร่บางชนิด เช่น ถ่านหิน หรือที่สูบขึ้นมาจากแหล่งกำเนิด ที่เรียกเป็นคำอังกฤษว่า gasoline, petrol หรือ petroleum เป็นน้ำมันที่เกิดขึ้นใหม่ พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี ผูกศัพท์บาลีขึ้นใช้ดังนี้ –

1 gasoline = “อสุทฺธ-ภูมิเตล” (อะ-สุด-ทะ พู-มิ-เต-ละ) แปลว่า น้ำมันจากพื้นดินที่ยังไม่ได้กลั่น

2 petrol (ไทยเรียกว่าเบนซิน อเมริกันเรียกว่า gasoline) = “โสธิต-ขณิชเตล” (โส-ทิ-ตะ ขะ-นิ-ชะ-เต-ละ) คำนี้น่าจะแปลว่า น้ำมันที่เกิดจากขุดเจาะขึ้นมา และกลั่นแล้ว

3 petroleum = “ภูมิชเตล” (พู-มิ-ชะ เต-ละ) แปลว่า น้ำมันที่เกิดจากพื้นดิน

: กตฺถจิ ปตฺถิยํ เตลํ
น้ำมัน จำปรารถนาในที่บางแห่ง
: สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา
สติ จำปรารถนาในที่ทั้งปวง

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้